สตรีศักดิ์สิทธิ์
“เฟิงเอ๋อร์อย่าได้ท้อใจไป จงพยายามให้มากกว่านี้ การฝึกตนหาได้ขึ้นอยู่กับความเร็วไม่ กู้เฉินผู้นั้น พื้นฐานฝึกตนไปถึงระดับปราณปฐพีได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น ใช่ว่าจะมีพื้นฐานที่มั่นคง สักวันคงแพ้ภัยตนเองเป็นแน่”
เห็นสภาพของเย่เฟิง ชายชราเซิ้งจงที่เป็นเพียงวิญญาณอาศัยอยู่ในแหวนเหล็ก อดพูดปลอบโยนเย่เฟิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่ได้ ในขณะที่ในใจลอบเร้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
‘ฮ่าฮ่าฮ่า เย่เฟิงผู้นี้เป็นหมากชั้นดีของข้าจริงๆ คาดว่าอีกสองสามปี ความแข็งแกร่งของข้า คงไปถึงระดับที่สามารถใช้วิชายึดร่างได้ เมื่อนั้นร่างกายของมันก็จะเป็นของข้า!’
“ขอบคุณท่านอาจารย์ ข้าจะพยายามให้มากกว่านี้ สักวันข้าจะไล่กวาดตามกู้เฉินจนทัน แล้วแซงหน้ามันไป!” เย่เฟิงพูดด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า รู้สึกอบอุ่นจากก้นบึ้งของจิตใจกับคำปลอบโยนของชายชราเซิ้งจง
เขาคิดว่าดีจริงๆ ที่มีชายชราเซิ้งจงอยู่ด้วย โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าชายชราเซิ้งจงมีความคิดชั่วร้ายมากเพียงใด ทุกวันเฝ้ารอแต่จะยึดร่างของเขาเท่านั้น
เหตุผลที่ชายชราเซิ้งจงพูดปลอบโยนเย่เฟิงอย่างอ่อนโยน ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการที่ชายชราเซิ้งจงอยากให้เย่เฟิงพยายามมากกว่านี้ เพื่อที่เขาจะได้ดูดพลังปราณมาเพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งของตัวเองได้มากขึ้น และเร็วขึ้นกว่าเดิม
“จริงสิ ท่านอาจารย์ หญิงสาวที่ช่วยข้าไว้เมื่อเดือนก่อน เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ดาราจริงหรือ?” อยู่ๆ เย่เฟิงก็เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงเรื่องนี้แทน
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเขาอดแดงขึ้นมาไม่ได้ พร้อมกับหัวใจที่เต้นถี่รัว บอกตามตรงว่าเขาไม่เคยลืมเลือนวันนั้นได้เลย
วันนั้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เขาเข้าไปทำภารกิจล่าสัตว์อสูรในป่าร้อยอสูร แต่โชคไม่ดีไปเจอกับสัตว์อสูรระดับก่อตั้งปราณเข้า
เดิมทีเย่เฟิงคิดว่าตัวเองจะไม่รอดเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมีคนเข้ามาช่วย และคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่เย่เฟิงพูดออกมาเมื่อครู่นี้เอง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมหน้า เผยเพียงดวงตาเท่านั้น แต่เย่เฟิงก็รู้ว่าเธอนั้นต้องเป็นคนที่สวยงามมากแน่ ลำพังดวงตาคู่นั้นก็ตราตรึงอยู่ภายในใจของเขามาเป็นเวลานาน จนยากลืมเลือน
‘ไม่ผิดแน่ สวมใส่ชุดศิษย์หลักของสำนักกระบี่ดารา ที่ข้างเอวห้อยป้ายที่มีคำว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ไว้’ ชายชราเซิ้งจงตอบคำถามของเย่เฟิง
‘อายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี แต่กลับมีพื้นฐานฝึกตนในระดับปราณปฐพีขั้นปลายแล้ว นางเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ดาราไม่ผิดแน่!’
ถ้าหากจะถามว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์คืออะไรนั้น คำตอบมีเพียงผู้มีสิทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าสำนักกระบี่ดาราในอนาคต
ด้วยความที่มีสตรีศักดิ์สิทธิ์ บุรุษศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีเช่นกัน แน่นอนว่ามีสิทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าสำนักเหมือนกัน
เรียกได้ว่าหากไม่ตายก่อน ในอนาคต เจ้าสำนักกระบี่ดารา ไม่บุรุษศักดิ์สิทธิ์ก็สตรีศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้เป็น
“สตรีศักดิ์สิทธิ์...” เย่เฟิงพึมพำออกมา สีหน้าหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว ฐานะช่างสูงเกินกว่าเขาลิบลิ่ว
เขาที่เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่ดารา รู้เรื่องฐานะของสตรีศักดิ์สิทธิ์ดีอยู่แล้ว
ฐานะของสตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นรองเพียงผู้อาวุโสสิบที่นั่งหลัก รองเจ้าสำนักและเจ้าสำนักเท่านั้น นอกนั้นเหนือกว่าทั้งหมดในสำนักกระบี่ดารา
‘ไม่ได้! ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้ ไม่ว่านางจะอยู่สูงเพียงใด ข้าจะไปหานางและครอบครองนางทั้งตัวและหัวใจ!’ เย่เฟิงคิดในใจ สีหน้าหม่นหมองเลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว
จากจุดนี้ ไม่ยากเย็นเกินไปที่จะคาดเดาว่าเย่เฟิงนั้นหลงรักสตรีศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรกพบหน้า และอยากได้เธอจนใจจะขาด
ย่อมเป็นเช่นนี้ บุตรแห่งโชคชะตานั้น ไม่ว่าพบเห็นหญิงสาวใดที่มีความสวยงดงาม ล้วนอยากจะครอบครองทั้งสิ้น
ชายชราเซิ้งจงที่ล่วงรู้ความคิดของเย่เฟิงลอบเย้ยหยันอยู่ภายในใจอย่างเงียบๆ
‘น้ำหน้าสวะอย่างเจ้าอย่าได้ฝัน เมื่อใดที่ข้ายึดร่างเจ้าสำเร็จ นางจะเป็นของข้าต่างหาก!’
จากความคิดเหล่านี้ของชายชราเซิ้งจง ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดีว่า เขาเองก็อยากที่จะครอบครองสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักดาราเช่นเดียวกัน
จริงอยู่ที่ว่าชายชราเซิ้งจงเคยเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับราชันย์ในสมัยโบราณ มีอายุมาหลายพันปี แต่เขาก็เป็นผู้มักมายในกามคุณ
เมื่อพบเห็นหญิงงาม ไหนเลยหักห้ามใจ ไม่อยากครอบครองได้
................................
ด้านหน้าถ้ำฝึกตนของกู้เฉิน มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ เธอสวมใส่ชุดของศิษย์หลักสำนักกระบี่ดารา ใบหน้าไม่อาจมองเห็น
เนื่องจากถูกปิดซ่อนด้วยผ้าคลุมหน้า เผยเพียงดวงตาคู่สวยสีฟ้าสดใสราวกับดวงดาราเท่านั้น
เรือนผมของเธอ ก็ไม่อาจพบเห็นได้ว่ามีสีใด สั้นหรือยาว เพราะมันถูกผ้าปกคลุมเอาไว้เช่นเดียวกัน ที่ข้างเอวห้อยป้ายหยกที่สลักคำว่า ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ เอาไว้ ในมือยังถือกระบี่ซึ่งมีฝักสีขาวงดงามเล่มหนึ่งเอาไว้
ตัวตนของเธอ ย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากสตรีศักดิ์สิทธิ์ของสำนักกระบี่ดาราที่เย่เฟิงกับชายชราเซิ้งจงพูดถึง
เธอมีแซ่ว่าลั่ว มีชื่อสองตัวว่าชิงอิ๋น
‘ที่นี่หรือคือถ้ำฝึกตนของกู้เฉินที่ท่านอาจารย์พูดถึง?’ ลั่วชิงอิ๋นคิดในใจ
การมาที่นี่ของเธอ ไม่ใช่การมาโดยไม่มีเหตุผล มันมีเหตุผลอยู่ และเหตุผลที่ว่าก็คือ เธอต้องการมาดูหน้าของกู้เฉิน อัจฉริยะที่ท่านอาจารย์ของเธอพูดถึง รวมไปถึงผู้มีชื่อสะท้านไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ดาราในวันนี้
นอกจากนี้ เขายังเป็นเหมือนเธอ เข้าเป็นศิษย์หลักตอนอายุสิบเก้าปีด้วยพื้นฐานฝึกตนระดับปราณปฐพีขั้นต้น
จะบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะระดับเดียวกันกับเธอก็ไม่ผิดนัก
‘ไม่รู้ว่าจะเป็นคนอย่างไรกันแน่?’ ลั่วชิงอิ๋นสงสัยเกี่ยวกับกู้เฉินไม่น้อย ‘ใช่เป็นบุคคลอันเย่อหยิ่งหรือว่าอ่อนน้อมถ่อมตน?’
ในเวลานี้เองขณะที่ลั่วชิงอิ๋นคิดอยู่ ประตูหินของถ้ำฝึกตนค่อยๆ ถูกเลื่อนปิดออก ร่างหนึ่งในชุดศิษย์หลักได้ก้าวเดินออกมา
คนที่ออกมาย่อมเป็นกู้เฉิน เหตุผลที่เขาออกมา ล้วนสัมผัสได้ถึงการมาของลั่วชิงอิ๋น
ผู้ฝึกตนตั้งแต่ระดับปราณปฐพีขึ้นไป สามารถใช้จิตสัมผัสได้ แม้จิตสัมผัสตอนนี้ของเขายังไม่กล้าแข็งมากนัก อย่างไรก็ดี การสัมผัสถึงการมาของลั่วชิงอิ๋น ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเขา
เมื่อก้าวออกมาจากถ้ำฝึกตน สายตาของเขาก็มองที่ลั่วชิงอิ๋นอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นผู้ใด
แต่มีอย่างหนึ่งที่เขารู้ คือคนตรงหน้าเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน หลักฐานคือภูเขาสองลูกที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่หน้าอก ทั้งยังมีขนาดไม่เบา...
จบบทที่ 32