แตงไทยที่อยู่ใกล้สุดไม่ขยับ ดวงตามองตรงไปยังส่วนลึกสุดของร้าน หัวสมองพยายามประเมินความเสี่ยง
“ ใครอยู่หลังร้าน ผีดิบหรือคน ”
ส่วนขนุนและแห้งก็กดดันหนักจนขยับไม่ออก เพราะทุกการกระทำต่อจากนี้ ล้วนเดิมพันด้วยชีวิต
พอเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเพิ่มเติม แตงไทยก็คืบไปข้างหน้าด้วยการคลาน โดยใช้ชั้นวางของบดบังกาย มือขวากำมีดพกเอาไว้แน่น ทุกเศษเสี้ยวของสมาธิพุ่งตรงไปที่หลังร้าน ไม่นาน ก็ถึงประตูทางเข้า
แตงไทยยกมือขึ้นทำสัญญาณให้เข้ามา ขนุนและแห้งจึงแยกไปที่มุมห้องทั้งซ้ายขวา เพื่อซัปพอร์ตสาวร่างเล็ก
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมก๊วนยึดตำแหน่งสำคัญได้สำเร็จ แตงไทยก็ย่อตัวลงต่ำ ก่อนจะยื่นมือไปจับลูกบิด จากนั้นก็เปิดประตู
“ แอ๊ด…..”
ประตูบานนั้นแง้มเปิดช้าๆ และแตงไทยก็ระวังมากพอจะแนบตัวกับขอบประตู พร้อมสอดสายตาเข้าไป จึงพบกับห้องที่มีลังกระดาษขนาดใหญ่กองทับกันหลายชั้น อันคะแนได้ว่านี่น่าจะเป็ห้องเก็บของ
แตงไทยรอดูสถานการณ์ต่อไป มือกำมีดพกแน่นกว่าเดิมจนถ้าด้ามจับมันอ่อนยวบ ก็คงแหลกสลายไปนานแล้ว พอแน่ใจว่าไม่มีอะไร เธอก็ยกมือเป็สัญญาณ
เหมือนทั้งสามจะชำนาญงาน จึงรู้ความหมายของรหัสมือเป็อย่างดี แห้งเลยเคลื่อนมาหลบซ่อนหลังประตู ส่วนขนุนที่แข็งแรงสุดเป็ฝ่ายบุกเข้าไปข้างในพร้อมค้อนปอนด์คู่ใจ
“ ลุย ”
พอชายฉกรรจ์ร่างใหญ่รุกมาถึงกลางห้อง ก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่คุกเข่าอยู่ด้านในสุด จึงยกค้อนปอนด์ขึ้นมา หวังพิฆาตศัตรู แต่พอฟาดอาวุธลงไป สายตาดันคุ้นชินกับความมืดจนพบสิ่งที่ไม่คาดฝัน นั่นก็คือ “หญิงชราร่างเล็กที่กำลังกอดเด็กหญิงตัวน้อย”
“ เอ๊ะ! ” ขนุนรีบยั้งมือ ทำให้ค้อนปอนด์อยู่ห่างจากเป้าหมายไม่ถึงคืบ ก่อนจะค่อยๆลดอาวุธลง หญิงชราคนนั้นเลยอ้อนวอนเสียงสั่น
“ อย่าทำอะไรยายกับหลานเลย ปล่อยเราไปเถอะ ”
แตงไทยรีบเข้ามาเปิดไฟในห้อง ทำให้เห็นสองยายหลานถนัดขึ้น ขณะที่แห้งยังคงระวังหลังต่อ เพื่อความไม่ประมาท
“ ขอร้องเถอะนะ ยายกับหลานอยู่กันแค่สองคนเอง อย่าทำอะไรพวกเราเลย ” ยายยังคงอ้อนวอน เสียงที่เปล่งออกมาออกแนวสะอื้น โดยมีหนูน้อยน่ารักน่าชังนั่งตัวสั่นงันงงอยู่ในอ้อมกอด อันเป็ภาพที่น่าเวทนาสุดๆ
เมื่อเป็เช่นนี้ แตงไทยจึงเข้าไปพูดคุย เพราะเมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ เธอดูเหมาะสมที่สุดแล้ว
“ คุณยายคะ เรามาดี พวกหนูไม่ทำอะไรยายกับน้องแน่ ”
ยายพินิจชาวแก๊งอยู่อึดใจ จึงมีสีหน้าที่ดีขึ้น
“ จริงหรือจ๊ะ ”
“ จริงค่ะ เราแค่ผ่านมา และขอพักคืนเดียว ” แตงไทยยิ้มให้ ซึ่งก็หยาดเยิ้มพอจะทำให้ยายหลานคลายกังวลอีกหลายส่วน แต่ก็ยังไม่วางใจซะทีเดียว
“ ละ แล้วพะ พ่อหนุ่มข้างหลังล่ะ ”
“ อ้อ คนนี้พี่ชายของหนูเอง ถึงหน้าดุไปหน่อย แต่ก็ใจดีนะ ” แตงไทยหันกลับมาส่งสัญญาณให้ขนุนทำหน้าเป็มิตรหน่อย พี่ชายจึงข่มใจ ฉีกยิ้มออกมา ทว่ากลับทำให้สองยายหลานผวาหนักกว่าเดิม
“ ว้าย ตายแล้ว พ่อหนุ่มคนนั้น… เขาไม่กินคนใช่มั้ยจ๊ะ ”
“ โอ้ ไม่ ไม่ ไม่ค่ะ พี่หนูแค่ยิ้มให้คุณยายเท่านั้นเอง ” แตงไทยรีบตรงเข้าไปกอด ก่อนจะหันมาบอกขนุนว่าให้เลิกฉีกยิ้ม ทำเอาพี่ชายร่างใหญ่ไปไม่เป็
“ ละ แล้วหนูมากับ เอ่อ พี่ชายแค่สองคนเหรอ ” คุณยายถามแบบกล้าๆกลัวๆ
“ ไม่ค่ะ ยังมีอีกสองคน พี่แห้ง ปลอดภัยแล้ว เป็แค่คุณยายกับหลาน ” แตงไทยร้องเรียกชาวแก๊งที่เหลือ ทว่าแห้งเหมือนจะรู้งานกว่าขนุน เลยเก็บอาวุธ แล้วเดินเข้ามาถอดหมวกโค้งคำนับให้ยาย
“ พวกผมผ่านทางมา อยากหลบภัยพาลซักหนึ่งคืน ขอคุณแม่โปรดเมตตาด้วย ”
คุณยายหันไปมองหน้าแตงไทย ก่อนจะถามด้วยสายตาว่า “พ่อหนุ่มคนนี้ปกติมั้ย” สาวร่างเล็กจึงตอบกลับเสียงอ่อย
“ เอ่อ ่นี้เขาขาดยาค่ะ แต่ยายไม่ต้องกลัวนะ ไม่กัดใครแน่ ”
………………………
เมื่อเห็นว่าทุกสิ่งปลอดภัย แตงไทยจึงโบกมือให้พริกขับรถเข้ามา ซึ่งก็สร้างความหวาดเสียวให้กับทุกคน เพราะเด็กสาวยังไม่ชำนาญนัก และทำเครื่องดับถึงสองหน แต่สุดท้ายก็เอากระบะสีเืหมูมาจอดเทียบท่าได้สำเร็จ
หลังพูดคุยกัน จึงรู้ว่าคุณยายคือผู้ดูแลศาลเ้า ส่วนเด็กน้อยคือหลานแท้ๆ สาเหตุที่ยังไม่ไปจากที่นี่ เพราะรอคอยลูกสาวที่เป็แม่ของเด็กคนนี้ ซึ่งหายไปใน่เกิดวิกฤติเมื่อสามวันก่อน
แน่นอนว่าข่าวดังกล่าวย่อมทำให้ชาวแก๊งหดหู่ไปตามๆกัน เพราะรู้ซึ้งถึงความโหดร้ายของโลกภายนอกเป็อย่างดี และมีโอกาสน้อยมากที่ลูกสาวของยายจะกลับมาได้ แตงไทยจึงเอ่ยปากชวน
“ คุณยายไปกับพวกหนูเถอะ อยู่กันแค่สองคน มันอันตรายนะ ”
“ ไม่เป็ไรจ้ะ พวกยายจะรอลูกสาวอยู่ที่นี่ ” หญิงชรายืนกราน
สามสหายนิ่งเงียบ ในใจประเมินได้อย่างแม่นยำว่ายายหลานไม่น่ารอดเกินสามอาทิตย์ เพราะนอกจากภัยซอมบี้ ยังมีกลุ่มคนหิวโหยที่ตอนนี้ทำได้ทุกอย่างเพื่ออาหาร ไหนจะเสบียงของยายที่น่าจะมีตุนไว้แค่เดือนเดียว จึงผลัดกันเกลี้ยกล่อมอีกหลายที แต่ก็ไร้ผล
“ เฮ้อ ” แตงไทยถอนหายใจยาว ก่อนหันไปมองสองพี่ชายเป็เชิงปรึกษา และเหมือนพวกเขาจะรู้ใจกัน จึงพยักหน้าให้
“ งั้นแบบนี้มั้ยคะ พวกหนูจะช่วยเสริมที่นี่ให้แข็งแรงขึ้น แล้วเคลียร์พวกผีดิบแถวนี้ให้ ”
“ เหรอ ดีจัง พวกหนูจะอยู่ซักกี่วัน ” คุณยายดูดีใจขึ้นมาทันที
“ สองวัน ” ขนุนตอบห้วนๆ ทำเอาคุณยายซึมลงทันควัน เพราะอยากให้ชาวแก๊งอยู่นานกว่านี้
…………………………
ก่อนอาทิตย์ตกดิน สามสหายและพริกช่วยกันทำศาลเ้าให้มั่นคงขึ้น ด้วยการปิดประตู หน้าต่างให้หมด แล้วเอาผ้ามาทำเป็ม่านบดบังทุกช่องทาง เพื่อไม่ให้คนหรือไม่ใช่คนส่องเข้ามาได้ ปิดท้ายด้วยการดันชั้นวางของไปกั้นทุกทางเข้าออก
แน่นอนว่าอาหารเย็นย่อมเป็เนื้อย่างที่ชาวแก๊งกวาดมาจากห้าง โดยคุณยายอาสาใช้เตาแก๊สทำให้
ทุกคนนั่งรวมตัวกันที่กลางร้าน และชาวแก๊งยังคงคอนเซ็ปเดิม นั่นก็คือปิดไฟให้หมด แล้วจุดเพลิงลงไปในกระป๋องสังกะสีขนาดใหญ่ โดยมีใบปลิวชุบน้ำมันคอยเป็เชื้อ
แตงไทยคุยกับยายตลอด หวังสร้างความสนิท เผื่อจะทำให้สองคนนี้ยอมตามมา หญิงชราเลยรู้สึกดี และบอกข่าวสำคัญ
“ เห็นว่าพวกหนูเป็คนดี ยายจะเล่าอะไรให้ฟัง เมื่อวันก่อนยายเปิดวิทยุ แล้วได้ยินเขาประกาศว่า…..คนที่ยังรอด ให้หนีไปเชียงใหม่ รัฐบาลจะไปรวมตัวที่นั่น ”
เพียงได้ยินแค่นี้ ทุกคนในแก๊งก็ยิ้มขึ้นมาได้ เพราะตรงกับเป้าหมายที่ได้รับทราบข่าวมาก่อนหน้า อันเป็การยืนยันว่าที่นั่นน่าจะปลอดภัยจริงๆ
ระหว่างที่แตงไทยพูดคุยกับยาย หนูน้อยหน้าตาน่ารักก็ชะโงกหน้ามาแอบมองเป็ระยะ สาวร่างเล็กจึงยิ้มอ่อนโยน ก่อนยื่นเนื้อย่างให้
“ กินมั้ย หนู อร่อยนะ ”
ทว่าเด็กหญิงไม่ตอบ แถมยังมุดหลบไปอยู่ในอ้อมอกของคุณยายอีก หญิงชราเลยอธิบาย
“ โทษทีนะ หนู ั้แ่ลูกสาวของยายหายไป เด็กนี่ก็ไม่ยอมคุยกับใครอีกเลย ”
แตงไทยยิ้มรับคำตอบ แต่รู้สึกตงิดใจอยู่หน่อยๆ เพราะตามปกติ เด็กหญิงที่จากแม่ไปแค่สามวัน จะมีพฤติกรรมถึงขั้นนี้แล้วหรือ มันหนักเกินจริงไปหน่อยมั้ย กระนั้นก็ไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกมา และรอดูท่าทีต่อไป
ด้านพริกเองก็ดูหงอยไปถนัดตา และนั่งกอดเข่ามองเปลวไฟที่ลุกโชนในกระป๋องสังกะสี ทำให้แตงไทยที่ลอบสังเกต รู้สึกเป็ห่วง และเตรียมเข้าไปปลอบ แต่ขนุนเอื้อมมือมาจับหัวไหล่ พร้อมส่ายหน้า
“ นังหนูนั่นต้องยืนด้วยตัวเอง เพราะถ้าโดนแค่นี้ แล้วกลับมาไม่ได้ ก็ไม่ควรอยู่ในโลกใบนี้ ”
แม้แตงไทยจะรู้ว่าสิ่งที่พี่ชายพูดเป็ความจริง แต่ก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดี แห้งเลยลองแหย่
“ เฮ้ อย่ามัวห่วงแต่นังเด็กปากดีนั่นเลย กินเหล้าให้หายกลุ้มเถอะ จะได้เมาหลับ ”
สาวร่างเล็กจึงรับมากระดกอึกใหญ่ แล้วคืนขวดเหล้าขาวให้แห้ง ดวงตายังคงมองพริก ทำเอาหนุ่มคาวบอยตกตะลึง เพราะจำได้ว่าแตงไทยไม่ชอบกินเหล้า
“ เฮ้อ…..”
ในหัวของพริกวนเวียนไปด้วยภาพความทรงจำที่เคยใช้ร่วมกับแกงส้ม ทั้งตอนที่หัวเราะด้วยกัน เมาท์พวกดารา นักร้องที่สนใจ และคอยปลอบโยนในยามเพื่อนรักเสียขวัญ
“ อืม เรารู้จักกันมานาน ”
พอสุขได้ชั่วขณะ ภาพศพของแกงส้มก็ผุดขึ้นมา ทำให้พริกขบกรามแน่น เพื่อสกัดกั้นน้ำตาที่เตรียมจะไหลออกมาอีกครั้ง
“ อึก ชั้นยังแกร่งไม่พอ เธอจึงต้องตาย ”
พริกเอาแต่โทษตัวเอง และเชื่อฝังหัวว่าเป็ว่าเป็แบบนั้น ในเวลาต่อมา ความคิดของเด็กสาวก็แปรเปลี่ยนไปอีก
“ อีกอย่าง ชั้นยังมีหลายคนที่ต้องดูแล ”
ภาพของพ่อแม่ ญาติที่เชียงใหม่ และพี่โอมผุดขึ้นมาในสมอง เด็กสาวจอมห้าวจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืน แล้วถามแตงไทยดังๆ
“ ช่วยสอนหนูสู้ได้มั้ย ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2