บทที่ 19
ผนึกตันเถียนขั้นสาม
ปราณิญญาภายในอากาศรอบรอบถูกดูดเข้ามาภายในร่างกายดุจกระแสน้ำวน มันค่อยๆควบรวมกันแล้วก็ไปหลอมรวมอยู่ที่ตันเถียน หลังจากนั้นไม่นานตันเถียนเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
เสียง ตรึง!! ดังขึ้นภายในส่วนลึกของจิติญญา เหมือนกับเสียงเปลือกไข่ที่ถูกกระแทกจากด้านในจนแตกละเอียด และหลังจากที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นและผ่านพ้นไป ตันเถียนที่ในตอนนี้อยู่ในส่วนลึกของจิติญญามันมีขนาดเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว
จางหยุนลืมตาขึ้น
“สำเร็จแล้วผนึกตันเถียนขั้นสาม”
หลังจากที่ทะลวงผ่านสำเร็จจางหยุนก็หลับตาลงอีกครั้ง ใช้สมาธิทั้งหมดในการควบรวมพลังที่เพิ่มขึ้นของตนเอง ใช้เวลาอยู่ไม่นานก็สามารถทำให้ขอบเขตที่เพิ่มขึ้นมั่นคงได้
หลังจากปรับลมหายใจแล้วก็พักผ่อน เพื่อเตรียมในการเดินทางพรุ่งนี้ต่อ
…
วันต่อมาจางหยุนเริ่มเดินทางั้แ่่เช้า การเดินทางในหุบเขาอวี้เฟิงเริ่มราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็เพราะว่าคุ้นชินกับการเดินทางภายในพื้นที่
ในวันที่สองในการเดินทางภายในหุบเขาอวี้เฟิง จางหยุนก็ยังไม่พบเจออันตรายอันใดอยู่ดี
จนจางหยุนเริ่มคิดได้ว่า ถ้าเกิดว่าสัตว์อสูรพบเจอง่ายขนาดนั้น พวกมันคงจะหนีออกมาจากหุบเขาอวี้เฟิงแล้ว
การที่ไม่มีอสูรหลุดออกไปจากหุบเขาอวี้เฟิง มันก็แสดงให้เห็นว่าพวกสัตว์อสูรไม่น่าอยู่ในรอบนอกของหุบเขาอวี้เฟิง
เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงเร่งเดินทางขึ้นอีก ใน่ตอนกลางคืนเขาก็มักจะแบ่งเวลามาใช้ในการฝึกฝนด้วย
จางหยุนเดินหน้ามุ่งลึกเข้าไปด้านในเรื่อยๆ วันผ่านไปราวๆห้าวันหลังจากที่เดินทางลึกเข้ามาในหุบเขาอวี้เฟิง
ในวันนี้หลังจากที่จางหยุนเดินทางมานาน ในที่สุดเขาก็พบเจอเข้ากับสัตวือสูรตัวแรกหลังจากด้านทางลึกเข้ามาภายในหุบเขาอวี้เฟิงหลายวัน
ด้านหน้าของงจางหยุนในยามนี้ คือเสือหัวใหญ่ร่างกายของมันสูงใหญ่กว่ามนุษย์ เพียงแค่ขนาดตัวเองก็ใหญ่กว่ามนุษย์ถึงสองเท่า จุดเด่นของมันคือิัของมันที่เป็สีแดงเพลิง ไม่เพียงแค่นั้นดวงตาทั้งสองข้าง ที่ด้านในดวงตาเหมือนกับมีเปลวเพลิงขนาดเล็กกำลังลุกไหม้อยู่
ด้วยความแปลกประหลาดของร่างกาย และแรงกดดันที่มันปลดปล่อยออกมา จางหยุนรู้ได้ในทันทีว่ามันคือสัตว์อสูรอย่างแน่นอน
ในยามนี้สัตว์อสูรตนนั้นมันกำลังยืนอยู่ห่างจากเขาราวสิบจั้ง ดวงตาทั้งสองข้างของมันจับจ้องมาที่ผู้บำเพ็ญที่อยู่ด้านหน้าราวกับกำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
จางหยุนที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับสัตว์อสูร แม้ว่าใบหน้าของเขาจะสงบนิ่ง แต่ในใจกลับไม่ได้สงบนิ่งแบบนั้น
เป็เพราะว่าเขาััได้ว่า สัตว์อสูรที่อยู่เบื้องหน้าแรงกดดันที่มันปลดปล่อยออกมา มันเทียบเท่ากับระดับผนึกตันเขียนขั้นกลาง ง่ายๆก็คือมันแข็งแกร่งกว่าเขา
ร่างของสัตว์อสูรขนาดใหญ่เบื้องหน้าค่อยๆขยับเข้ามาอย่างช้าๆ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะก้าวเดินเข้ามาจนถึงระยะจู่โจมที่ดีที่สุด
เพียงแต่ว่าเ้าสัตว์อสูรตนนั้นมันไม่รู้เลยว่า ในขณะที่ตัวของมันพยายามเข้าใกล้เพื่อหาระยะการโจมตีที่ดีที่สุด จางหยุนที่เป็เป้าหมายของมันก็กำลังหาโอกาสเช่นเดียวกัน
และเมื่อเ้าเสือที่มีิัเป็สีแดงตนนั้น ก้าวเข้ามาอยู่ในระยะที่มันมั่นใจว่าจะสามารถโจมตีติดที่เหยื่อได้แล้วอย่างแน่นอน มันเองก็ไม่รอช้ากล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายของมันปูดโปนราวกับว่ากำลังรวบรวมพลังทั้งหมด
จากนั้นแรงะเิจากกล้ามเนื้อก็ส่งให้ร่างของมันพุ่งทะยานไปด้านหน้า มันพุ่งกระโจนหวังจากตะครุบเหยื่อ กรงเล็บขนาดใหญ่ง้างเพื่อเตรียมจู่โจมลงมาใส่เป้าหมาย
และในจังหวะนี้จางหยุนก็โคจรวิชาซากเทวะ พริบตานั้นโลงศพโบราณปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ แสงสีดำสามเส้นพุ่งออกมาจากโลงศพ
ปรากฏกลายเป็ร่างซากเทวะระดับทองแดงถึงสามตน แม้ว่าสัตว์อสูรระดับนี้จะมีสติปัญญาไม่มาก แต่เมื่อเห็นแรงกดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างทั้งสามที่อยู่ๆก็ปรากฏขึ้นจากอากาศ สัญชาตญาณของมันก็ร้องเตือนว่าอันตราย
เพียงแต่ว่าในยามนี้มันอยู่ในสภาพที่พุ่งจู่โจมออกมาเต็มแรง ต่อให้คิดจะหลบหนีก็ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้
หัวหน้าองครักษ์หวัง ที่ตอนนี้ถูกหลอมเป็ซากเทวะระดับทองแดงขั้นปลายแล้ว ถือดาบวิเศษในมือพุ่งไปด้านหน้าก่อนที่จะสำแดงวิชาดาบสามสะบั้นออกมา
ลำแสงดาบปรากฏขึ้นมันก่อรวมขึ้นจากปราณิญญาภายในร่างกาย พุ่งทะยานออกมาจากดาบวิเศษพุ่งทะลวงเข้าใส่หน้าท้องของสัตว์อสูร
ฉับ!!! โลหิตสีแดงสาดกระเด็นออกมาจากบริเวณหน้าท้อง าแดาบขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าท้องของอสูรตนนี้ เสียงกรีดร้องของเสือโคร่งตัวใหญ่ตามไปไกลนับสิบลี้
แม้ว่าน่าจะไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ แต่จางหยุนที่มองดูอยู่ก็มองเห็นความเ็ปที่แสดงออกมาจากบนใบหน้าของเ้าเสือตัวนี้ได้อย่างชัดเจน
ดาบเล่มนั้นที่ถูกฟันออกไปมีอานุภาพรุนแรงมาก เพียงแค่ดาบเดียวที่ปล่อยออกไปก็สามารถทะลวงเข้าไปจนถึงอวัยวะด้านใน
จนตอนนี้เมื่อจ้องมองก็มองเห็นว่าบริเวณหน้าท้อง เป็าแแนวดาบลึกถึงกระดูกผ่าจนอวัยวะบางส่วนภายในแทบจะทะลักออกมา
เกรงว่าถ้าเกิดว่าหัวหน้าองครักษ์หวัง ใช้การโจมตีนี้รุนแรงขึ้นอีกสักหน่อยคงจะสามารถผ่าร่างของเสือโคร่งตัวนี้ให้แบ่งออกเป็สองส่วนได้เลยกระมัง
ในตอนนี้ถึงแม้ว่าซากเทวะของหัวหน้าหวัง จะมีระดับต่ำกว่าซากเทวะของชายชราที่เขาหลอมเป็ตนแรก
แต่กระนั้นถ้าเกิดว่าเปรียบเทียบพลังโจมตีแล้วจริงๆ เกรงว่าหัวหน้าองครักษ์หวังที่ถูกหลอมสร้างกลายเป็ซากเทวะคงจะมีพลังโจมตีมากกว่า
จางหยุนไม่ปล่อยโอกาสนี้สั่งให้ซากเทวะที่เป็ร่างขององค์ชายใหญ่ แล้วก็ผู้ฝึกตนที่เป็ชายชรามุ่งจู่โจมเข้าไปด้านหน้าใช้กำลังของตนเองสังหารสัตว์อสูรตนนั้น
ด้วยาแที่ปรากฏขึ้นจากวิชาดาบของหัวหน้าองครักษ์หวัง นั่นทำให้ศัตรูาเ็อยู่แล้วเมื่อโดนซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลางและขั้นปลายรุมเล่นงาน เพียงไม่กี่ลมหายใจก็สามารถสยบสังหารมันได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสังหารสัตว์อสูรตนนั้นได้แล้ว จางหยุนไม่รอช้ารีบเก็บร่างของสัตว์อสูรเข้าไปภายในแหวนเก็บของ จากนั้นก็รีบเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว
นั้นเพราะว่าเืจากการต่อสู้ เดิมทีแล้วพวกเืที่มีกลิ่นแรงแบบนี้ อาจจะดึงดูดพวกสัตว์ร้ายภายในป่าบางตัวให้พุ่งเข้ามา
ถึงแม้ว่าจะมีซากเทวะระดับปลายถึงสองตัว และระดับกลางอีกหนึ่งตัว แต่จางหยุนก็ยังคงระมัดระวังตัวเพราะกลัวว่าจะโดนฝูงสัตว์อสูรปิดล้อม เพราะแบบนั้นเขาถึงรีบพุ่งหนีออกไปจากบริเวณนี้
...
ตอนเย็นมีอีกตอนน๊า