ตอนที่ 25 เมืองเซนต์จูรี่ VS กองกำลังเมืองแซนดี่ (2)
กรุบกรับกรุบกรับ!!
ฮี่!!
“ข้าโลแกรนแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองแซนดี่ที่ข้ามาในวันนี้เป็เพราะประสงค์ขององค์าาแซนดี่ที่้าให้เมืองเซนต์จูรี่ยอมจำนนต่อเมืองแซนดี่ซะและให้เ้าเมืองเซนต์จูรี่ไปรับโทษที่กล่าวิ่ประมาทองค์าาด้วย!!”แม่ทัพใหญ่โลแกรนพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังและฟังได้อย่างชัดเจน......
“แค่เ้ากับทหารไม่กี่คนคิดว่าจะสามารถทำได้อย่างนั้นรึ?”เรเว่นที่อยู่ข้างๆอากอร์นได้เปิดปากพูดขึ้นพร้อมกับปลดปล่อยคลื่นพลังของเขาออกมาซึ่งตอนนี้ระดับพลังของเขาอยู่ระดับปฐีขั้นที่สาม่ปลายแล้วอีกเพียงนิดเดียวก็จะสามารถเลื่อนระดับเป็ขั้นที่สี่แล้ว.......
แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่เรเว่นคนเดียวที่ปล่อยคลื่นพลังและรังสีสังหารออกมาคนอื่นๆเองก็ปลดปล่อยออกมาเช่นกันจนทำให้บรรยายบนกำแพงนั้นดูน่าอึดอัดเป็อย่างมาก.....
อึ๊ก!!
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นจากชายหนุ่มที่ปากกล้าก่อนหน้านี้เมื่อเขาััได้ถึงรังสีสังหารจาก้ากำแพงนั้นเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าบุคคลที่อยู่บนกำแพงนั้นล้วนเป็นักรบที่ผ่านศึกมาอย่างมากมายและระดับพลังก็สูงกว่าตนอีกด้วย......
แม้แต่แม่ทัพใหญ่โลแกรนยังอดใไม่ได้เลยเมื่ออยู่ต่อหน้าคลื่นพลังและจิตสังหารที่รุนแรงแบบนี้ก่อนหน้านี้ที่เขามาเขาไม่ได้พบกับคนเหล่านี้ทั้งหมดมีเพียงเรเว่นและเจมส์วิชเท่านั้นที่พวกเขาพบในวันนี้แต่วันนี้กลับมีจอมบ้าเืโผล่ออกมาอีกสามคนรวมถึงนักเวทย์อีกหนึ่ง.....
ถึงแม้เขาจะมั่นใจกับกองทหารทั้งหมื่นของเขาแต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้ากลุ่มคนเหล่านี้แล้วเหมือนกับว่ากองทัพของเขาเป็เหมือนเด็กเล่นไปเลยแต่สิ่งที่ทำให้เขาใและสงสัยมากที่สุดก็คือทำไมคนเหล่านี้ถึงได้ยอมรับใช้เด็กหนุ่มอย่างอากอร์นกัน.....
แต่ในขณะนั้นเองเสียงของอากอร์นก็ดังขึ้น“ท่านแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองแซนดี่ ข้าบารอนอากอร์น ขอพูดเอาไว้ตรงนี้เลยว่าข้านั้นจะไม่ยอมก้มหัวขอโทษให้กับไอ้อ้วนนั้นเด็ดขาดท่านเองก็เป็คนเก่งและฉลาดคนหนึ่ง แต่เหตุใดถึงได้ยังทนรับใช้คนเช่นนั้นอยู่ละ?” อากอร์นบอกความ้าของตนกลับไปในทันทีอย่างสุภาพพร้อมกับถามเหตุผลที่โลแกรนทนรับใช้เ้าเมืองอ้วนนั้น......
“องค์าาแซนดี่นั้นมีพระคุณกับข้าและครอบครัวมากไม่ว่าท่านจะเป็ยังไงข้าก็จะรับใช้เขาจนกว่าชีวิตจะหาไม่เมื่อท่านไม่ยินยอมทำตามคำพูดของข้าเช่นนั้นพวกเราก็คงไม่มีอะไรที่จะต้องพูดกันอีกแล้วเอาไว้พบกันที่สนามรบก็แล้วกัน”เมื่อพูดจบโลแกรนก็หันหลังพากลุ่มของเขากลับไปยังค่ายทหารของพวกเขาทันที......
“หวังว่าท่านจะไม่ตายก่อนที่จะได้พบข้านะ”อากอร์นกล่าวพร้อมกับยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากของเขาก่อนจะหันหลังกลับเดินไปยังหอคอยสูงที่สร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ......
“ทั้งหมดเตรียมพร้อมรบเต็มอัตราศึกได้!!”เสียงของเรเว่นดังขึ้นหลังจากที่เห็นอากอร์นกลับไปประจำการที่หอคอยสั่งการแล้ว.....
ปู้นนนนนนนนน!!
ปู้นนนนนนนนน!!
เสียงแตรเขาสัตว์ร้ายถูกเป่าจนดังก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ทันทีหลังจากที่คำสั่งของเรเว่นจบลงทหารเก่าทั้งสองพันนายต่างขึ้นประจำบนกำแพงที่หนึ่งและสอง และบนหอคอยรบทั้งสี่สิบสองหอหอยตามกำแพงเมืองส่วนทหารใหม่พวกเขาได้รับหน้าที่ให้ประจำอยู่ที่ที่กำแพงเมืองที่สองทั้งหมด....
เพราะนี้ถือเป็การเสริมสร้างประสบการณ์รบให้กับพวกเขาและเป็การฝึกที่ได้ผลไว้ที่สุดดังนั้นแล้วอากอร์นจึงให้พวกเขาอยู่แถวหน้าสุดก่อน เนื่องจากการสู้ในครั้งนี้เป็การสู้แบบตั้งรับก่อนแล้วค่อยบุกไปกลืนกินศัตรู.......
ส่วนฝ่ายกองทัพของเมืองแซนดี่นั้นหลังจากที่พวกเขาได้ยินเสียงสัญญาณรบของเมืองเซนต์จูรี่แล้วพวกเขาก็รับรู้ได้ว่าต้องเกิดการต่อสู้แน่ๆและจากที่พวกเขาดูและประเมินสถานการณ์ดูแล้ว โอกาสชนะของพวกเขาไม่ได้สูงมากเรียกได้ว่าไม่ถึงครึ่งยังได้เลย......
นอกจากเครื่องยิงหินทั้งสามเครื่องแล้วพวกเขาก็มีเครื่องกระทุ้งประตูเมืองอีกสองคันบาริสต้าเคลื่อนที่สิบตัวและบันไดเหล็กขนาดใหญ่สามสิบอันกับบันไดขนาดเล็กสองร้อยอันเท่านั้นส่วนเสบียงของพวกเขานั้นก็เตรียมมาสำหรับการศึกและใช้เดินทางรวมแล้วแค่สองเดือน.....
หากการต่อสู้นี้กินเวลานานกว่านั้นพวกเขาก็จำเป็ที่จะต้องถอยทัพกลับแต่หากว่าาครั้งนี้จบลงเร็วกว่านั้นก็ถือว่าโชคดีไปซึ่งในวันนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ระหว่างสองฝ่าย......
ในยามดึก ณค่ายกองทัพเมืองแซนดี่กระโจมแม่ทัพใหญ่......
“กำลังของเมืองเซนต์จูรี่มีอยู่ประมาณเจ็ดถึงแปดพันคนได้และมีหอคอยรบอีกสี่สิบกว่าหอคอยซึ่งแต่ละหอคอยนั้นถูกปรับแต่งใหม่ไปจากเดิมซึ่งทางเราเองก็ไม่รู้ว่ารูปแบบการโจมตีของมันเป็แบบไหนและมีอานุภาพมากแค่ไหน”รองแม่ทัพกล่าวพร้อมกับจัดวางรูปแบบแผนที่เทียมให้ทุกคนที่อยู่ภายในกระโจมนี้ได้ดู......
“ทหารแปดพันคนกับหอคอยรบอีกสี่สิบกว่าหอคอย?มันช่างเป็กองกำลังที่น่าหวาดหวั่นเสียจริงหากว่าเมืองนี้ถูกสร้างมานานแล้วแต่ทว่าพวกมันพึ่งจะรวบรวมทหารใหม่มา การที่จะบังคับใช้บาริสต้าให้มีความแม่นยำนั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย”ชายวัยกลางคนอีกคนที่มีตำแหน่งเป็หัวหน้ากองทัพบุกทะลวงกล่าวขึ้น.....
“ถูกอย่างที่ท่านแม่ทัพบุกทะลวงว่ากองทัพที่พึ่งจะตั้งใหม่จะมาสู้กับกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็อย่างดีได้อย่างไรกันถึงแม้ว่าพวกนั้นจะมีหอคอยรบอยู่มากมายแต่ไม่นานหอคอยเ่าั้ก็จะต้องตกเป็ของเราแน่นอน”ชายวัยกลางคนอีกคนที่อยู่ด้านข้างแม่ทัพบุกทะลวงได้พูดเสริมขึ้นมาซึ่งเขามีตำแหน่งเป็หัวหน้ากองทัพพลธนู.......
“ข้าว่าพวกเราไม่ค่อยดูถูกศัตรูมากเกินไปนะเพราะจากเมื่อตอนกลางวันนี้ ข้าเห็นว่าทหารที่คุมหอคอยทั้งหมดล้วนเป็ทหารผ่านศึกมาแล้วอย่างมากมายทั้งนั้นมีเพียงทหารที่อยู่บนกำแพงบางส่วนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่เคยผ่านามา”ชายวัยกลางคนสวมชุดเกราะหนักพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังซึ่งเขามีตำแหน่งเป็หัวหน้าทัพทหารเกราะหนัก.....
“แต่มันน่าแปลกอยู่นะที่บอกว่าเมืองเซนต์จูรี่พึ่งรับทหารใหม่มากกว่าสี่ถึงห้าพันคนแต่จากที่ข้าดูเหมือนกับมีทหารใหม่เพียงแค่พันกว่าคนเท่านั้นเองที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็ทหารผ่านศึกมาทั้งนั้นเลยเทียบกับทหารของเราแล้วพวกเขาเ่าั้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ” ชายวัยกลางคนที่สวนชุดเกราะสีเงินเงาวาวรับหน้าที่เป็หัวหน้ากองทัพม้าได้พูดขึ้น......
“เป็จริงอย่างที่ท่านหัวหน้าทัพม้าพูดทหารเ่าั้ล้วนแล้วแต่เป็ทหารฝีมือดีทั้งนั้นเช่นนั้นแล้วในการศึกวันพรุ่งนี้เราจะประมาทไม่ได้เด็ดขาดสั่งการออกไปให้คนเตรียมโล่เหล็กยาวเอาไว้สำหรับกันลูกธนูด้วยและก็เตรียมบันไดเหล็กสิบอัน เราจะยึดกำแพงเมืองกัน”แม่ทัพใหญ่โลแกรนออกคำสั่งบุกในวันพรุ่งนี้ทันทีหลังจากที่เขาสรุปผลการทำศึกในครั้งนี้แล้ว.....
ขอรับท่านแม่ทัพ!!
่เวลาราตรีได้ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวแสงสว่างยามเช้าก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นสาดส่องกระทบกับต้นไม้ใบหญ้าและในตอนนั้นเองกองทัพเมืองแซนดี่ก็ได้จัดทัพเตรียมที่จะบุกในรอบแรกเรียบร้อยแล้วโดยการบุกรอบแรกนั้นจะใช้ทหารราบสามพันนาย พลธนูอีกเจ็ดร้อยและทหารเกราะหนักอีกสองร้อยนายส่วนทหารม้ายังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ .......
ส่วนฝั่งของอากอร์นนั้นเขาเองก็คิดเอาไว้แล้วว่าโลแกรนจะนำทัพบุกในตอนเช้านี้เขาจึงได้จัดเตรียมกระบวนทัพไว้ต้อนรับโลแกรนเรียบร้อยแล้ว......
“จงฆ่าศัตรูทั้งหมดที่ขว้างหน้าของพวกเ้า!!จงมองดูเมืองที่อยู่ด้านหน้าของพวกเ้าให้ดีที่นั่นแหละจะคือสถานที่ที่ไว้จัดงานเลี้ยงของพวกเรา!!”
โอ้วววววว!!
ตึง ตึง ตึงตึง!!
เสียงหอกดาบและโล่กระทบกันเสียงดังก้องไปทั่วทั้งลานกว้างแห่งนี้ซึ่งทหารทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ในอารมณ์คึกคักและฮึกเหิมเป็อย่างมาก ความ้าที่จะได้รีบรางวัลพุ่งสูงขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ถึงกับขนาดลืมไปเลยว่าอีกฝ่ายเองก็เป็ทหารผ่านศึกเช่นกัน.......
ส่วนบนกำแพงนั้นทหารใหม่ที่มาจากชาวบ้านพวกเขาล้วนไม่เคยต่อสู้จริงๆจังๆ สักครั้งเดียว และครั้งนี้จะเป็ครั้งแรกของพวกเขาที่จะได้ออกรบและลิ้มลองการฆ่าฟันจริงๆแน่นอนว่าทหารเหล่านี้ล้วนแต่ตื่นกลัวอยู่ภายในใจของตน.....
แต่สำหรับทหารเก่าและทหารรับจ้างที่เคยฆ่าคนมาแล้วการต่อสู้นี้มันเหมือนกับสิ่งท้าทายชีวิตและเป็เหมือนเกียรติยศของพวกเขายิ่งพวกเขาฆ่าได้มาก รางวัลที่จะได้รับก็ยิ่งมากขึ้น แต่หากฆ่าคนที่ระดับสูงก็ยังได้รางวัลที่ได้ก็จะต่างออกไป.....
นอกจากผลประโยชน์เื่สิ่งของแล้วพวกเขายังได้รับประสบการณ์และอาจทำให้พวกเขาสามารถก้าวมาเป็นักรบขั้นปฐีหนึ่งดาวก็เป็ได้........
“หากใครกล้าที่จะหนีถอยพ่อจะจับเชือดให้หมดเลยคอยดูแต่หากว่าใครสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้หลังจบศึกนี้แล้วข้าจะพวกเ้าอย่างสาสม!!”แรมโบ้ที่ยืนอยู่บนกำแพงอย่างห้าวหาญได้ะโขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูดุดันแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นในพวกพ้อง.....
โอ้วววว!!
“ท่านพูดแล้วอย่างคืนคำนะท่านแรมโบ้!!”
“ใช่ใช่ ใช่ พวกเราจะกินให้พุงกลางเมาให้หัวทิ่มไปเลย!!”
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
“แน่นอนข้าไม่เคยผิดคำพูดอยู่แล้วขอแค่ตอนนั้นพวกเ้ายังมีชีวิตอยู่ละนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!
เป็การพูดคุยที่ดูสนุกสนานมากไม่เหมือนกับกำลังมีาเกิดขึ้นเลย ซึ่งบรรยากาศแบบนี้มันทำให้เหล่าทหารใหม่ที่รู้สึกเกร็งๆอยู่ได้ผ่อนคลายลงไปอย่างมาก และความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของพวกเขาก็แค่พวกเขาฆ่าอีกฝ่ายก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ลงมือก็เพียงพอแล้ว......
เฮ้!!!
ตึง ตึง ตึงตึง!!
กองทัพบุกรอบแรกของเมืองแซนดี่เริ่มเคลื่อนทัพแล้วโดยมีรถหุ้มด้วยโล่เกราะขนาดยาวกับผลเกราะขนาดยาวเดินเป็ทัพหน้าของพวกเขาและมีพลธนูแทรกอยู่ตามจุดต่างๆ ของขบวนโล่นี้ถัดมาก็เป็หน่วยทะลวงฟันที่ถือบันไดขนาดเล็กเตรียมไว้พาดขึ้นกำแพงเมือง.......