“หน้าไม่อาย คนอื่นกินผัดใบมันเทศ ตัวเองกับลูกมาแอบกินเนื้อที่ห้องกันสองคน” สูจิ่งหลิวพูดเสียงดัง
หยางจูได้ยินแบบนั้นก็วางถ้วยตัวเองลง ถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญ รู้แบบนี้ปิดประตูห้องทนอยู่ร้อนๆยังจะดีเสียกว่า
“แม่คะ หนูก็อยากกินเนื้อบ้าง” หวงิซินเขย่าแขนแม่ของเธอแรงๆ แต่ไม่กล้าพูดเสียงดัง เพราะยังจำฤทธิ์ของอาสะใภ้ได้อยู่
“ถ้าไม่ใช่เพราะเงินเดือนพ่อแก่ต้องส่งเข้ากองกลางหมด ไหนเลยจะยอมให้ลูกเมียต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆแบบนี้” เห็นลูกสาวเริ่มงอแง เธอก็เริ่มพูดเสียงดังขึ้นไปอีก
“ไปคุยกันที่อื่น นี่มันห้องส่วนตัวของฉัน” หยางจูพูดเสียงเรียบ แต่ทำเอาเด็กน้อยไม่กล้าโวยวายกับแม่ของเธออีก
“หล่อนคิดว่าตัวเองเป็ใคร แล้วฉันเป็ใคร ถึงกล้าไล่ฉัน?”
“เธอเป็ใครตัวยังไม่รู้ มาถามฉันจะไปรู้ได้อย่างไรกันล่ะคะ” หยางจูตอบพาซื่อ
“อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันนะ”
“พี่สะใภ้ ฉันน่ะเป็คนไร้การศึกษา เรียนจบแค่ชั้นมัธยมต้น ไม่มีคำพูดสวยหรูมาพูดเล่นกับพี่หรอกค่ะ”
“เื่นั้นมันก็แน่อยู่แล้ว คนโง่แบบหล่อนจะไปเข้าใจสำนวนยากๆได้อย่างไร” สูจิ่งหลิวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูก
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญพี่สะใภ้พาลุกสาวกลับไปเถอะ อย่าอยู่ให้เป็เสนียด ไอหยา…ไม่ใช่สิ อย่าอยู่ในตัวเองแปดเปื้อนไปมากกว่านี้เลย” หยางจูแกล้งพูดผิดให้อีกฝ่ายอกแตกตาย
“หึ ฉันไปแน่ แต่หล่อนต้องตอบมาก่อนว่าไปเอาเนื้อพวกนี้มาจากไหน?”
“ฉันคิดว่าเื่นี้ไม่จำเป็ต้องรายงานให้ใครทราบนะ”
“เื่อื่นฉันไม่ติดใจ แต่เื่ของราคาแพงแบบเนื้อฉันปล่อยผ่านไปไม่ได้เป็อันขาด” เกือบหลงกลยัยจิ้งจอกนี่เสียแล้ว แสร้งทำเป็ชม สุดท้ายแค่จะชวนเธอเปลี่ยนเื่นี่เอง
“มีเื่อะไรกัน เสียงดังเอะอะเข้าไปถึงในบ้าน?” คุณแม่หวงเดินออกมาดู เนื่องจากว่าอากาศอบอ้าว ท่านเลยกำลังจะออกมาเดินรับลมอยู่ที่ลานหน้าบ้าน
“คุณแม่มาก็ดีแล้วค่ะ มาดูแม่นี่สิคะ แอบมากินเนื้อกับลูกชายแค่สองคน น่าตายจริงๆ” สูจิ่งหลิวชี้ไปที่สองแม่ลูกที่นั่งมองตาปริบๆ
โดยเฉพาะ หวงชิวิ ที่ตอนนี้กำลังกลัวจนตัวสั่น จนหยางจูต้องจับลูกลูกชายเอาไว้ให้เขามั่นใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาสองแม่ลูก
“จริงเหรอ?” คุณแม่หวงถามซ้ำ
“จริงสิคะ ฉันกับลูกเห็นมากับตา กลิ่นเนื้อยังอยู่เลยค่ะ”
“ฉันไม่ได้ถามหล่อน หัดสงบปากสงบคำเสียบ้าง” คุณแม่หวงตวาดลูกสะใภ้ ถึงจะเป็คนโปรด แต่่นี้หล่อนก็ทำให้ท่านปวดหัวกับความไม่ฉลาดอยู่ไม่น้อย ่นี้แม่สามีลูกสะใภ้เลยไม่ค่อยลงรอยกันเท่าที่ควร
สูจิ่งหลิวได้ยินแบบนี้ก็อ้าปากค้าง รีบหุบปากแทบไม่ทัน ไม่คิดว่าแม่สามีจะยังเคืองเื่ครั้งนั้นอยู่
“จริงค่ะ” หยางจูพยักหน้ารับ
“มีของดีแบบนี้ทำไมไม่แบ่งพี่น้อง?” คุณแม่หวงตวาดเสียงดัง
“พี่น้อง? มีใครนับฉันเป็ญาติิบ้างล่ะคะ?”
“นี่แก…” ได้ยินแบบนี้คุณแม่หวงถึงกับชี้หน้าลูกสะใภ้ มือสั่น
“ฉันล้อเล่นน่ะค่ะ ฉันไม่ลืมหรอกค่ะว่าเราต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน แต่คุณแม่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าฉันมาขอแยกครัว แล้วคุณแม่ก็เป็อนุญาตเอง หวังว่าจะไม่ลืมหรอกนะคะ”
สิ้นเสียงลูกสะใภ้ กลายเป็คุณแม่หวงที่อ้าปากเอาลมเข้าจนเต็มปาก จากนั้นก็รีบหุบปากที่อ้ากว้างนั้นทันทีอย่างเถียงไม่ออก
“ถะ ถึงจะอย่างนั้น หล่อนก็ควรมีน้ำใจบ้าง อย่างน้อยๆคุณย่าก็ดีกับหล่อนมา ซ้ำยังลำเอียงอีกต่างหาก” สูจิ่งหลิวเบ้ปากเมื่อนึกถึงผู้าุโของบ้าน
“ฉันไปเกี่ยวอะไรกับเื่นี้ด้วย?”
เสียงไม้เท้ากระทบกับพื้น ดังเป็จังหวะอย่างสม่ำเสมอ ตามมาด้วยคนถาม ทำเอาคนถูกถามถึงกับหน้าซีด เพราะเธอบังอาจพาดพิงถึงคนที่ไม่สมควรพูดถึง
“ว่าอย่างไรล่ะ ฉันเกี่ยวอะไรกับเื่นี้ด้วย?” คุณย่าหวงกระแทกไม้เท้าจนเกิดเสียงดัง ทวงคำถามที่ไม่มีใครกล้าตอบ
“มะ ไม่ใช่แบบที่คุณย่าเข้าใจนะคะ ฉันหมายถึงวะ ว่า คุณย่าดีกับหล่อนขนาดนั้น มีของกินดีๆ ก็ควรให้ผู้าุโกินก่อนถึงจะถูก” สูจิ่งหลิวรีบอธิบายให้ตัวเอง
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่คิดถึงคุณย่านะคะ แต่เป็เพราะว่าคุณย่าอายุมากแล้ว กินเนื้อตอนดึกอาจจะทำให้ท้องอืดได้ ฉันก็เลยซื้อปลามาฝาก กินปลาย่อยง่าย แต่เห็นว่าที่บ้านทำมื้อเย็นเลย เลยคิดว่าจะเอาให้ในตอนเช้าน่ะค่ะ ไม่คิดว่าจะถูกเข้าใจผิดเสียได้”
“เฮอะ พูดดีไปเถอะ พูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อหล่อนหรอก ถ้าไม่ถูกจับได้ ก็ไม่รู้ว่าจะได้กินปลาหรือเปล่า"
“ทำไมจะไม่ได้กินล่ะ คนอย่างฉันพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว ไม่เหมือนบางคน พูดให้คนเข้าใจคนอื่นผิด แล้วก็ไม่เคยขอโทษเลย คนแบบนี้น่าจะตัดลิ้นทิ้งให้เป็ดกิน จะได้ไม่สร้างความรำคาญให้คนอื่น” หยางจูท่าท่าตัดลิ้น ทั้งยังถลึงตาให้อีกฝ่ายอีกด้วย
“หล่อนหมายถึงใคร?” สูจิ่งหลิวถามกลับอย่างหาเื่
“ฉันพูดลอยๆ หมาตัวไหนอยากจะรับก็รับไปสิคะ”
“อะ แฮ่ม” คุณย่าหวงกระแอมหนึ่งที
ทางด้านคุณแม่หวงนั้นหายใจไม่ทั่วท้อง คำพูดของลูกสะใภ้แต่ละคน วอนถูกไม้เท้าของยายเฒ่านั่นเหลือเกิน โดนแค่สองคนก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ท่านกลัวว่าตัวเองจะโดนหางเลขไปด้วย
“แม่ชิวิแยกครัวไปแล้ว เมื่อครู่นี้แม่สามีหล่อนก็เพิ่งจะพูดไป จำไม่ได้เหรอ? แม่ิซิน” คุณย่าหวงพูดเสียงเรียบ
“จะ จำได้ค่ะ แต่ฉันก็อดโมโหไม่ได้นี่คะ พี่น้องคนอื่นกินผัดใบมันเทศ มันไม่ยุติธรรมกับพวกเราเลย ทั้งที่สามีของฉันก็ทำงานหนักเพื่อครอบครัวเหมือนกัน” สูจิ่งหลิวพูดขึ้น
“พี่สะใภ้รองพูดแบบนี้หมายความว่าคุณแม่ดูแลทุกคนไม่ดีอย่างนั้นเหรอคะ?” หยางจูถามพาซื่อ
“นั่นปากเหรอ ฉันไปพูแบบนั้นั้แ่เมื่อไหร่?” สูจิ่งหลิวถลึงตาใส่คนที่กำลังจะหาเหาใส่หัวเธอ
“ก็พี่เพิ่งจะพูดไปเมื่อครู่ ว่าพี่รองหาเงินเข้าบ้าน ความจริงพี่อยากจะถามว่าเงินหายไปไหนหมด ทำไมพี่น้องคนอื่นๆถึงได้กินแต่ผักแต่หญ้า ถูกต้องไหมล่ะคะ?” หยางจูขยายความ
ซึ่งความจริงแล้วสูจิ่งหลิวก็มีความคิดไม่ต่าง เพียงแต่ใครกันล่ะที่จะกล้าพูดออกมาถ้าไม่ใช่ หยางจูผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้
“”ไม่นะคะคุณแม่"
“จะใช่หรือไม่ใช่ ฉันตัดสินเองได้” คุณแม่หวงตวาดใส่ลูกสะใภ้ “หล่อนอยากจะรู้ใช่ไหมว่าเงินหายไปไหนหมด? ก็หายไปกับค่าสินสอดหมดแล้วน่ะสิ”
สูจิ่งหลิวเหลือกตาใส่แม่สามีครู่หนึ่ง ถ้าไม่สังเกตก็คงจะไม่เห็น นั่นเป็เพราะเธอนึกตำหนิแม่สามีอยู่ทุกวันสำหรับเื่สินสอด พอได้รู้จำนวนก็ยิ่งแทบกระอักเืออกมา
“แต่เื่นั้นก็ผ่านมา 3-4 ปีแล้วนี่คะ ก็ไม่น่าจะต้องลำบากอะไรขนาดนั้นแล้ว บ้านรองยังได้กินเนื้อทุกกสัปดาห์เลย พี่สะใภ้รองน่าจะหมายความแบบนี้ใช่ไหมคะ?” หยางจูหันไปถามอีกฝ่าย จนทำเอาสะใภ้รองยืนไม่ติดพื้น เพราะถ้าเป็แบบนั้นเธอต้องถูกแม่สามีเอาตายแน่
“หุบปากของหล่อนเดี๋ยวนี้นะ!” สิจิ่งหลิวทนไม่ไหวตะคอกหยางจูเสียงดัง
ส่วนหยางจูก็แทบจะอดกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว เห็นท่าทางแม่สามี ลูกสะใภ้ ที่ผลัดกันหน้าเขียวหน้าแดงแล้วนึึกตลกอยู่ในใจ คนแบบนี้ต้องให้งัดข้อกันเอง
จริงอยู่ว่าสะใภ้รองเป็คนโปรดของแม่สามี แต่หล่อนก็มีปมคือไม่ได้ทำงาน เอาเปรียบพี่น้องคนอื่น เื่นี้เป็เื่เดียวที่คุณแม่หวงไม่พอใจลูกสะใภ้คนนี้
ถ้าหากว่าเธอสามารถสร้างความคราแครงใจระหว่างสองคนนี้ได้ ชีวิตของเธอคงจะสงบกว่านี้ เพราะพวกเขาจะเลิกสนใจเธอ แล้วหันไประแวงกันเองมากกว่า