ตึกรูปตัวยูความสูงห้าชั้นสีอิฐน้ำตาลแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อย ที่ขึ้นประปรายโดยรอบดูร่มรื่นน่าอยู่ระดับหนึ่งสร้างความพอใจให้กับผู้ปกครองที่พาเด็กดื้อมาส่งเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาแห่งนี้
“อืมก็น่าอยู่เหมือนกันนะ ดูดีกว่าที่คิด” เป็เสียงพึมพำเบาๆ เป็ภาษาอังกฤษจากฝรั่งร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตโปโล และกางเกงสแล็คสีดำดูเรียบร้อย
“ค่ะฉันก็ว่าน่าอยู่เลยทีเดียว” เสียงตอบรับเบา ๆ เป็ภาษาเดียวกันมาจากผู้หญิงเอเชียวัยกลางคนใบหน้าสวยหวาน
“หนูบอกแล้วว่ามันดีจริงๆ นะคะ มหาลัยนี้ ไม่น่ากลัวหรอกค่ะ” เสียงใส ๆ เจื้อยแจ้วเป็ภาษาเดียวกันอวดสรรพคุณในสิ่งที่ตัวเองได้เลือก เลือก...อย่างขัดใจครอบครัว
แพท แพทริเซีย บราวน์ คือชื่อเต็มของเด็กสาวลูกครึ่งอเมริกัน-ไทยตัวสูงเก้งก้าง ผอมบาง ตัวขาวจัด แต่ผมดำสนิท หน้าเล็กเกือบจะเท่าฝ่ามือ ปากนิด จมูกหน่อยตากลมโตเป็ส่วนที่เด่นสุดบนใบหน้า ทำให้หน้านั้นดูเหมือนตุ๊กตามีชีวิตยิ่งรวบผมสูง และมีหน้าม้าปิดหน้าผากมนยิ่งทำให้เธอดูเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้เข้าไปอีก
“เข้าไปดูข้างในกันค่ะแม่ แด๊ด” แทบไม่ต้องรอให้จบประโยค ร่างผอมนั้นก็เดินนำลิ่วไปก่อน ตามความเคยชินเธอผู้เป็ที่หนึ่งของบ้านเสมอ เนื่องจากเป็ลูกสาวคนเล็กและคนโตของบ้านนี้ ซึ่งแปลว่าเธอเป็ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวนั่นเอง
สามพ่อแม่ลูกเดินเข้าไปในตึกพลางกวาดตามองหาลิฟท์ แต่...ไม่มีแม้แต่ตัวเดียว
“อย่าบอกนะว่า...ต้องเดินขึ้นไป...”เสียงใสครางแหบโหยในลำคอ เงยหน้ามองไป้า
“ฮ่า ๆ ๆ”เป็เสียงหัวเราะอย่างสะใจของผู้ปกครองทั้งคู่ ที่อยากเห็นความลำบากทางกายเล็ก ๆน้อย ๆ ของเด็กอวดดีบ้าง
“แด๊ดได้ข่าวว่าลูกได้อยู่ห้อง501 ใช่ไหม...ฮ่า ๆ ๆ ป่ะ ไปดูกัน” แด๊ดพูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมจูงมือภรรยาสุดที่รักเดินนำขึ้นบันไดไปก่อน
ก็จะไม่ให้แด๊ดดี้ของแพทสะใจกับการที่ต้องเดินขึ้นชั้นห้าได้อย่างไรกันในเมื่อลูกสาวของเขาเลือกที่จะมาเรียนที่นี่ ห่างไกลกับครอบครัวและเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เขาไม่ได้้าสักนิด
เขาอยากให้ลูกเป็หมอ เจริญรอยตามปู่ ตามพ่อเป็หมอผ่าตัดสมองที่มีหน้ามีตา มีเงินมากมายในประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา แต่ลูกสาวตัวดีอ้างว่าอยากลองใช้ชีวิตศึกษาวัฒนธรรมไทย ในประเทศบ้านเกิดของแม่ดู
แม้อยากคัดค้านใจจะขาด แต่ด้วยความที่เลี้ยงลูกอย่างให้ตัดสินใจใช้ชีวิตของตัวเองเขาจึงจำใจยอมรับ ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าไม่รอดต้องกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่อย่างเ้าหญิงในหอคอย...ซึ่งแพทริเซียมองว่า หอคอยนั่นคือ...คุก!!!
ลูกสาวเขาถึงได้ดิ้นรนค้นหาจนลงเอยที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้ และยินดีที่จะย้ายมาอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยเพื่อความสะดวก ปลอดภัย ง่ายต่อการเดินทาง
“แฮ่ก ๆ ๆ “เสียงหายใจหอบหนักดังออกมาจากปากคนอ่อนวัยสุดอย่างน่าอาย
“โอยเหนื่อยเหมือนกันแฮะ แค่ห้าชั้นเอง” ยังบ่นไม่เลิกจนหันไปเจอหน้าอมยิ้มของพ่อกับแม่ จึงได้เม้มปากตัวเองไว้ อย่างเก็บอาการเพราะเลือกเองกับมือ...
“นั่นไงแพทห้อง 501” แม่เธอชี้มือไปที่ป้ายห้องที่อยู่ด้านในสุด ซึ่งประตูห้องนั้นเปิดอ้าอยู่
ทั้งสามมาถึงหน้าห้อง 501...เมื่อมองเข้าไปข้างในก็ได้พบกับบุคคลแปลกหน้าสามคนยืนอยู่กลางห้องซึ่งเป็มุมนั่งเล่นส่วนกลาง
หอพักนี้แต่ละห้องมีห้องย่อยภายในสองห้องพร้อมห้องน้ำส่วนตัวมีห้องนั่งเล่นส่วนกลาง และส่วนครัวเล็ก ๆ
ทุกอย่างเหมือนภาพในกระจกเงาไม่มีผิด บุคคลสามคนในห้อง ประกอบไปด้วยฝรั่งวัยกลางคนตัวใหญ่ผู้หญิงเอเชียวัยกลางคนหน้าคม เด็กสาวตัวสูง พอ ๆ กับแพทริเซีย ผอมบางประมาณกันผิวขาวใส น่าจะขาวกว่าแพทที่ขาวมากอยู่แล้วเสียอีก ผมสีน้ำตาลอ่อนตาเรียวเฉี่ยวจนแทบเป็ตาชั้นเดียว ถ้าจะเรียกว่าอาหมวยฝรั่งก็ไม่น่าผิดอะไร
“สวัสดีค่ะ” แพททักขึ้นอย่างตื่นเต้นนิดหน่อย พร้อมกับยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองั้แ่มาเมืองไทยนี่เธอไหว้เก่งขึ้นเยอะเลย
ผู้ใหญ่สองคนในห้องนั้นรับไหว้แบบงงๆ
“หนูชื่อแพทค่ะแพทริเซีย เป็อีกคนที่แชร์ห้องนี้....นี่คุณพ่อกับคุณแม่ค่ะ” แพทแนะนำตัวเองอย่างคล่องแคล่ว
“ไฮผมโรเบิร์ต บราวน์ ครับ และนี่ภรรยาผมอริษา” แด๊ดดี้ของแพทแนะนำตัวเองพร้อมทั้งยื่นมือออกไปจับทักทายกับชาย-หญิงทั้งสอง
“ผมแพททริคไวส์ ครับ นี่ภรรยาผม...หงส์ แล้วก็ลูกสาว โรแซนน์...รวิกา”
ผู้ใหญ่ทักทายกันอยู่เป็ครู่ ในขณะเดียวกัน คนตัวขาวหน้าหมวยก็ยิ้มเขินๆ ทักทายแพท พร้อมโบกมือให้ ท่าทางขี้อายไม่เบา
“ห้องกว้างเหมือนกันนะดูดีกว่าที่คิด สองห้องนอน มีห้องนั่งเล่น แถมมีครัวเล็ก ๆ ให้ด้วย”มิสเตอร์แพททริคพูด พลางเดินสำรวจห้องพักนั้น
“ค่ะ ฉันว่าน่าอยู่เลยทีเดียว”คุณหงส์พูดตอบสามีเธอกลับไปด้วยภาษาอังกฤษ
คำพูดตอบโต้กันเบา ๆ ของสองสามีภรรยาทำเอา โรเบิร์ตกับอริษาถึงกับหัวเราะเบาๆออกมา เพราะรูปประโยคนั้นฟังดูคุ้นเคยเหมือนเขาสองคนตอบโต้กันก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“คุณมาจากประเทศอะไรครับผมคนอเมริกัน” โรเบิร์ตถามขึ้น
“เรามาจากออสเตรเลียครับเมลเบิร์น” แพททริคตอบ
“แล้วทำไมมาเรียนไกลนักล่ะคะ”อริษาถามขึ้นบ้าง
“จะอะไรเสียอีกล่ะคะลูกสาวคนดีของเรา อยู่ ๆ ก็บอกว่าอยากมาัั มาใช้ชีวิต ศึกษารากเหง้าของแม่บ้างเลยเลือกมาอยู่เมืองไทยค่ะ” หงส์ตอบ
“อ้าว คุณหงส์ก็คนไทยเหรอคะ” อริษาถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“คนไทยครึ่งหนึ่งค่ะคุณพ่อเป็คนไทย ส่วนคุณแม่เป็คนฮ่องกง...แต่ฉันเกิดและโตที่เมืองไทยค่ะก่อนย้ายไปอยู่เมลเบิร์นกับแพททริค” หงส์ตอบ
พอได้ฟังคำพูดโต้ตอบของคนเป็แม่สองสาวน้อยถึงกับหันมามองหน้ากันแล้วทำตาโต...”โอ้ ไม่อยากจะเชื่อ” ...ใช่ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเธอจะพูดประโยคเดียวกันออกมาพร้อมกันอีกต่างหาก
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของคนทั้งหกทั้ง ๆ ที่พวกเขาพึ่งเจอกัน แต่กลับรู้สึกเหมือนเคยคุ้นกันมานานแสนนานแล้วความรู้สึกสนิทสนม ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายหลังพูดคุยกันได้ไม่นาน
“แล้วนี่จะเลือกห้องกันยังไงใครอยู่ห้องซ้าย ห้องขวา” โรเบิร์ตถามสองสาว
ทั้งคู่มองหน้ากัน...”เป่ายิ้งฉุบ!!” ตอบออกมาพร้อมกันตามเคย
“ใครชนะสองในสามครั้งได้อยู่ห้องซ้ายเพราะวิวสวยกว่า”โรแซนน์พูดยาว ๆ ขึ้นเป็ครั้งแรก
“โอเค...ยังยิงเยาปั๊กกะเป้ายิ้งฉุบ...ยิ้งฉุบ...” แค่เพียงสองคำก็ได้ผู้แพ้ผู้ชนะ
ด้วยว่าคุณโรแซนน์ออกกระดาษทั้งสองครั้ง และแพ้สองครั้งรวด แต่สีหน้าดูไม่ผิดหวังสักเท่าไหร่น่าจะเป็เพราะเธอไม่เคยเป่ายิ้งฉุบชนะอยู่แล้ว
“เย้...ฉันชนะได้อยู่ห้องซ้ายนะ” แพทพูดขึ้น พลางวิ่งเข้าไปห้องซ้ายด้วยความดีใจที่เป็ผู้ชนะหลังสำรวจห้องของตัวเองด้วยความพึงพอใจ จึงได้เดินไปสำรวจห้องฝั่งขวาซึ่งตกเป็ของโรแซนน์บ้าง
“เอ๊ะมันยังไง” แพทบ่นพึมพำ...”ห้องฝั่งขวานี่วิวสวยกว่าฝั่งซ้ายอีกนะฉันว่า”...แพทพูดอย่างครุ่นคิด
“เหรอ...แต่ฉันว่าห้องฝั่งซ้ายวิวสวยกว่าจริงๆ นะ” โรแซนน์พูดพลางขยิบตาซ้ายให้ครั้งหนึ่งพร้อมทั้งยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสวยเรียงเป็ระเบียบ ตัดกับริมฝีปากอิ่มสีชมพูสดนั่น
“ฝากไว้ก่อนเถอะ...”แพทได้แต่บ่นงึมงำในลำคอ พึ่งรู้ตัวว่าเสียรู้เข้าให้แล้ว เพราะความจริง วิวห้องฝั่งขวาสวยกว่ามากมายคนเราจะแกล้งเป่ายิ้งฉุบแพ้ได้ด้วยเหรอ
หลังสำรวจห้องพัก พร้อมทั้งให้คนช่วยขนของใช้ของทั้งคู่ขึ้นมาจนเรียบร้อยผู้ปกครองของทั้งคู่จึงกลับไป เพราะยิ่งอยู่นาน ยิ่งตัดใจลำบากในขณะที่สองแสบไม่ได้รู้สึกรู้สาสักเท่าไหร่ที่ต้องอยู่ตามลำพังมีแต่ความตื่นเต้นที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ อยู่ห่างไกลผู้ปกครองเป็ครั้งแรก
อันที่จริงแล้ว ทั้งสองครอบครัว ได้มาพักที่เมืองนี้เป็เวลากว่าอาทิตย์แล้วสำรวจที่เรียน ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้งที่ทำงานพิเศษเรียบร้อยแล้วอีกด้วย
ทั้งโรแซนน์และแพทริเซีย ก็พึ่งได้รู้พร้อมกันว่าพวกเธอต่างไปสมัครทำงานพิเศษไว้ที่เดียวกันอีก
ณ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งที่มีโลโก้สีแดงเหลือง…ภายหลังลูกค้าซาลงจนพนักงานสามารถยืนพักเหนื่อยได้สักครู่
“ทำไมเธอถึงมาทำงานพิเศษล่ะโรแซนน์ดูท่าทางเธอไม่เหมือนคุณหนูตกยากผู้้าเงินขนาดนั้นเสียหน่อย” แพทถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ก็แด๊ดฉันน่ะสิเขางอนที่ฉันไม่ยอมเรียนเพื่อเป็ทนายเหมือนเขากับคุณปู่ เลยให้ค่าขนมมาจำกัดเชียวแบบประมาณว่าถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็ต้องหาเอาเองอย่างนี้แหละ…อยากจะบีบให้ฉันกลับไปอยู่บ้าน ฝันไปเถอะไม่มีทางยอมหรอก” ปากอิ่มสีชมพูนั่นเบะออก อย่างอยากจะยืนยันว่ายังไงก็ไม่กลับ
“แล้วเธอล่ะแพททำไมมาทำงานพิเศษ”
“ลองเดาดูสิ”
ตาเรียวเฉี่ยวของโรแซนน์จ้องตาแพท อยู่เป็ครู่ แล้วเสียงใสปนเซ็กซี่นิด ๆ นั้นก็หัวเราะออกมา
“อย่าบอกนะว่า...เธอก็โดนเหมือนกัน”
“อือ...จะไม่บอกหรอกว่า...ใช่ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
แล้วทั้งสองก็หัวเราะประสานเสียงกันเหมือนกับว่าการมาทำงานเป็เด็กเสิร์ฟยืนจนขาแข็งในวันหยุดแบบนี้มันสนุกสนานเสียเหลือเกิน
หลังจากทำงานพิเศษกันหลายชั่วโมงอย่างขยันขันแข็ง แถมบริการลูกค้าต่างชาติได้อย่างยอดเยี่ยมเพราะภาษาอังกฤษระดับเ้าของภาษาทั้งคู่จึงได้รางวัลจากผู้จัดการ เป็ข้าวเย็น อาหารประจำร้าน...เบอร์เกอร์!! ห่อใส่เป้กลับไปกินที่บ้าน
“เราทำงานพิเศษที่นี่มาหลายวันแล้วนะโรแซนน์.....เธอว่า กว่าเราจะเรียนจบ หน้าฉันจะกลายเป็กลม ๆ มีจุด ๆ ทั่ว ๆ เหมือนขนมปังเบอร์เกอร์นี่ไหม”แพทบ่นขึ้นเมื่อเดินพ้นร้านมาแล้ว
“อือ...เอาน่าอย่างน้อยก็ประหยัดไปได้อีกหน่อยแหละ เอาไว้มีเวลา จะทำสเต็กให้กิน” โรแซนน์ปลอบใจเพื่อนผู้หิวโหยของเธอด้วยการตบไหล่แปะๆ
“ขอบใจล่วงหน้านะคุณโรแซนน์”....แพทยื่นหน้ามาหัวซบตรงไหล่พลางคลอนหัวไปมาตามประสาคนชอบอ้อนจนเป็นิสัย
“ไม่ต้องทำท่าเป็หมาอ้อนแบบนั้นก็ได้สัญญาแล้วน่า” โรแซนน์ผลักหัวคนขี้อ้อนออกด้วยความหมั่นไส้
“ก็กันไว้ก่อนไงเดี๋ยวเธอเปลี่ยนใจ” ว่าแล้วตุ๊กตาบาร์บี้มีชีวิตก็ยิ้มหวานเดินเคียงข้างไปกับฝรั่งหน้าหมวยเพื่อกลับที่พัก
ขณะทั้งที่ทั้งคู่นั่งกินเบอร์เกอร์กันอยู่เงียบ ๆ ที่โต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ ในส่วนครัวสายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง แพทริเซียก็นึกขึ้นได้
“ฉันยังสงสัยไม่หายเลยโรแซนน์ตอนเราเป่ายิ้งฉุบเลือกห้องกัน เธอรู้ได้ไงว่าเธอจะแพ้” หน้ากลม ตาโต ทำคิ้วขมวด
“ทำไมจะไม่รู้ก็ฉันแทบไม่เคยเป่ายิ้งฉุบชนะเลยน่ะสิ” โรแซนน์ตอบ มั่นอกมั่นใจ
“คนบ้าอะไรมันจะแพ้ได้ตลอด...ไหนลองซิ”แพทว่า
“ยังยิงเยา ปั๊กกะเป้ายิ้งฉุบ...ยิ้งฉุบ”...
ปรากฏว่าโรแซนน์ออกกระดาษสองครั้งรวดและแพ้รวด เช่นเคย แพทริเซียไม่ยอม ขอลองใหม่อีกสี่ห้ารอบ แล้วเธอก็ได้ข้อสรุปว่า
“มีใครเคยบอกเธอไหมโรแซนน์ว่าทำไมเธอถึงแพ้ตลอด...”
คนหน้าหมวยส่ายหัว
“มันจะไม่แพ้ได้ไงเธอเล่นออกกระดาษร้อยละแปดสิบได้มั้ง เป่ายิ้งฉุบน่ะมันมีสามอย่างให้เลือกนะ ค้อนกรรไกร กระดาษ...ไม่ใช่ กระดาษ กระดาษ กระดาษ ฮ่า ๆ ๆ” แพทว่าก่อนหัวเราะเสียงดัง เลยถูกอีกคนตีแขนไปหนึ่งเผียะโทษฐานรู้ทันแล้วยังล้อเลียนอีก
“วันนี้เวรเธอเก็บล้างทำความสะอาดส่วนกลาง ขอเนี๊ยบ ๆ ล่ะแพท” คุณนายระเบียบที่กำลังงอนเพราะถูกล้อเลียนกำชับ ก่อนเดินไปล้างมือและหายเข้าห้องส่วนตัวไป
“ขอเนี๊ยบ ๆล่ะแพท...” แพทริเซียเบะปากทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบโรแซนน์
อยู่คนเดียว บางทีเธอก็เบื่อที่ต้องทำตัวเรียบร้อยเหลือเกินแล้ว แต่ถ้าไม่ทำให้เรียบร้อยโรแซนน์ก็จะออกมาบ่นและลงมือทำเองจนเธอสงสารเลยต้องพยายามทำให้เป็ที่ถูกใจของเพื่อนเสีย เื่มันจะได้จบ ๆ ไป