หลังจากผ่านเหตุการณ์ขวัญหนีดีฝ่อที่เกือบจะโดนจับได้ในครั้งก่อน จางเหวินเซินก็ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าต่อจากนี้ไปเวลาอยู่ที่ทำงานเขาจะอยู่ให้ห่างจากต้วนเค่อจุนให้มากที่สุด ส่วนการแต่งหน้าเพื่อวิดีโอคอลในคืนนี้เขาก็จัดหนักจัดเต็มเพิ่มความหนาเข้าไปอีกเท่าตัว
วันนี้เขามาในลุคสาวน้อยกระต่ายสุดน่ารัก สวมวิกผมยาวสีขาวละมุนคู่กับคอนแทคเลนส์สีฟ้าน้ำทะเล รองพื้นขาวเนียนปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพูอ่อน บริเวณโหนกแก้มและใต้ตาแอบติดสติกเกอร์รูปเกล็ดหิมะเพื่อช่วยพรางรูปหน้า ตบท้ายด้วยการสวมที่คาดผมหูกระต่ายสีฟ้าพาสเทล พอเปิดฟิลเตอร์กล้องปุ๊บ เขาก็กลายสภาพเป็สาวน้อยหลุดมาจากโลกอนิเมะทันที
ต้วนเค่อจุนที่อยู่หน้าจอในเวลานี้ ทำให้จางเหวินเซินแทบไม่สามารถเอาไปเชื่อมโยงกับไอ้บอสหน้ามึนเมื่อตอนกลางวันได้เลย จางเหวินเซินพยายามตั้งสติ ทบทวนกลยุทธ์การปฏิรูปที่ตัวเองวางเอาไว้ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะเอ่ยปากพูดกับต้วนเค่อจุนผ่านกล้องไปว่า “พี่ชายอาร์ค่นี้มีเื่น่ายินดีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าคะ หนูรู้สึกว่าวันนี้พี่ชายอาร์คดูอารมณ์ดีเป็พิเศษเลยนะเนี่ย”
จากเดิมทีที่กำลังคุยกันเื่เกมไหนน่าสนุกกว่ากัน พอจู่ๆ โดนเปลี่ยนประเด็นกะทันหัน ต้วนเค่อจุนจึงมีท่าทีงุนงงไปเล็กน้อย ชายหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากพูดช้าๆ
“วันนี้ผมได้เอ่ยปากชมเชยลูกน้องมาครับ”
“จริงเหรอคะ สุดยอดไปเลย วีวี่ดีใจที่สุดเลยค่ะ”
จางเหวินเซินเอ่ยให้กำลังใจพลางแกล้งทำท่าปาดน้ำตาตาปริ่ม ลึกๆ แล้วเขาแอบรู้สึกยินดีจากใจจริง การมีบอสที่รู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบนี้ ถือเป็บุญหัวของคนเป็ลูกน้องเหลือเกิน เขาแทบอยากจะกราบเบญจางคประดิษฐ์ขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจด้วยซ้ำ
“ครับ เื่จริง ต้องขอบคุณคำแนะนำของคุณมากเลยนะ”
ต้วนเค่อจุนเผยรอยยิ้มออกมา ใบหน้ากลับมาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและทระนงตนตามแบบฉบับปกติของเ้าตัวอีกครั้ง “พอผมชมเขาเสร็จ ประสิทธิภาพการทำงานใน่บ่ายของเขาก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมากจริงๆ ความจริงแล้วเขาเป็คนฉลาดมากครับ แค่เป็ประเภทที่้าคนคอยเอาใจใส่ดูแลมากหน่อย การให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยกระตุ้นสภาวะการทำงานของเขาให้ดีขึ้นได้แบบนี้ก็นับว่าไม่เลวเลย”
“เอ๋” จางเหวินเซินสะดุ้งโหยง สองข้างแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาฉับพลัน “มะ...ไม่ต้องขอบคุณหนูหรอกค่ะ แหม”
“ความจริงแล้วผมค่อนข้างคาดหวังในตัวเขาอยู่เหมือนกันนะ” ต้วนเค่อจุนนึกทบทวนแล้วยิ้มออกมา “เป็รุ่นน้องที่มีพลังล้นเหลือดีครับ แถมยังค่อนข้างเป็ที่ชื่นชอบในหมู่เพื่อนร่วมงานด้วย”
ที่แท้ต้วนเค่อจุนก็เป็แค่ผู้ชายที่จริงจังกับการทำงานมากเกินไป แถมยังชอบเก๊กท่ามาดบอสจนวางตัวไม่ถูกก็แค่นั้นเอง
จางเหวินเซินแอบคิดในใจว่า ถ้าเกิดบอสในชีวิตจริงของเขามีความตรงไปตรงมาและซื่อตรงได้สักหนึ่งในหมื่นส่วนของพี่ชายอาร์คในตอนนี้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยสินะ
“พี่ชายอาร์ครู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองแบบนี้ดีจังเลยนะคะ” จางเหวินเซินส่งยิ้มหวานให้กล้อง “หนูชอบคนแบบนี้ที่สุดเลยค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
ต้วนเค่อจุนเวลาปกตินั่งหน้านิ่งก็นับว่าหล่อเหลามากอยู่แล้ว ยามที่เขาแย้มยิ้มออกมากลับยิ่งดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนน่าหลงใหลเข้าไปใหญ่
“ความจริงแล้ว หนูมีเื่อยากจะถามหน่อยน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าต่อจากนี้หนูจะยังสามารถคอยระบายความทุกข์ใจให้พี่ชายอาร์คฟังได้อยู่ไหมคะ เป็เื่เกี่ยวกับงานเหมือนเดิมเลยค่ะ” จางเหวินเซินทำปากยื่น ส่งสายตาละห้อยน้ำตาคลอเบ้า ถึงแม้จะเป็เพียงการแสดงละครตบตา ในนั้นกลับแฝงความรู้สึกจริงๆ ไปถึงแปดส่วน เพราะพอพูดถึงเื่งานและนึกถึงหน้าบอสขึ้นมา จางเหวินเซินก็แทบอยากจะร้องไห้โฮออกมาจริงๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ต้วนเค่อจุนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเป็ห่วง
“คือว่าอย่างนี้นะคะ ปกติแล้วหนูไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ค่ะ” จางเหวินเซินแกล้งถอนหายใจยาวเหยียดแบบเล่นใหญ่ “จะเอาเื่ไปบ่นระบายให้เพื่อนร่วมงานฟังมันก็ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ คนเดียวที่จะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ใจของหนูได้ในตอนนี้ก็คงมีแค่พี่ชายอาร์คคนเดียวแล้วล่ะค่ะ”
ต้วนเค่อจุนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเม้มปากเล็กน้อย "ผมเองก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ทางสังคมสักเท่าไหร่ แถมยังไม่เก่งเื่พวกนี้ด้วย คงไม่อาจให้คำแนะนำที่ดีแก่คุณได้ แต่ถ้าเป็การรับฟังเื่ราวของคุณล่ะก็ผมยินดีนะ บางทีตัวผมเองก็อาจจะใช้เื่ของคุณมาเป็แนวทางอ้างอิงได้เหมือนกัน"
คุณพระช่วย ต้วนเค่อจุนช่างเป็ผู้ชายที่จริงจังและตั้งใจอะไรขนาดนี้เนี่ย
ความรู้สึกดีๆ ที่แล่นริ้วเข้ามาอย่างกะทันหันทำเอาจางเหวินเซินใจเต้นตึกตักผิดจังหวะ จนเขาต้องรีบยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ
ตื่นเถอะตัวฉัน ไอ้หมอนี่มันคือบอสต้วนจอมโหดฆ่าคนไม่กะพริบตา แถมยังเป็หนุ่มซิงบ้างานที่ชอบเปย์เงินให้สาวน้อยอนิเมะแต่งหน้าปลอมหน้ากล้องนะเฟ้ย!
“ขอบคุณนะคะพี่ชายอาร์คพี่ใจดีจังเลยค่ะ” จางเหวินเซินเอามือทัดปอยผมเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขินอึดอัดของตัวเอง “ก็บอสของหนูนั่นแหละค่ะ ความจริงแล้วหนูชอบเขามากเลยนะคะ”
พอได้ยินคำนั้น ต้วนเค่อจุนถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ จางเหวินเซินพอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองหลุดปากพูดคำชวนเข้าใจผิดออกไปก็หน้าแดงแจ๋รีบเอ่ยปากแก้ตัวพัลวัน
“มะ...ไม่ใช่ความชอบแบบชู้สาวนะคะ หนูหมายถึงหนูค่อนข้างใส่ใจและคาดหวังในตัวเขามาก ว่าทำไมเขาถึงต้องทำตัวเข้มงวดกวดขันขนาดนั้น”
“เข้มงวด?”
จางเหวินเซินพยักหน้ารัวๆ พลางเอ่ย
“เวลาไปทำงานสายโดนด่าหนูก็พอเข้าใจได้นะคะ แต่ขนาดวันไหนไปไม่สายเขาก็ยังหาเื่ด่าได้อยู่ดี ใครก็ตามที่มาทำงานสายกว่าเขาโดนด่าเรียบทุกราย แต่ประเด็นคือตัวเขาดันเป็คนที่มาถึงบริษัทเช้าที่สุดน่ะสิคะ แถมยังชอบว่าหนูซื่อบื้ออีก บอกว่าแค่ทำรายงานฉบับเดียวต้องใช้เวลาตั้งสามวัน แต่มาตรฐานของเขามันสูงริบลิ่วซะขนาดนั้น คนทั้งบริษัทไม่มีใครทำได้ตามเกณฑ์ของเขาหรอกค่ะ”
พอได้เริ่มระบายความอัดอั้น จางเหวินเซินก็รู้สึกเศร้าสร้อยจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาจริงๆ
ต้วนเค่อจุนที่อยู่หน้าจอแสดงสีหน้ามึนงงอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะ คล้ายมีคำพูดมากมายที่อยากจะเอ่ยแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดออกมายังไง
“ตั้งมาตรฐานไว้สูงลิ่วขนาดนั้น ใครมันจะไปทำสำเร็จได้กันล่ะคะ” จางเหวินเซินถอนหายใจปลงตก
“แต่ว่า…” ต้วนเค่อจุนพยายามเรียบเรียงคำพูดอย่างระมัดระวัง “หากการทำงานไม่ตั้งมาตรฐานเอาไว้ให้สูง แล้วถ้าผลงานออกมาไม่เป็ที่น่าพอใจ มันจะไม่เป็ผลดีต่อทั้งตัวบริษัทและตัวบุคคลไม่ใช่เหรอครับ”
จางเหวินเซินทำปากยื่นส่งสายตาใสซื่อพิฆาตกลับไป
“อันดับแรกเลยนะคะ ขอแค่เขาปรับเปลี่ยนนิสัยให้ดูมีความเป็มิตร เข้าถึงง่ายกว่านี้หน่อย ลูกน้องอย่างพวกหนูก็คงจะไม่รู้สึกกดดันและท้อแท้ขนาดนี้หรอกค่ะ”
“เป็มิตร เข้าถึงง่าย” ต้วนเค่อจุนแสดงท่าทีเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูกออกมา ซึ่งเป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
“ใช่แล้วค่ะ เสน่ห์ความใกล้ชิดเป็กันเองไงคะ” จางเหวินเซินยิ้มพลางอธิบาย “ยกตัวอย่างเช่น คอยหมั่นเข้าหาลูกน้องบ่อยๆ ซื้อใจพวกเขา และกลายมาเป็คู่หูที่พึ่งพาได้สำหรับพวกเขาไงล่ะคะ”
ดูเหมือนคำว่า ‘เป็มิตรเข้าถึงง่าย’ จะสร้างความสับสนและเป็ปัญหาใหญ่หลวงให้แก่ต้วนเค่อจุนเข้าเสียแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น คิ้วของต้วนเค่อจุนขมวดมุ่นผูกกันเป็ปมแ่ากว่าทุกที ราวกับว่าอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าไปรวมกระจุกกันอยู่ที่ระหว่างหัวคิ้ว คนอื่นๆ ในออฟฟิศกลับไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เลยสักคน มีเพียงจางเหวินเซินคนเดียวเท่านั้นที่คอยแอบจับตาดูทุกย่างก้าวของเขาอยู่เงียบๆ
ไอ้หยา! บอสเดินสะดุดกระถางต้นไม้เข้าให้แล้ว
จางเหวินเซินรีบดึงสายตากลับมาจ้องมองที่หน้าจอตรงหน้าทันทีไม่กล้ามองซี้ซั้วอีก เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่บอสก้าวเท้าเข้ามาในออฟฟิศ ทุกคนเป็ต้องตั้งหน้าตั้งตาประโคมรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครกล้าแอบอู้วอกแวกเด็ดขาด จึงไม่มีมนุษย์หน้าไหนสังเกตเห็นอาการผิดปกติเลิ่กลั่กของต้วนเค่อจุนเลยแม้แต่รายเดียว
จางเหวินเซินลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ได้แต่หวังใจว่าต้วนเค่อจุนจะนำเอาทักษะความเข้าใจของตัวเองไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องนะ
"เสี่ยวไป๋"
ต้วนเค่อจุนถือแฟ้มเอกสารเดินมาปักหลักออกคำสั่งอยู่กลางออฟฟิศ น้ำเสียงดังกึกก้องทรงพลังราวกับเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางหัว แผ่รังสีอำมหิตน่ากลัวราวกับกำลังประกาศรายชื่อนักโทษปะาอย่างไรอย่างนั้น
"ครับ บอส" เสี่ยวไป๋เด้งตัวลุกขึ้นยืนขานรับทันควัน หน้าตาตื่นแทบจะฉี่ราดกางเกงอยู่รอมร่อ
"คุณ" ต้วนเค่อจุนสีหน้าทะมึนทึน บรรยากาศรอบตัวดูทมิฬราวกับพร้อมจะฆ่าล้างโคตรใครสักคน ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวเข้าหาเสี่ยวไป๋ทีละก้าวๆ จนเสี่ยวไป๋หน้าซีดเผือด สองขาเริ่มสั่นพั่บๆ "่บ่ายนี้ช่วยจัดการจองร้านอาหารให้ฉันที เย็นนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวทุกคนในแผนกเอง"
"หะ...หา" เสี่ยวไป๋อ้าปากค้าง ตาแทบหลุดออกจากเบ้า
"ทุกคนเหน็ดเหนื่อยกันมามากแล้ว" ต้วนเค่อจุนควักบัตรเครดิตส่งยื่นให้เสี่ยวไป๋พลางเอื้อมมือไปตบไหล่ขอบใจอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะเดินนิ่งจากไปไวราวกับสายลม
มุกเปย์เงินเลี้ยงข้าวแม้จะเป็มุกเก่ากึ๊กไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็วิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุดในการซื้อใจคน จางเหวินเซินลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แอบยกนิ้วโป้งชมเชยในใจ ตรงกันข้ามกับเสี่ยวไป๋ที่โดนดาเมจความใเข้าไปเต็มๆ ได้แต่ยืนกำบัตรเครดิตค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานสติยังไม่กลับคืนมา
"บอสเลี้ยงข้าวแน่ะ" จางเหวินเซินใช้ข้อศอกกระทุ้งเอวเสี่ยวไป๋เบาๆ "เย็นนี้กินอาหารญี่ปุ่นเลยนะเว้ย เอาปะ"
เสี่ยวไป๋ยืนนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าและริมฝีปากซีดเผือดขาวราวกับกระดาษ ดูน่ากลัวเหมือนผีไม่มีผิด กว่าจะเค้นเสียงพูดลอดไรฟันออกมาได้ในที่สุด
"ขอร้องล่ะ แค่เวลางานปกติฉันยังจะทำไม่ทันอยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจียดเวลาช่วยจองร้านอาหารให้อีกเหรอเนี่ย"
"เอาน่า ไม่เป็ไรหรอก" จางเหวินเซินยิ้มแห้งเอ่ยปลอบ "อย่างน้อยบอสเขาก็เริ่มหันมาเข้าใจความเป็มนุษย์ปุถุชนขึ้นมาบ้างแล้ว มีของฟรีให้กินก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยน่า"
ใบหน้าของเสี่ยวไป๋ยังคงซีดเซียว ร่างกายอวบอ้วนตุ้ยนุ้ยนั่นฟุบฮวบลงกับเก้าอี้ราวกับลูกโป่งโดนปล่อยลม ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่สิ้นหวัง
"รอบก่อนที่กินไก่ทอดที่เขาเลี้ยง วันรุ่งขึ้นฉันต้องอยู่โอทีทำงานงุดๆ จนแทบจะขาดใจตาย นายคิดว่ารอบนี้มันจะมีเื้ัอะไรซ่อนอยู่อีกหึ"
จางเหวินเซินถึงกับน้ำท่วมปากพูดไม่ออก ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ต้วนเค่อจุนก็ยังคงเป็ต้วนเค่อจุนอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ ตบหัวแล้วลูบหลัง ให้ตบรางวัลเสร็จเดี๋ยวก็แจกค้อนปอนด์ทุบหัวตามมาทีหลังอยู่ดี
เสี่ยวไป๋บ่นพึมพำกระปอดกระแปดกับตัวเองพลางหันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์เพื่อพิมพ์งานต่อ สีหน้าท่าทางดูไม่มีความสุขเลยสักนิด "หลังเลิกงานฉันไม่อยากไปร่วมงานสังคมสังสรรค์อะไรทั้งนั้นแหละ ให้ตายเถอะ บอสกินยาผิดซองหรือเปล่าวะเนี่ย"
จางเหวินเซินกลืนน้ำลายเอื๊อก ได้แต่ภาวนาขอให้งานเลี้ยงคืนนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยเถิด
ความจริงกลับสวนทางกับความปรารถนาโดยสิ้นเชิง บรรยากาศงานเลี้ยงมื้อค่ำในคืนนั้นมันช่างวังเวงหดหู่เงียบงันราวกับอยู่ในพิธีไว้อาลัยก็มิปาน
สมาชิกในทีมทุกคนต่างพากันหน้าซีดเซียว มีเส้นสีดำแห่งความเครียดพาดผ่านหน้าผากเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะอ้าปากชวนคุยเื่อะไรดี และไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเป็ฝ่ายทำลายความเงียบอันแสนอึดอัดนี้ขึ้นมาก่อน ต้วนเค่อจุนเป็พวกขาดทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างรุนแรง เื่การเข้าสังคมจัดงานสังสรรค์เอ็นเตอร์เทนซื้อใจคนยิ่งเป็สิ่งที่เขาไม่ถนัดเข้าขั้นติดลบ ตลอดการรับประทานอาหารมื้อค่ำจึงไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ต้วนเค่อจุนกลับดูคุ้นชินกับความเงียบสงัดอันน่าสะพรึงกลัวนี้เป็อย่างดี ในระหว่างมื้ออาหาร จางเหวินเซินพยายามที่จะช่วยสร้างบรรยากาศให้มันดูครึกครื้นขึ้นมาหน่อย แอบส่งมุกชงประเด็นโยนลูกไปให้ต้วนเค่อจุนช่วยรับ บอสไม่เปิดปากพูดน่ะยังดีเสียกว่า เพราะพอเขาอ้าปากเอ่ยคำแรกออกมาปุ๊บ มันกลับกลายเป็การเทศนาสั่งสอนเื่งานขั้นเด็ดขาดไปซะงั้น
คุณพระช่วย จางเหวินเซินส่งสายตาละห้อยน้ำตาคลอเบ้ามองตรงไปที่ต้วนเค่อจุน หวังจะส่งกระแสจิตบอกให้เขาหยุดพูดได้แล้ว ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีเสาสัญญาณรับคลื่นกระแสจิตของเขาเลยสักนิดเดียว
ใครมันจะไปอยากมานั่งฟังคำสั่งงานจ้ำจี้จ้ำไชในเวลาปาร์ตี้มื้อค่ำกันเล่าฮะ
ภายใต้การโดนทารุณกรรมทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสี่ยวไป๋ใช้ตะเกียบคีบปลาดิบเข้าปากด้วยมืออันสั่นเทา ความรู้สึกเครียดจัดและวิตกกังวลอย่างรุนแรงพุ่งเข้าโจมตีบดขยี้กระเพาะอาหารของเขาอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้น ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่กลางหลังของเสี่ยวไป๋ ชายหนุ่มหน้าถอดสีซีดเผือด ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะฟุบหน้าคว่ำคะมำลงไปกองกับพื้นนิ่งไปในทันที
ฉิบหายของจริงเข้าให้แล้ว
CPU สมองของเสี่ยวไป๋โอเวอร์โหลดจนะเิถึงขีดจำกัดแล้ว จางเหวินเซินรีบพุ่งตัวเข้าไปช้อนร่างเขย่าไหล่เสี่ยวไป๋อย่างเอาเป็เอาตาย หมายจะช่วยกระชากิญญาของเพื่อนร่วมงานให้กลับคืนเข้าร่าง ทางด้านเ้าของร้านที่อยู่ในอาการใสุดขีดก็รีบกุลีกุจอโทรศัพท์ติดต่อสายด่วนรถพยาบาลทันควัน ส่วนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างพากันโผเข้าล้อมรอบร่างอวบอ้วนของเสี่ยวไป๋พลางส่งเสียงร้องไห้โฮระงม ราวกับว่าคุณหมอได้เดินออกมาประกาศว่าคนไข้เสียชีวิตและกู้ชีพไม่สำเร็จแล้วอย่างไรอย่างนั้น
จากงานเลี้ยงอาหารค่ำแสนสุขสันต์กลับกลายสภาพเป็เหตุการณ์ส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินในพริบตา จางเหวินเซินอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหล ดูท่าทางแล้วกลยุทธ์การใช้เงินซื้อใจคนจะไม่ได้ผลแฮะ งานนี้เห็นทีต้องแสดงความเป็มิตรที่มาจากใจจริงซะแล้วล่ะ
“การจะทำให้ลูกน้องหันมาชอบเรา มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เลยแฮะ”
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุดลงและต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ย่อมต้องถึงเวลาวิดีโอคอลนัดสำคัญระหว่างวีวี่กับพี่ชายอาร์คตามเวลาดั้งเดิม ต้วนเค่อจุนที่อยู่หน้ากล้องในคืนนี้แสดงท่าทางหดหู่เหี่ยวเฉาออกมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
“ไม่หรอกค่ะ” จางเหวินเซินรีบเอ่ยปากให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงดัดจริตเป็สาวน้อยเต็มที่ ใบหน้าของเขากลับสั่นระริกจนแป้งรองพื้นแทบจะหลุดร่วงกราวลงมาอยู่แล้ว “แค่พี่ชายอาร์คยอมเปิดใจพร้อมที่จะเดินก้าวแรกออกมาแบบนี้ มันก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้วล่ะค่ะ”
“แต่ดูเหมือนว่างานเลี้ยงมื้อค่ำในวันนี้ ทุกคนดูจะไม่มีความสุขกันเลยนะครับ”
“เป็เพราะว่าปกติแล้วภาพลักษณ์ของพี่ชายอาร์คดูเป็คนจริงจังเคร่งขรึมมากเกินไปหรือเปล่าคะ พวกเขาก็เลยอาจจะรู้สึกเกร็งๆ และเกรงใจอยู่บ้างน่ะค่ะ”
“ผมเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกันครับ” ต้วนเค่อจุนส่งยิ้มเจื่อนขมขื่น “บางทีอาจเป็เพราะตัวผมเองเป็พวกพูดคุยสื่อสารไม่ค่อยเก่งด้วยละมั้ง”
“พี่ชายอาร์คเคยบอกหนูเองไม่ใช่เหรอคะ ว่าขอแค่พวกเราหมั่นฝึกฝนเรียนรู้บ่อยๆ สักวันจะต้องทำมันออกมาได้ดีแน่นอนค่ะ”
ต้วนเค่อจุนที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบพลางใช้นิ้วมือคลึงนวดบริเวณหว่างคิ้วเพื่อผ่อนคลาย
“นอกจากเื่งานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพแล้ว เื่อื่นผมกลับทำไม่เป็เลยสักอย่าง คนอย่างผมเนี่ยช่างเด๋อด๋าไม่ได้เื่เอาซะเลยนะครับ”
จางเหวินเซินรู้สึกหัวใจกระตุกวูบแอบเจ็บจี๊ดขึ้นมาด้านใน เขารีบเอ่ยปลอบทันควัน
“จะพูดแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะคะ”
“หลังจากที่ได้รู้จักกับคุณ มันทำให้ผมได้ตระหนักรู้ตัวเลยว่า ความเข้าใจในเื่ขนบธรรมเนียมและการเข้าสังคมของตัวผมมันช่างตื้นเขินเหลือเกิน” ต้วนเค่อจุนส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้เขาผ่านหน้าจอ “ขอบคุณมากนะครับ ต่อจากนี้ผมจะพยายามให้มากขึ้น”
ลึกๆ ในใจของจางเหวินเซินเวลานี้ กลับเริ่มรู้สึกนึกเป็ห่วงเป็ใยในตัวผู้ชายคนนี้ขึ้นมาตงิดๆ เสียแล้วสิ