หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 33 อาจารย์
ณ เมืองหนานซุน
เมืองแห่งนี้เป็เมืองแห่งการผลิต เพราะเต็มไปด้วยเหมืองแร่ จึงมีการสร้างและผลิตสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็อาวุธ ชุดเกราะ หรือแม้แต่ของใช้ที่ทำจากโลหะ
ชาวเมืองทังโจวทั้งหมดถูกเกณฑ์มาช่วยขุดหาแร่ที่เมืองหนานซุนแห่งนี้เพราะมีข่าวแจ้งว่าทางการเร่งให้มีการสร้างอาวุธ ทำให้แรงงานในเมืองมีไม่เพียงพอ จนต้องขอแรงจากเมืองข้างเคียง
แม้จะบอกว่าขอแรงงานเมืองข้างเคียง แต่เมืองทังโจวที่เป่าเปาอยู่ไม่ได้ใกล้เมืองหนานซุนมากที่สุด ทั้งยังเรียกว่าไกลกันเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะมีเ้าเมืองทังโจวเพียงแห่งเดียวที่ยินยอมให้เกณฑ์ชาวเมืองมาขุดเหมือง ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่ชาวเมืองหนานซุนและชาวเมืองทังโจวเท่านั้นที่ทำงานอยู่ในเหมืองแห่งนี้
"เร็วหน่อย!! เดี๋ยวพวกเ้าตรงนี้ก็ไม่ได้กินข้าวกันหรอก"
ผู้คุมคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เมื่อเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังหมดแรงนั่งเหนื่อยหอบอยู่กับพื้น
"ท่านทหาร พวกเราเป็แค่ชาวบ้านธรรมดา มาใช้แรงงานหนักๆ แบบนี้ย่อมต้องไม่ไหวเป็ธรรมดา"
"อย่าพูดมาก คนอื่นยังไหว เ้าจะไม่ไหวได้อย่างไร!!"
กล่าวจบทหารผู้คุมก็ดึงคนที่กำลังนั่งอยู่ให้ลุกขึ้นทำงานต่อ ชายหนุ่มผู้นั้นได้แต่ยืนขึ้นแล้วไปขุดเหมืองต่ออย่างช่วยไม่ได้ เขามองไปทางหลี่เอ้อด้วยสีหน้าอิจฉา หากเขาแข็งแรงได้อย่างหลี่เอ้อก็คงดี เขาได้แต่คิดในใจ
ไม่มีใครรู้ว่ากว่าหลี่เอ้อจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาต้องขนไม้หลายๆ ท่อนในคราวเดียวกัน เพื่อต่อเติมบ้าน ทั้งยังต้องแบกน้องสาวขึ้นหลังเกือบครึ่งวัน เท่านี้นังไม่พอ บางครั้งน้องสาวคนเล็กก็ขอให้เขาแบกของแปลกๆ เดินมาให้นางเล่นที่หน้าบ้าน ซึ่งเมื่อเขานำของเ่าั้มาถึงนางก็ไม่ได้สนใจจะเล่นเลยสักนิด ทำให้แขน หลัง และขาของเขาแข็งแรงมากอย่างเช่นตอนนี้
หลี่เอ้อใช้ความพยายามในการทำงานเป็อย่างมาก เพราะเขาเป็คนตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมทำให้ดีที่สุด จนทหารผู้นำกลุ่มผู้คุมที่เห็นความขยันขันแข็งของหลี่เอ้อ ได้เรียกเขาไปคุยเป็การส่วนตัว
"เ้าหนุ่ม เ้าชื่ออะไร มาจากที่ไหน?"
"ข้าน้อย หลี่เอ้อขอรับ มาจากหมู่บ้านซานซานในเขตการปกครองเมืองทังโจว"
"เ้าอ่านออกเขียนได้หรือไม่?"
"พอได้ขอรับ"
"งั้นต่อไปนี้เ้ามาช่วยข้าจดรายงานก็แล้วกัน"
"แล้วงานในเหมืองล่ะขอรับ"
"เ้าไม่ต้องไปยุ่งแล้ว มาช่วยข้าตรงนี้แทน"
"ขอรับ"
สีหน้าดีใจอย่างไม่ปกปิดทำให้ผู้นำทหารกระแอมออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะบอกให้หลี่เอ้อออกไป เขาส่ายหน้าออกมาทีหนึ่ง แต่ไม่ได้ถือสาปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ที่เขาเลือกหลี่เอ้อมาเป็ผู้ช่วย เพราะท่าทีซื่อๆ ดูเป็คนซื่อตรง ทั้งยังมีความขยันขันแข็งไม่เกี่ยงงาน
หลังจากนั้นหลี่เอ้อก็กลายเป็ผู้ช่วยในห้องเก็บเอกสาร โดยไม่ต้องไปแบกหามขุดเจาะเช่นคนอื่น ทำให้เขารู้สึกขอบคุณน้องสาวคนเล็กอยู่ในใจ ไว้กลับไปเขาจะซื้อขนมชุดใหญ่ไปฝากอย่างแน่นอน
-------
ณ เมืองทังโจว
วันนี้เป่าเปามีโอกาสได้มาเมืองทังโจวกับพี่ๆ ทั้งสองคน นางจึงใช้โอกาสนี้พูดคุยกับต้าซ่งถึงสิ่งที่นาง้า
"พี่ซ่ง ข้าอยากจ้างท่านและมารดา มาช่วยดูแลร้านน้ำชาแห่งนี้ และข้าอยากได้คนมาช่วยงานอีกสักคนสองคน ขอเป็คนที่คล่องแคล่ว หูตาว่องไว เก็บความลับได้ ที่สำคัญต้องเป็คนที่มีความจำดีด้วย ท่านพอจะรู้จักใครบ้างหรือไม่เ้าคะ"
"พอดีเลย ข้าอยากให้เ้าช่วยรับผู้มีพระคุณของข้าไว้ทำงานด้วยคน แต่...เอ่อ...เขาเป็คนพิการ เ้าช่วยหน่อยได้หรือไม่"
"ผู้มีพระคุณ?"
"อืม หากไม่ได้ก็ไม่เป็ไรนะ"
"พาเขามาให้ข้าพบก่อนก็ได้เ้าค่ะ"
เป่าเปาที่ได้ยินก็รู้สึกสงสัยได้คิดไว้ว่า หากผู้มีพระคุณของต้าซ่งสามารถทำงานได้ดี แม้เขาจะเป็คนพิการ นางก็จะช่วยรับไว้ แต่ถ้าเป็คนไม่ดี นางก็จะไม่รับไว้หรอกนะ
ต้าซ่งที่เห็นท่าทางของเป่าเปาก็รีบไปเชิญผู้มีพระคุณของตัวเองออกมาจากในห้อง ตอนยังเป็วัยรุ่นต้าซ่งเคยมีเื่กับอันธพาลเมืองอื่นจนถูกไล่ตีาเ็สาหัส เป็ท่านลุงผู้นี้มาช่วยเขาเอาไว้ หลายปีผ่านไป ไม่คิดว่าจะมาเจอท่านลุงอีกครั้งในสภาพเช่นนี้
เมื่อบุรุษวัยกลางคนผู้นั่งบนรถเข็นไม้ไผ่ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเป่าเปา นางถึงกับตกตะลึงตาค้าง นี่ไม่ใช่อาจารย์ของนางในชาติก่อนหรอกหรือ เหตุใดท่านถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ต้าซ่งที่เห็นสายตาของเป่าเปาก็รู้สึกกลัวว่านางจะรังเกียจไม่รับผู้มีพระคุณเข้าทำงาน เขาจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
"แม้ท่านลุงอี้จะพิการ แต่ท่านก็เป็คนคล่องแคล่วว่องไว ความจำดี อ่านออกเขียนได้แถมยังรู้วิชาแพทย์ด้วยนะ"
"ข้ารู้"
ชายวัยกลางคนที่ได้ยินคำตอบรับของเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้? นางรู้อะไรกัน เห็นชัดๆ ว่าพวกเขาเพิ่งเคยเจอกันเป็ครั้งแรก
เป่าเปาที่รู้ตัวก็ยิ้มไร้เดียงสาออกมาทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านลุงดูเป็คนดี ข้าอยากให้มาช่วยงานที่ร้านน้ำชานะเ้าคะ"
"จริงหรือ?"
"จริงสิ ข้าเคยโกหกพี่หรือ"
ต้าซ่งฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยขอบคุณเป่าเปาแทนผู้มีพระคุณ ั้แ่เขาพบผู้มีพระคุณในตลาดเมื่ออาทิตย์ก่อน ผู้มีพระคุณก็แทบไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ความ้าของอีกฝ่ายได้
"พี่ซ่ง ท่านลุงพักอยู่ที่บ้านพี่หรือเ้าคะ"
"ใช่ตอนนี้พักอยู่ที่บ้านของข้า"
บ้านของเขามีเพียงสองห้องนอนเล็กๆ หนึ่งคือห้องของมารดาและอีกหนึ่งคือห้องของเขา การที่มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคนทำให้ตอนนอนลำบากอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เป่าเปาเสนอให้อาจารย์ของตัวเองไปนอนที่ร้านน้ำชา เพื่อความสะดวกในการเดินทาง อีกทั้งนางเองก็อยากรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ หลังนางตายจากไป อี้ไห่ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอขอเป่าเปา
ั้แ่ค่ายลับถูกทำลาย และขาของเขาก็พิการ ทำให้เขารู้สึกท้อแท้กับชีวิต แต่เพียงเพราะคำพูดของศิษย์ผู้หนึ่งที่เคยบอกเอาไว้ว่า 'ทุกชีวิตล้วนมีค่า' ทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตาย และออกตามหาจุดมุ่งหมายของชีวิตครั้งใหม่
หลี่ซานผู้ติดตามมาด้วยได้แต่มองซ้ายทีขวาทีอย่างสงสัย แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ก่อนหน้านี้เขาเคยเสนอตัวจะเป็คนดูแลร้านน้ำชาให้ แต่ถูกน้องสาวปฏิเสธ เพราะเขายังอายุน้อยและขาดประสบการณ์ จู่ๆ วันนี้ต้าซ่งพาคนแปลกหน้าเข้ามาให้รู้จัก น้องสาวกับเสนอร้านน้ำชาให้เป็ที่อยู่ของคนแปลกหน้าเสียอย่างนั้น หรือนางจะเคยรู้จักคนผู้นี้
เป่าเปาไม่สนใจสายตาสงสัยของพี่ชาย นางให้ต้าซ่งพาอี้ไห่ไปดูห้องที่ร้านน้ำชาและรีบกลับไปหาพี่ชายคนโตเพราะกลัวถูกสงสัย เื่ร้านน้ำชาแห่งนี้นางไม่ได้คิดจะปิดเป็ความลับกับครอบครัวนานนัก แต่เพราะอยากให้การค้าตั้งตัวได้ก่อนจึงค่อยบอกในภายหลัง
ระหว่างนี้นางตั้งใจให้ทุกคนเข้าใจว่าร้านน้ำชาเป็ของตระกูลจิ้นเพื่ออาศัยบารมีไม่ให้อันธพาลหรือร้านคู่แข่งมาหาเื่ หากผู้อื่นรู้ว่าเป็ร้านของนางแล้วล่ะก็ อาจถูกกลั่นแกล้งได้ง่ายๆ
หลี่ซานพี่ชายสามเองเป็คนชอบการค้า ทำให้เขาพอเข้าใจเื่นี้อยู่บ้าง จึงไม่ได้บอกให้ผู้อื่นรู้ เขายกการตัดสินใจทุกอย่างให้น้องสาวคนเล็ก แม้นางอายุยังน้อยแต่ความสามารถกลับมากกว่าคนเป็พี่อย่างเขาเสียอีก
เป่าเปาพาอี้ไห่ไปที่ร้านน้ำชา และขอคุยด้วยเป็การส่วนตัว แม้หลี่ซานจะไม่เข้าใจ แต่เขาก็เลือกที่จะยืนรอน้องสาวอยู่หน้าร้าน
"เกิดอะไรขึ้นกับท่านหรือเ้าคะ"
"เ้าเป็ใครกัน?"
อีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ตอบคำถามของเด็กหญิง เป่าเปาที่ได้ยินคำถามก็กลอกตาไปมาทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบขึ้นว่า
"ข้าคือน้องสาวของพี่ซานซาน!!"
"!!"
อีกฝ่ายที่ได้ยินคำตอบถึงกับตกตะลึง ขนาดเขาที่เคยช่วยหาข่าวยังไม่รู้ว่าบ้านของซานซานอยู่ที่ไหน แล้วจะเป็ไปได้อย่างไรที่เด็กคนนั้นจะสามารถติดต่อกับครอบครัวเดิมของตัวเองได้
แต่เมื่อเป่าเปาเล่าเื่ทั้งหมดของซานซานให้ฟัง แม้อี้ไห่ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ อีกทั้งดวงตาของเด็กคนนี้เหมือนกับดวงตาของซานซานไม่มีผิด เขาจึงได้เล่าเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้นางฟัง
เป่าเปาที่ได้ยินเื่ราวทั้งหมดก็ได้แต่กัดฟัน นางเคยพยายามเชื่อว่าต้าหนี่อาจไม่รู้ว่านางอยู่ตรงนั้นจึงพลั้งมือทำร้าย แต่ต้าหนี่กลับใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย จะให้นางเชื่อว่าต้าหนี่ไม่ตั้งใจคงเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว หากเจอกันครั้งหน้า ข้าจะไม่มีวันใจอ่อนเด็ดขาด นางได้แต่คิดในใจ
และแล้วเป่าเปาก็ได้ผู้ช่วยที่ดีอย่างอาจารย์อี้เข้ามาร่วมงานในกิจการร้านน้ำชาอีกหนึ่งคน