เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว? ผมเองก็จำไม่ได้ หากให้เดา ผมคงอยู่ในสถานที่นี้มาหลายเดือนแล้ว เป็เวลานานเท่าไรที่ผมไม่ได้รับข่าวจากแม่เลย? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมทุกวัน ทว่ามันจะมีความหมายอะไร ในเมื่อสิ่งเดียวที่เวลามีผลต่อผม คือความตายที่ผมเริ่มอยากให้มันมาถึงเร็วขึ้น
ในโชคร้าย ดูเหมือนจะยังพอมีโชคดีเล็กน้อย ่นี้พี่กั้งไม่ได้ให้ผมรับงานเหมือนแต่ก่อน ทำให้ผมได้พักร่างกายที่แทบจะพัง
สารภาพตามตรงเลยครับว่าตอนนี้แค่ลุกจากเตียงยังยาก อาหารก็แทบกินไม่ลง เพราะแผลที่ปากทำให้ทุกคำที่กลืนเ็ปจนแทบทนไม่ได้ แต่ในความลำบากนี้ ผมยังดีใจที่อย่างน้อยก็ได้นอนพัก
เสียงเปิดประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของผม พี่กั้งเดินเข้ามา สายตาของเขามองตรงมาที่ผมซึ่งนอนซมอยู่บนเตียง
“น้ำ เก็บของ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” น้ำเสียงเขาราบเรียบเหมือนทุกครั้ง
ผมพยายามดันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่แค่ขยับ ความเวียนหัวก็พุ่งเข้าจู่โจมจนเกือบล้มกลับไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม พี่กั้งเดินเข้ามาพยุงผมไว้
“ไม่ต้องลุกก็ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติที่ฟังไม่ออกว่าเป็ห่วงหรือแค่พูดไปตามมารยาท
แม้ว่าความจริงเขาคือคนที่จับผมขังอยู่ในกรงแบบนี้ ทำให้ผมตกอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ แต่ลึกๆ ผมยังรู้ว่าถ้าไม่มีเขาช่วยเื่ค่าห้องในวันนั้น ผมอาจคิดสั้น หรือไปยืมเงินจากคนอื่นและเจอปัญหาที่แย่กว่านี้ ไม่แน่ผมอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ส่วนเล็กๆ ในใจผมจึงยังรู้สึกขอบคุณเขา
“ไปส่งที่ไหนครับ” ผมถามออกไปด้วยเสียงแหบพร่าจากความอ่อนแรง
“ส่งบ้าน”
คำพูดนั้นดังขึ้นเบาๆ แต่สะท้อนอยู่ในใจผมเหมือนเสียงระฆังที่ก้องกังวาน หัวใจผมเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมา ความหวังที่ผมเฝ้ารอมาเนิ่นนาน กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“ให้ผมกลับบ้านเหรอครับ” เสียงผมสั่นพร่า ความดีใจทำให้น้ำตาพรั่งพรูออกมาราวกับเขื่อนแตก
“จริงๆ เหรอครับ!” ผมถามย้ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
พี่กั้งพยักหน้าเล็กน้อย “เก็บของเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
สิ้นคำพูด เขาก็เดินออกจากห้อง ทิ้งให้ผมนั่งนิ่งอยู่กับความรู้สึกที่แทบล้นออกมา ผมกอดตัวเอง น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเ็ป
“จะได้กลับบ้านแล้ว...” ผมกระซิบกับตัวเองเบาๆ คำนี้เหมือนคำปลอบโยนที่ผมรอมาตลอดชีวิต
ผมพยายามลุกพยุงตัวเองจากเตียงเพื่อจะไปจัดเก็บกระเป๋า จริงๆ แล้วมันแทบไม่มีอะไรให้เก็บเลยก็ว่าได้ แต่ผมกลับรู้สึกว่าการทำสิ่งนี้คือสัญญาณที่บอกว่าผมกำลังจะก้าวออกจากชีวิตในกรงนี้เสียที
ผมเดินมาหยุดที่หน้ากระจก ภาพสะท้อนที่ปรากฏทำให้ผมได้เห็นตัวเองอีกครั้ง
“ขอบคุณนะน้ำ” ผมพึมพำเบาๆ พลางยิ้มให้ตัวเองในกระจกก่อนจะยื่นมือไปแตะเบาๆ ราวกับอยากััใครสักคนที่อยู่ข้างในนั้น
“จะได้กลับบ้านแล้ว” ผมพูดกับตัวเองอีกครั้ง เสียงแ่แต่เต็มไปด้วยความหวัง ผมยังคงยืนยิ้มให้ตัวเองในกระจกอยู่อย่างนั้น เหมือนเป็การย้ำเตือนตัวเองว่ามันไม่ใช่ความฝัน
ผมเดินไปหยุดที่หน้าตู้เสื้อผ้า เปิดมันออกดู ภายในมีเพียงชุดที่พี่กั้งซื้อให้กับชุดที่แม่เคยซื้อให้ั้แ่ผมเริ่มงานที่แรก แต่ละชุดเต็มไปด้วยความทรงจำ
ชื่อของคนที่เคยอยู่ในชีวิตผมผุดขึ้นในหัว ฟ้า...พี่อ้อม...พี่แจ้ พวกเขาเป็ยังไงบ้างนะ? ผมไม่ได้เจอพวกเขามานานแค่ไหนแล้ว? ผมไม่รู้เลยว่าั้แ่เมื่อไรที่หัวผมปิดกั้นความคิดถึงพวกเขาไว้ทั้งหมด แต่ในตอนนี้ เหมือนหัวใจผมเริ่มปลดล็อก เปิดรับความทรงจำเก่าๆ อีกครั้ง
ผมเลือกหยิบเฉพาะชุดทำงานที่แม่เคยซื้อให้มาเก็บลงกระเป๋า ทันทีที่ยกกระเป๋าขึ้น ความรู้สึกหนักหน่วงแปลกๆ ก็แล่นเข้ามา อาจเป็เพราะร่างกายผอมแห้งและอ่อนแอมากกว่าเมื่อก่อน หรืออาจเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานจนมันถ่วงหนักในจิตใจ
เมื่อจัดกระเป๋าเสร็จ ผมมองไปรอบๆ ห้องเป็ครั้งสุดท้าย เผื่อจะมีอะไรหลงเหลือที่เป็ของผม และแล้วสายตาก็สะดุดกับพัดลมเล็กๆ สีแดงที่ตั้งอยู่ในมุมห้อง ใบพัดมันเริ่มมีฝุ่นเกาะหนาแน่น
“เพื่อน…” ผมพูดออกมาเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ
“ฉันลืมแกไปได้ยังไง” ผมเดินเข้าไปลูบพัดลมเบาๆ ความทรงจำต่างๆ ไหลเข้ามาในหัว ั้แ่สมัยเรียน ทำงาน จนถึงวันที่ผมมาอยู่ที่นี่
“แกเห็นทุกอย่างเลยสินะ…” เสียงของผมสั่น น้ำตาเริ่มไหลออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว
ใครจะคิดว่าพัดลมตัวเล็กๆ จะทำให้ผมร้องไห้ได้ แต่มันก็ช่วยตอกย้ำให้ผมรู้ว่าผมผ่านอะไรมามากมายขนาดไหน และพัดลมตัวนี้ก็อยู่เคียงข้างผมมาตลอด แม้กระทั่งในวันที่ผมลืมตัวเองไป
“ขอโทษนะ…” ผมกระซิบเบาๆ น้ำตาหยดลงบนตัวพัดลมที่เคยช่วยผ่อนลมเย็นในวันที่ผมเหนื่อยล้า และในวันนี้มันช่วยพัดเอาความเ็ปในใจผมออกไปเล็กน้อย
ผมยิ้มทั้งน้ำตา พร้อมกับรู้ตัวว่าอีกไม่นานชีวิตใหม่ของผมกำลังจะเริ่มต้นแล้ว…
ผมวางกระเป๋าลงกับพื้นเบาๆ ก่อนจะหันไปหยิบสายพัดลมเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในมุมห้อง ทุกอย่างดูเหมือนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับร่างกายขยับเองโดยไม่ต้องคิด ผมเสียบปลั๊กเรียบร้อยแล้ว ค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าพัดลม
ผมนั่งจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับมันเหมือนพูดกับเพื่อนเก่า “พร้อมกลับบ้านรึยัง”
มือผมลูบกระเป๋าเสื้อผ้าเบาๆ แล้วก็ย้ายไปแตะพัดลม ผมอดคิดไม่ได้ว่าทั้งสองสิ่งนี้เหมือนเป็ตัวแทนของการเริ่มต้นในชีวิตผม พวกเขาอยู่กับผมมาั้แ่วันแรก และตอนนี้พวกเขาจะได้กลับบ้านพร้อมกับผม
ผมกดปุ่มเปิดพัดลม ใบพัดเริ่มหมุนช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความเร็วจนถึงระดับที่คงที่ สายลมเย็นๆ กระทบใบหน้า ผมนั่งหลับตา ปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่าน น้ำตาค่อยๆ ไหลอาบแก้ม
มันเป็น้ำตาแห่งความโล่งใจและความดีใจ ที่สุดท้ายผมจะได้กลับบ้าน บ้านที่มีแม่รออยู่ ผมรู้แล้วว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม ไม่เคยเป็เลย โชคชะตาอาจเล่นตลกกับผมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป อย่างน้อยผมยังมีโอกาสที่จะไปต่อ
ผมลุกขึ้นปิดพัดลม เก็บสายเรียบร้อย ทุกอย่างดูปกติ ผมกวาดตามองรอบห้องอีกครั้ง รู้สึกเหมือนปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการที่ค้างคามานาน
แต่ทันใดนั้น…
แรงบีบมหาศาลพุ่งเข้าที่หัว ราวกับมีมือั์มาบีบขมับไว้แน่น ความเวียนหัวอย่างรุนแรงพัดเข้ามาเหมือนพายุ ภาพรอบตัวเริ่มสั่นไหว ก่อนจะพร่ามัวจนมองไม่เห็นอะไรเลย
หัวใจผมเต้นแรงผิดปกติ หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ผมพยายามทรงตัว ยกมือขึ้นจับโต๊ะใกล้ๆ เพื่อพยุงตัวเอง แต่กลับรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกรูดลงไปในหลุมดำ
แล้วแรงนั้นก็หมดลง…
ผมทรุดฮวบลงกับพื้น ลมหายใจหายใจออกมาอย่างลำบาก ความเ็ปเริ่มกัดกินจากหัวลงมาทั่วร่าง ผมพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ขาไม่มีแรง พื้นเย็นเฉียบัักับใบหน้า ผมรู้สึกถึงเส้นเืที่เต้นตุบๆ อยู่ในหัว เสียงดังจนเหมือนะเิในสมองกำลังจะเกิดขึ้น
และมันก็เกิดขึ้น…
ความเ็ปพุ่งทะลุเหมือนคมมีดเฉือน ร่างผมชักกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ความคิดที่เคยแจ่มชัดพลันจางหาย น้ำลายไหลออกจากปาก ผมพยายามะโขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีเสียงออกมา มีเพียงเสียงครางเบาๆ ที่ไม่มีใครได้ยิน
สายตาพร่ามัวเหลือบเห็นเพียงพัดลมเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ใบพัดที่เคยหมุนอย่างแข็งขัน บัดนี้หยุดนิ่งเหมือนเวลาในห้องนี้ที่หยุดลง ผมยิ้มจางๆ ทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม
“กลับบ้าน...”
ความคิดสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะดับวูบลงในความมืดมิด คือความสุขเล็กๆ ที่ปลอบใจว่า อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าผมจะได้กลับบ้าน บ้านที่รอคอย บ้านที่เป็อิสระจากความทุกข์ทุกอย่างที่เคยแบกรับ
ความเงียบปกคลุมห้อง เหลือเพียงพัดลมเล็กๆ กับร่างที่นอนแน่นิ่งของผม แต่ในหัวใจผมที่ดับลง กลับเต็มไปด้วยความสงบอย่างแท้จริง...