บทที่39
ความพิเศษของเซี่ยอันอวี่
“ทำอะไรไม่ได้เลยหรือ!!แล้วแบบนั้นข้าจะฝึกพลังวิญญาณไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า!” เซี่ยอันอวี่ร้องออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ นางเงยหน้าจ้องมองเจ้ามู่ซานที่ลอยตัวอยู่เบื้องหน้าราวกับระบายอารมณ์ไปกับมัน
มู่ซานเพียงแค่ส่ายศีรษะไปมาอย่างใจเย็นใบหน้าเล็ก ๆ ของเจ้ามนุษย์จิ๋วเผยรอยยิ้มเจื่อน ๆ ราวกับเข้าใจดีว่านายหญิงของมันกำลังหงุดหงิดเพราะคาดหวังมากเกินไป
“นายหญิงรีบร้อนเกินไปแล้วขอรับ...”เสียงของมู่ซานฟังดูนุ่มนวลราวกับปลอบโยน
“คนอื่น ๆ เองก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้นทุกคนรู้ดีว่าผู้ฝึกพลังระดับหนึ่งที่พลังวิญญาณยังเป็นสีขาวนั้นแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย”
มันลอยวนรอบตัวเซี่ยอันอวี่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอธิบายต่อ
“หากเป็นผู้ฝึกพลังวิถีต่อสู้อย่างมากก็แค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...”
“ส่วนวิถีอื่น ๆก็เพียงแค่แสดงคุณสมบัติบางอย่างออกมาได้เพียงน้อยนิด...”
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจยาว สีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังในก่อนหน้านี้ค่อยๆ จางหาย นางพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยความรู้สึกปลงตก
“แล้วตัวข้าล่ะ...ข้าเป็นวิถีอันใดกันแน่?”
คำถามของนางทำให้มู่ซานยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจราวกับว่ามันรอเวลานี้อยู่แล้ว
“นายหญิงเป็นข้อยกเว้นพิเศษขอรับ!”มู่ซานประกาศออกมาเสียงดังฟังชัด ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างภาคภูมิ
“ข้อยกเว้นพิเศษ?”เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
มู่ซานพยักหน้าก่อนจะอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ใช่แล้วขอรับนายหญิงมิได้ฝึกฝนตามวิถีของผู้ฝึกพลังทั่วไปที่ต้องพึ่งฐานกระดูกตั้งแต่กำเนิด...”
“แต่ท่านมี ‘กำไลหยก’ เป็นตัวกลางพิเศษในการฝึกฝนวิถีของท่านจึงไม่ถูกจำกัด!”
มันชี้นิ้วไปยังกำไลหยกหลากสีที่ข้อมือของเซี่ยอันอวี่ก่อนจะกล่าวต่อด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่ว่าจิตวิญญาณใดที่สถิตอยู่ในกำไลท่านสามารถใช้วิถีบ่มเพาะของพวกข้าได้ทั้งหมด...”
“เช่นเดียวกับข้าที่เป็นวิญญาณแห่งการหล่อเลี้ยงพืชพันธุ์นายหญิงก็สามารถใช้คุณสมบัตินี้ได้”
“และในอนาคต หากสหายของข้าตื่นขึ้นท่านก็จะได้รับพลังจากวิถีของพวกเขาด้วยเช่นกัน!”
คำพูดของมู่ซานราวกับเป็นแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในใจของเซี่ยอันอวี่ดวงตาของนางเปล่งประกายขึ้นมาในทันทีความรู้สึกผิดหวังเมื่อครู่สลายหายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยความยินดีและความหวังครั้งใหม่
“เช่นนี้เอง...”เซี่ยอันอวี่แย้มรอยยิ้มออกมารู้สึกว่าตนเองยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว
“ดูท่า...การฝึกฝนของข้าจะมีอนาคตไม่น้อย...”
นางยกมือขึ้นลูบกำไลหยกเบา ๆดวงตาสะท้อนประกายของความตั้งใจและคาดหวัง
“เอาล่ะ เอาล่ะข้าอารมณ์ดีขึ้นแล้ว!” เซี่ยอันอวี่กล่าวพลางยืดตัวเต็มความสูงใบหน้าของนางเปื้อนรอยยิ้มสดใส ราวกับลืมความหดหู่ก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น
จากนั้นนางก็หันหลังกลับอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับโบกมือให้มู่ซานที่ลอยตามอยู่ด้านหลัง
“ได้เวลาไปนอนพักเสียที...”
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่!”
เสียงพูดเปี่ยมชีวิตชีวาดังขึ้นพร้อมกับร่างของนางที่เดินกลับเข้าไปยังเรือนไม้ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ยังคงแผดเผาพื้นทะเลทรายเบื้องนอก
มู่ซานได้แต่มองตามนายหญิงของตนเองไปพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ร่างเล็ก ๆของมันจะสลายกลายเป็นแสงสีเขียวแล้วกลับเข้าสู่กำไลหยกเช่นเดิม
…
ช่วงเวลาค่อย ๆเคลื่อนผ่านจากยามบ่ายสู่ยามเย็นแสงแดดสีทองเข้มเจือแสงส้มทอดยาวลงบนผืนทรายกว้างไพศาลทะเลทรายรอบเมืองกู่หลิงซาแผ่ซ่านความร้อนระอุ แม้ดวงอาทิตย์จะใกล้ลับขอบฟ้าแต่ไออุ่นจากผืนทรายยังคงอบอวลอยู่ทั่วทั้งดินแดน
ทัศนียภาพของเมืองกู่หลิงซาในยามเย็นเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง ตรอกซอกซอยว่างเปล่าปราศจากผู้คนเหลือเพียงสายลมอ่อน ๆ ที่พัดพาฝุ่นทรายให้ปลิวล่องลอยไปทั่ว ผืนฟ้าถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีของอาทิตย์อัสดงงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความเงียบงันอันเดียวดาย
ภายในเมืองที่เคยคึกคักในอดีตกาลบัดนี้กลับราวกับเมืองร้าง ผู้คนส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในเรือนของตนเองไม่มีเสียงจอแจ ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าของเด็กน้อย ทุกสิ่งถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศของความร้างไร้และความระแวดระวัง
ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำของหนานกงจิ่นอวี่ก้าวเดินกลับมาถึงเรือนไม้เก่าซึ่งถูกใช้เป็นจวนเจ้าเมืองเขาผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ แล้วเดินเข้าไปภายในเรือนทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงกลางสายตาคมดุพลันเหลือบไปยังทิศทางของครัวที่อยู่ไม่ไกลนัก... เสียงกุกกักเบา ๆดังลอดออกมา กลิ่นหอมจาง ๆ ของผัดผักลอยตามอากาศมาแตะจมูก
หนานกงจิ่นอวี่ยืนนิ่งดวงตาสีเข้มจับจ้องภาพหญิงสาวร่างบางที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้ากระทะไม้เก่า ๆภายในครัว สายตาของเขาไม่ได้แสดงความประหลาดใจนัก หากแต่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง—เขากำลังลอบสังเกตว่าครัวจะเกิดเปลวไฟลุกโชนหรือกลุ่มควันโขมงเช่นครั้งก่อนหรือไม่
ทว่า...ดูเหมือนว่าครั้งนี้ทุกอย่างจะสงบเรียบร้อยผิดคาด
ไม่นานนัก เซี่ยอันอวี่ก็ยกจานผัดผักจานหนึ่งออกมาจากครัวใบหน้านวลแต้มรอยยิ้มภาคภูมิใจนางวางจานอาหารลงบนโต๊ะไม้กลางโถงด้วยท่าทางกระตือรือร้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาทักทายสามีในนามของตนเอง
“ท่านกลับมาแล้วหรือ?”น้ำเสียงสดใสราวกับเจ้าของเรือนไม่ได้ตระหนักถึงความโกลาหลในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้ารับนิ่ง ๆดวงตาคมกริบก้มมองจานอาหารบนโต๊ะ สายตานั้นไร้ซึ่งคำพูดแต่กลับแฝงไปด้วยการประเมินผลอย่างเงียบงัน
ผัดผักในจานดูมีสีสันเขียวสดแซมด้วยสีขาวของกระเทียมและสีเหลืองทองของน้ำมันไม่พบร่องรอยของเศษไหม้หรือผักที่เกรียมดำเหมือนครั้งก่อน หน้าตาของมัน...ดูดีเกินคาดเสียด้วยซ้ำ
เซี่ยอันอวี่เห็นสายตาเช่นนั้นก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นนางยืนเท้าเอวอย่างภาคภูมิใจ ราวกับต้องการโอ้อวดฝีมือที่พัฒนาขึ้นของตนเอง
“วันนี้ข้าลองใหม่อีกครั้งท่านลองชิมดูสิ!” นางกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ แววตาเป็นประกายราวกับเด็กน้อยที่รอคำชม
แม้ผัดผักในจานจะมีหน้าตาดูดีขึ้นกว่าเดิมแต่หนานกงจิ่นอวี่ก็ยังไม่อาจวางใจได้ง่าย ๆ
เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอาหารสายตาคมกริบจับจ้องจานผัดผักตรงหน้าอย่างระแวดระวังก่อนจะเอื้อมมือหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ท่าทางของแม่ทัพหนุ่มผู้เยือกเย็นในยามออกรบนั้นบัดนี้กลับดูราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่คาดเดาไม่ได้
เพียงปลายตะเกียบคีบผักขึ้นมาเล็กน้อยหนานกงจิ่นอวี่ก็โยนมันเข้าปากอย่างเด็ดขาด เคี้ยวเพียงคำแรก...ใบหน้าเรียบนิ่งของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยน
คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะเผยสีหน้าแหยงๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“...เค็มมาก” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเหมือนเพิ่งกลืนเกลือทั้งกำมือเข้าไป
เซี่ยอันอวี่ที่ยืนลุ้นอยู่ไม่ไกลดวงตากลมโตเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น นางรีบคว้าตะเกียบอีกคู่ขึ้นมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาและหูตัวเอง
“เค็มหรือ? เป็นไปไม่ได้!” นางร้องออกมาพร้อมกับคีบผักชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างมั่นใจ
...แต่ทันทีที่รสชาติแทรกซึมเข้ามาในปากใบหน้าของเซี่ยอันอวี่ก็แข็งค้างในทันที
ริมฝีปากบางเบี้ยวไปมา ดวงตากระพริบถี่ราวกับพยายามกลืนความจริงลงคอนางรีบหยิบถ้วยน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะใช้มือลูบศีรษะตัวเองกลบเกลื่อนความผิดพลาดที่ยากจะปฏิเสธได้
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นสายตาเย็นชาปนเอือมระอาของหนานกงจิ่นอวี่ที่จ้องตรงมาไม่วางตา
เซี่ยอันอวี่ฝืนยิ้มแห้ง ๆ แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างเขินอาย
“แค่...ปรุงผิดไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง”นางยกนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นมาขยับเป็นช่องเล็ก ๆ เพื่อเน้นย้ำคำว่าเล็กน้อย อย่างสุดความสามารถ
หนานกงจิ่นอวี่มองท่าทางนั้นแล้วมุมปากกระตุกเล็กน้อยราวกับต้องกลั้นใจไม่ให้ถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง
ท้ายที่สุดเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นจนไม่อาจปฏิเสธได้
“ข้าทำเอง...เจ้าแค่นั่งเฉย ๆ ก็พอ”
สิ้นคำพูดนั้นหนานกงจิ่นอวี่ก็หันหลังเดินตรงไปยังครัวโดยไม่รอคำตอบทิ้งให้เซี่ยอันอวี่ยืนยิ้มแหย ๆ อยู่กลางโถงพร้อมกับมองตามแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพรูปงามไปด้วยความรู้สึกทั้งเขิน ทั้งขำตัวเอง
“แค่เค็มไปหน่อยเองนี่นา...”นางพึมพำเบา ๆ พลางยกถ้วยน้ำขึ้นดื่มอีกครั้งล้างรสเกลือที่ยังติดปลายลิ้นอยู่ไม่จาง