เสียงตามสายจากลำโพงเก่าๆ คลอเคล้าไปกับเสียงลมหนาวที่หอบเอาไอหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดดอยปุยคำ เพลงชาติไทยดังกระหึ่มไปทั่วลานดินหน้าเสาธงของโรงเรียนบ้านป่าซางนาเงิน ครูสมชาย ปัญญาวัฒน์ ในวัยห้าสิบเก้าปี ยืนตัวตรงสงบนิ่งในเสื้อราชการสีกากีตัวเก่าแต่สะอาดสะอ้าน แววตาของเขาทอดมองไปยังภาพตรงหน้าด้วยความเอ็นดูที่ฝังรากลึกในหัวใจมานานกว่าสามทศวรรษ
เด็กหญิงมะลิในชุดนักเรียนที่ชายกระโปรงเริ่มลุ่ยเล็กน้อย ยืนอยู่หน้าแถวด้วยท่าทางแข็งขัน เสียงเล็กๆ แต่กังวานของเธอนำเพื่อนๆ และน้องๆ กล่าวคำปฏิญาณตนอย่างชัดถ้อยชัดคำ เด็กบางคนยังสวมเสื้อกันหนาวทับชุดนักเรียน ซึ่งเป็เสื้อปักลวดลายสีสดใสตามแบบฉบับของชนเผ่าตัวเอง เป็ภาพความหลากหลายที่ผสมกลมกลืนกันอย่างงดงาม
หลังเคารพธงชาติเสร็จ ครูสมชายกล่าวให้โอวาทสั้นๆ ด้วย “คำเมือง” ที่นุ่มนวลและเป็กันเองจนกลายเป็ส่วนหนึ่งของตัวเขาไปแล้ว
“อ้าว ละอ่อนทั้งหลาย ตั้งใจ๋เฮียนหนังสือเน้อ ไผเป๋นเด็กดี เลิกเฮียนแล้วปิ๊กบ้านไปจ้วยงานป้อแม่ตวย” (อ้าว เด็กๆ ทั้งหลาย ตั้งใจเรียนหนังสือนะ ใครเป็เด็กดี เลิกเรียนแล้วกลับบ้านไปช่วยงานพ่อแม่ด้วย)
เด็กๆ ตอบรับ “เ้าาาา” เสียงดังฟังชัด ก่อนจะแยกย้ายเข้าห้องเรียน มะลิวิ่งเข้ามาหาพร้อมกับยกมือไหว้ เส้นผมสีดำขลับของเธอไหวไปตามแรงวิ่ง
“ครูเ้า วันนี้ตอนเย็น ยายคำฝากมาบอกว่า หื้อไปกิ๋นแกงผักป่าตี้บ้านเน้อเ้า” (คุณครูคะ วันนี้ตอนเย็น ยายคำฝากมาบอกให้ไปกินแกงผักป่าที่บ้านนะคะ)
ครูสมชายลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ “ขอบใจ๋จ้าดนัก บอกยายคำเน้อว่าครูจะไป” (ขอบใจมากนะ บอกยายคำนะว่าครูจะไป)
รอยยิ้มของมะลิสว่างไสวราวกับตะวันยามเช้า มันคือความสุขเรียบง่ายที่เป็เหมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจของครูสมชายมาตลอดสามสิบกว่าปี...
แต่แล้วเสียงแหลมเล็กของโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็กดังขึ้นราวกับจะตัดขาดความสงบสุขนั้นให้สะบั้นลง
รอยยิ้มบนใบหน้าครูสมชายจางหายไปในทันที เขาวางมือจากศีรษะของเด็กหญิงอย่างเชื่องช้า ล้วงหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมรอบกายออกมา บนหน้าจอ... ปรากฏชื่อ ‘นพดล’ ลูกชายคนโต
โทรศัพท์จากเมืองใหญ่ไม่เคยเป็แค่การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่มักจะมาพร้อมกับความคาดหวังและคำถามถึงอนาคตเสมอ...
ครูสมชายสูดหายใจเข้าลึก กลบเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ดังแว่วมา ก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงที่พยายามปรับให้เป็ปกติที่สุดลงไป
“ฮัลโหล... ว่าไง... ดล”
“พ่อครับ สบายดีนะ” น้ำเสียงจากปลายสายเรียบสนิทตามแบบฉบับของลูกชายเขา “ผมโทรมาจะบอกว่าสุดสัปดาห์นี้ผมจะขึ้นไปหาที่ดอยนะพ่อ พอดีจะไปคุยเื่สำคัญ”
หัวใจของครูสมชายกระตุกเล็กน้อย “เื่...เื่อะไรล่ะ”
“ก็เื่อนาคต แผนหลังเกษียณของพ่อนั่นแหละครับ ผมเตรียมอะไรไว้ให้พ่อดูด้วย เดี๋ยวเจอกันแล้วค่อยคุยกันนะพ่อ แค่นี้นะครับ ผมต้องเข้าประชุมแล้ว”
สายตัดไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน โลกที่เคยสดใสของครูสมชายพลันหม่นแสงลง คำว่า “อนาคต” ที่ลูกชายเอ่ยถึง คืออนาคตของใครกันแน่? อนาคตที่สุขสบายในเมืองใหญ่ หรืออนาคตของเด็กๆ ที่ยังขาดแคลนโอกาสบนดอยแห่งนี้ เขาพยายามสลัดเงาของความกังวลทิ้งไป เื่นั้นให้มันเป็เื่ของสุดสัปดาห์... แต่วันนี้ เขายังมีนัดสำคัญที่ต้องไป
ตะวันคล้อยต่ำย้อมท้องฟ้าเหนือยอดดอยให้กลายเป็สีส้มปนม่วง ควันไฟลอยกรุ่นออกมาจากใต้ถุนเรือนไม้ของยายคำพร้อมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรและพริกแกงที่โชยมาตามลม ครูสมชายเดินมาถึงก็เห็นภาพที่คุ้นเคยจนเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต
ยายคำในวัยเจ็ดสิบกำลังนั่งโขลกน้ำพริกอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เสียงสากกระทบครกเป็จังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่มะลิกำลังวิ่งวุ่นช่วยปูเสื่อและจัดสำรับกับข้าวอยู่บนพื้นบ้านที่ขัดมันจนขึ้นเงา แสงไฟสีส้มอุ่นจากหลอดไส้ขับไล่ความมืดของยามเย็น เผยให้เห็นรอยยิ้มของสองยายหลานที่ส่งมาให้เขาอย่างอบอุ่น
“มาๆ คู มานั่งนี่เลย” ยายคำเอ่ยทัก “วันนี้แกงผักป่าใส่ปลาแห้ง หอมไปฮอดหน้าโรงเรียนพู้นเลยน่อ”
ครูสมชายนั่งลงบนเสื่อพลางหัวเราะเบาๆ “แค่ได้กลิ่นผมก็ท้องร้องแล้วครับแม่อุ๊ย”
มื้อค่ำวันนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุข ข้าวเหนียวร้อนๆ จิ้มกับน้ำพริกอ่องสีสดและแกงผักป่ารสชาติจัดจ้าน มีแคบหมูกรอบๆ เป็เครื่องเคียง พวกเขานั่งล้อมวงกินข้าว พูดคุยเื่สัพเพเหระ แต่แม้จะพยายามทำตัวให้เป็ปกติเพียงใด แต่แววตาที่ซ่อนความกังวลของครูสมชายก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้เฒ่าไปได้
“คู... หน้าตาท่าทางเหมือนมีเื่กังวลใจ๋” ยายคำถามขึ้นเรียบๆ ขณะใช้มือจกข้าวเหนียวปั้นสุดท้าย
ครูสมชายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ลูกชายจะขึ้นมาหาสุดสัปดาห์นี้ครับ... เขาบอกว่าจะมาคุยเื่...อนาคต”
แค่คำว่า “ลูกชาย” และ “อนาคต” ก็เพียงพอแล้วสำหรับยายคำที่จะเข้าใจทุกอย่าง มะลิที่กำลังเก็บจานชามหยุดนิ่ง แววตาของเด็กหญิงฉายความหวาดหวั่นออกมาอย่างปิดไม่มิด
ยายคำวางปั้นข้าวในมือลง มองหน้าครูสมชายด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเข้าใจโลก เธอยังไม่พูดว่าให้เขาอยู่หรือไป แต่กลับเปรยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
“นกมันก่ออยากหื้อลูกปิ๊กฮัง... แต่ไม้ใหญ่ตี้อยู่มาจ๋นฮากฝังลึก จะย้ายไปปลูกตี้ใหม่ มันบ่ใจ้เื่ง่ายเน้อคู”
(นกมันก็อยากให้ลูกกลับรัง... แต่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่มาจนรากฝังลึก จะย้ายไปปลูกที่ใหม่ มันไม่ใช่เื่ง่ายนะครู)
คำพูดนั้นทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมวงข้าว... ครูสมชายไม่มีคำตอบให้ เขาทำได้เพียงมองหน้ายายคำสลับกับเด็กหญิงมะลิ หัวใจของเขาถูกฉุดรั้งไปมาระหว่างสองโลกที่แตกต่างกันสุดขั้ว และเขารู้ดีว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า... เขาจะต้องเป็คนเลือกมันด้วยตัวเอง