บทที่ 2
แรกพบหน้า
ไอ้คำว่า ‘ค่อยไปคุยบนรถ’ นั่นมันคือการส่งเขาไปลานปะาชัด ๆ !
แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป ตอนนี้ลงจากรถไม่ทันแล้ว
พอโจวอี้เห็นเขาขึ้นเรือโจรสลัดแล้วนึกเสียใจภายหลัง ก็หันมาถากถาง“ปอดแหก”
“ถ้าเป็นายเอง นายไม่ปอดแหกเรอะ”
เปียนเสียหันไปโมโหใส่อีกฝ่าย
“วงการทนายมันแคบนักรึไงเื่บังเอิญขนาดนี้ก็มีด้วยเหรอขนาดนิยายเถื่อนสิบแปดบวกยังไม่จั่วเื่มาแบบนี้เลย บ้าบอชัด ๆ”
โจวอี้ไม่ตอบเขาเอาแต่เหยียบคันเร่งขับรถตรงไปตามถนนฮว๋ายไห่ มุ่งหน้าไปยังกลุ่มอาคารไท่กู่ฮุ่ย[1]
ระหว่างนั้นเปียนเสียก็พร่ำบ่นไม่หยุดตลอดทาง
“นายรู้จักเฉิงไป๋ด้วยเหรอไม่เห็นเคยได้ยินนายพูดถึงเลย”
“ถ้านายบอกแต่แรก ฉันก็ไม่เขียนแล้วไหม แล้วนี่สตูดิโอเราก็ยังดี ๆอยู่ จำเป็ต้องเชิญทนายชื่อฉาวอย่างนั้นมาด้วยเหรอ เฮ้อ เหล่าโจว นายต้องคิดให้ดีนะที่งานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือวันก่อนน่ะฉัน...”
“นี่ต้องพาฉันไปเจอเธอจริง ๆเหรอ”
“ชีวิตฉันมีค่ามากเลยนะ”
“เกิดเข้าไปแล้วโดนซ้อมตายขึ้นมาจะทำยังไง”
โจวอี้สูดหายใจลึกครั้งหนึ่งหลังจากทนฟังมานาน ก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วเขาหันมองห้างสรรพสินค้าข้างนอกหน้าต่างรถแล้วถาม “กินข้าวเช้าข้าวเที่ยงหรือยัง”
เปียนเสียปิดปากฉับทันที
โจวอี้เหลือบมองก่อนหัวเราะเย็นเยียบแล้วถากถางไปอีกคำ “ไม่เนียน”
แต่ถึงปากจะพูดเช่นนี้ พอขับรถไปได้อีกแค่ไม่เท่าไร โจวอี้ก็เลี้ยวรถจอดข้างทางพร้อมหันมาสั่งว่า “รอในรถ” ก่อนจะเดินออกไปที่ร้านโจ๊กแห่งหนึ่ง เขากลับออกมาพร้อมโจ๊กกังป๋วย[2]หัวใจเป็ดหนึ่งถ้วยแล้วยื่นให้เปียนเสีย
จากนั้นรถก็ขับมุ่งไปยังกลุ่มอาคารไท่กู่ฮุ่ยอีกครั้ง
เปียนเสียเปิดฝาถ้วยโจ๊กใช้ช้อนตักชิมแล้วแอบย่นคิ้ว รสชาติช่างดาษดื่นเหลือเกินแต่พอเห็นสีหน้ามืดทะมึนของโจวอี้ เขาก็อดทนไว้แล้วกลั้นใจฝืนให้ตัวเองซดโจ๊กเข้าไปจนเกือบครึ่งชาม
กระเพาะของเปียนเสียไม่ค่อยดีนัก
นั่นเป็เพราะตอนที่เริ่มเขียนหนังสือปีแรก ๆ เขาไม่ใส่ใจสุขภาพเอาแต่นั่งแช่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันเป็ประจำพอเขาตั้งสมาธิกับการเขียนแล้วก็ลืมเื่อื่นไปหมด บางครั้งก็ไม่ได้กินข้าวสักมื้อเลยทั้งวันบทจะกิน บางทีก็กินวันละตั้งสี่ห้ามื้อ เรียกได้ว่าทำงานพักผ่อนไม่เป็เวลานั่นเอง
กว่าจะเขียนหนังสือจนโด่งดังใน่หลัง กระเพาะของเขาก็พังไปแล้ว
นอกจากนี้เขายังมีเื่นิสัยจุกจิกในการกินอีกอะไรที่คนอื่นกินอย่างอร่อยล้ำ ตัวเปียนเสียกลับกินแล้วได้รสชาติเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้งดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยกระตือรือร้นเื่อาหารการกินเท่าไรนักยิ่งถ้ามีเื่อะไรล่าช้าหรือเจองานเร่งด่วนเข้าไป ก็มักจะลืมกินข้าวอยู่ตลอด
โจวอี้เคยต้องหามส่งเปียนเสียเข้าโรงพยาบาลมาแล้วในสมัยที่ยังไม่ได้เป็ผู้จัดการจึงจดจำเื่กระเพาะของเปียนเสียได้ขึ้นใจ ต่อมาพอได้เป็ผู้จัดการของเขานอกจากจับตาดูเื่งานเขียนแล้วก็ยังจับตาดูเื่อาหารการกินของเขาด้วย
บางครั้งเปียนเสียก็รู้ตัวเหมือนกันว่าตนเองเป็คนเื่เยอะ
แต่ถึงจะรู้ตัว ก็ไม่ได้ช่วยทำให้โจวอี้เลิกบอกว่าเขาเป็เด็กประถมที่ดูแลตัวเองไม่ได้แต่อย่างใด
่เวลานี้ไม่ถือว่าเป็ชั่วโมงที่รถติดที่สุดแต่ระหว่างทางก็ยังต้องขับ ๆ หยุด ๆ อยู่ตลอด จนรวมแล้วใช้เวลาไปยี่สิบนาทีกว่า ๆจึงจะถึงย่านใจกลางกลุ่มอาคารไท่กู่ฮุ่ย พอเดินเข้ามาในตึกหมายเลขหนึ่ง โจวอี้ก็ลงทะเบียนเข้าพบตามนัดที่ล็อบบี้รับรหัสผ่านประตู แล้วขึ้นลิฟต์ที่อยู่ด้านใน
พอเข้ามาในลิฟต์ โจวอี้ก็หันมาทำข้อตกลงกับเปียนเสีย
“พอไปถึงแล้วฉันจะพูดเปิดให้นายขอขมาเธอ ตกลงตามนี้นะ”
“เหตุผลล่ะ?”
เปียนเสียล้วงสองมือเข้ากระเป๋าแล้วถามอีกฝ่าย
โจวอี้ขมวดคิ้ว “เธอไม่ได้เป็คนแบบนั้น”
เปียนเสียหัวเราะ “ในเมื่อเธอไม่ได้เป็คนแบบนั้นงั้นนายคิดว่าคนอย่างฉันเปียนเสียจะเห็นแก่ข้าวห้าถัง[3]ยอมอ่อนข้อ ยอมทิ้งหลักการของตัวเองแล้วอย่างนั้นเหรอยังไงก็ต้องเจอหน้าก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”
ต้องเจอกันก่อนถึงจะบอกได้
ถึงตอนนั้นเขาจะเมาก็จริงแต่ยังไงการขอโทษก็ถือเป็เื่ซีเรียส
เมื่อมีควันก็ย่อมต้องมีไฟ
ถ้าเฉิงไป๋เป็ทนายจิตใจดำมืดจริงๆ ละก็ เขาคงต้องปฏิเสธที่จะขอโทษเธอ และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือใด ๆอย่างเด็ดขาดด้วย
ดังนั้นเปียนเสียจึงหอบความสงสัยใคร่รู้ตามโจวอี้ขึ้นมาถึงชั้นที่ยี่สิบห้าแต่ขณะกำลังจะเดินเข้าไป โทรศัพท์ของโจวอี้ก็ดังขึ้น พอเห็นเบอร์ที่โทรมา อีกฝ่ายก็ขมวดคิ้วแล้วทำสัญญาณมือบอกเปียนเสียว่าให้รอสักเดี๋ยวก่อนจะเดินแยกตัวออกไปรับสาย
ทว่าเปียนเสียไม่ใช่ว่าง่ายเชื่อฟังใครอยู่แล้ว
เขารออยู่แค่แวบเดียว ลอบมองแผ่นหลังของผู้จัดการตัวเอง พลางเอามือลูบคางครุ่นคิดสักพักก็ตัดสินใจเดินตรงเข้าไปในบริษัทกฎหมายเพียงคนเดียว แล้วเริ่มสำรวจประเมิน
หญิงสาวฝ่ายประชาสัมพันธ์ส่วนหน้าคนนี้ประจำอยู่ที่บริษัทมาได้ระยะหนึ่งแล้วเคยพบผู้คนมามากหน้าหลายตายิ่งเคยได้เจอหนุ่มหล่อระดับพรีเมียมที่ชื่อว่าเซี่ยหลีคนนั้นหลายครั้งจึงค่อนข้างด้านชา ไม่ว่าจะเป็ใครมาก็ล้วนมีสีหน้าเฉยเมยใส่ทั้งนั้น
แต่ทันทีที่เห็นเปียนเสียหญิงสาวก็ตาลุกวาว
เปียนเสียมีรอยยิ้มละไมแสนสุภาพบนใบหน้า“สวัสดีครับ ผมแซ่เปียน ที่นัดไว้ครับ ไม่ทราบว่าทนายเฉิงไป๋อยู่รึเปล่าครับ”
********************
และแล้วเปียนเสียก็ ‘ลอบเข้ามา’ ได้สำเร็จ
เขาคิดจะอาศัยจังหวะที่โจวอี้ไม่อยู่เข้าไปคุยกับ‘ทนายใหญ่เฉิงไป๋’ ผู้สามารถทำให้ผู้จัดการของเขาถึงกับออกตัวช่วยพูดปกป้องได้ดูสักหน่อย
พนักงานประชาสัมพันธ์พาเขาไปยังห้องทำงานของเฉิงไป๋
แต่โชคร้ายที่คนกลับไม่อยู่
พนักงานประชาสัมพันธ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เธอเห็นทนายเฉิงออกไปข้างนอกแต่เป็เพราะ่บ่ายมีนัด จึงน่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ดังนั้นเลยให้เขารอตรงนี้สักครู่
เปียนเสียอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
พอเข้ามานั่งในห้องทำงาน เขาก็เริ่มกวาดตาสำรวจการตกแต่งรอบ ๆ
ห้องทำงานนี้ถูกแบ่งออกเป็สองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็โต๊ะทำงานส่วนอีกครึ่งเป็โซฟารับแขก
เขานั่งอยู่บนโซฟา ขยับมือลูบเบาะไปมา
“ของใหม่หมดเลยแฮะ”
เหมือนกับบ้านสไตล์ตะวันตกที่เพิ่งตกแต่งใหม่ของเขาเอง
ตรงผนังฝั่งที่หันออกข้างนอกมีหน้าต่างกระจกบานยาวั้แ่เพดานจดพื้นแสงแดดจากภายนอกทะลุผ่านเข้ามา ทำให้ทั้งห้องทำงานสว่างไสวและดูเรียบง่ายขณะนี้เป็่บ่ายแล้ว พระอาทิตย์ยามฤดูใบไม้ร่วงสาดแสงอย่างอบอุ่นเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังสามารถเห็นหอคอยไข่มุกตะวันออก[4]ได้ ทิวทัศน์เปิดกว้างกระจ่างตา
ส่วนอีกฝั่งของห้องเป็โต๊ะทำงานกับชั้นวางหนังสือ
ตรงที่แขวนเสื้อผ้ามีเสื้อโคตสไตล์ตะวันตกสีฟ้าหม่นตัวหนึ่งแขวนอยู่
บนโต๊ะมีกองแฟ้มเอกสารวางเรียงจนแน่นขนัดข้าง ๆ กันยังมีโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าไว้ และห่อลูกอมเปปเปอร์มินต์ที่แกะคาอยู่ครึ่งหนึ่ง
ทนายใหญ่เฉิงน่าจะเพิ่งออกไปได้ไม่นานและคงจะกลับมาเร็ว ๆ นี้แน่ ไม่งั้นคงไม่วางมือถือทิ้งไว้
แต่ว่าลูกอมเปปเปอร์มินต์นั่น...
เปียนเสียหยุดสายตามองห่อลูกอมอยู่ครู่หนึ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนหันไปทางชั้นหนังสือ
ว่ากันว่าคนเราสามารถมองรสนิยมและนิสัยคร่าว ๆของใครคนหนึ่งออกจากชั้นหนังสือได้เพียงแต่เขาไม่นึกเลยว่าจะเจอแต่หนังสือกฎหมายวางเรียงเป็ตับดูไม่รู้เื่เลยสักนิด จึงนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง
จากนั้นเมื่อเขามายืนพิจารณาอยู่ตรงหน้าชั้นก็พบกับหนังสือ ‘Republic[5]’ เล่มหนึ่ง
หน้าปกเป็ภาษาอังกฤษล้วนตีพิมพ์ในปี 1945
เป็หนังสือเก่ามาก
แต่ตำแหน่งที่วางกลับสามารถหันหลังจากโต๊ะทำงานมาเอื้อมหยิบได้ง่ายๆ
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดยเพลโต[6]ซึ่งแท้จริงแล้วยืมเื่ราวมาจากโสกราตีส[7] อีกที โดยเขียนเล่าถึงแิด้านปรัชญาการศึกษาและแง่มุมต่าง ๆ ของตัวเพลโต
เปียนเสียเองก็เคยอ่านเช่นกัน
เขาอดพึมพำออกมาไม่ได้“หายากนะนี่...”
แต่เขาไม่ได้เอื้อมมือไปเปิดดูเพียงแค่มองอยู่สักพักแล้วก็เตรียมจะกลับไปนั่งรอต่อ แต่พอหันไป หางตาก็ถูกแสงสะท้อนจากบางสิ่งกระทบเข้าเป็กรอบรูปไม้ชิ้นหนึ่ง
มีขนาดประมาณกระดาษเอสี่
แต่กลับวางคว่ำเอาไว้
ไม่รู้ว่าด้านหน้าเป็รูปอะไร
เปียนเสียคิดว่าคงมีคนไม่ระวังเดินชนล้มเข้าจึงคิดจะช่วยจัดกลับเข้าที่ แต่เมื่อยื่นมือหยิบกรอบรูปพลิกกลับขึ้นมาก็ต้องตกตะลึง
ในกรอบรูปคือกระดาษขาวขลิบขอบทองดีไซน์หรูหราอลังการ
ตรงใจกลางขอบ้ามีตราสภาทนายความสีน้ำเงินเข้มประทับอยู่
นี่ไม่ใช่รูปถ่าย
ทว่าเป็ใบประกาศเกียรติคุณ
เขียนไว้ว่า ทนายรุ่นเยาว์สิบอันดับต้นแห่งปีประจำนครเซี่ยงไฮ้เฉิงไป๋
สำนักงานยุติธรรมเทศบาลนครและสภาทนายร่วมประกาศ
เวลาคือหนึ่งมกราคมของปีนี้
ในแวบแรกเปียนเสียยังคิดว่าตัวเขาตาฝาด
เฉิงไป๋?
ทนายรุ่นเยาว์สิบอันดับต้นแห่งปีเหรอ
แต่ครู่ต่อมาเขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบรายละเอียดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่ง
หากไม่หยิบขึ้นมาดูจะไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วใบประกาศเกียรติคุณฉบับนี้ล้มลงโดยหันส่วนหัวเข้าหาผนังข้างหลังซึ่งปกติถ้าของที่วางไว้เอนล้ม ก็มักจะหันออกหรือไม่ก็ร่วงตกพื้นไม่มีเหตุผลที่จะหันหน้าเข้าไปด้านในแบบนี้
หรือที่เขาจะบอกก็คือ...
มันไม่ได้ถูกคนชนล้มแต่โดนคนจงใจจับคว่ำเอาไว้
ราวกับว่าผู้เป็เ้าของไม่อยากโชว์ให้คนอื่นมองเห็น
แต่ว่าทำไมกันล่ะ
เปียนเสียจ้องมองคำว่า ‘เฉิงไป๋’บนแผ่นกระดาษ แต่ยังไม่ทันนึกสาเหตุอะไรออก เขาก็พลันมองเห็นภาพสะท้อนประตูห้องจากกรอบกระจกในมือ
ในนั้นปรากฏเงาร่างหนึ่ง
ดวงตาของอีกฝ่ายจับจ้องอยู่บนกรอบรูปสบสายตากับเขาผ่านเงาสะท้อน
พอเปียนเสียหมุนตัวกลับมา ก็เจอเข้ากับเฉิงไป๋อย่างจัง
อีกฝ่ายสวมเชิ้ตสีขาวคอปกกว้าง แขนเสื้อม้วนขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นข้อมือขาวราวหิมะซึ่งสวมนาฬิกาสีน้ำเงินเข้ม หน้าปัดดับเบิลไซซ์กางเกงทรงกระบอกตรงสีฟ้าหม่นเข้าคู่กับเสื้อโคตที่แขวนไว้บนชั้นเป็สีสันที่กึ่งเคร่งขรึมและกึ่งสดใส ทำให้ดูบุคลิกไม่แข็งกร้าวนัก
ทว่าดวงหน้านี้...
กลับงดงามกว่าบรรดารูปถ่ายที่เขาเห็นบนไป่ตู้[8]มากมายหลายเท่า
แพขนตางอนยาว หางตาคม ริมฝีปากสีอ่อน เรือนผมยาวหยักเป็ลอนน้อย ๆตรงใบหูประดับต่างหูมาลาไคต์รูปดาวแปดแฉก แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ขมวดคิ้วทว่าแววตาที่จ้องมองมาอย่างเงียบงันนั้นก็ทำให้คนััได้ถึงความเ็าและความไม่พอใจได้อย่างเบาบาง
ในมือเฉิงไป๋กำลังถือแก้วเก็บอุณหภูมิที่บรรจุน้ำเก๋ากี้ส่วนในมือเปียนเสียกำลังถือใบประกาศเกียรติคุณของเธอ ทั้งสองสบตากันแน่วนิ่ง
ชั่วขณะนั้นไม่มีใครพูดอะไรสักคำ
พอโจวอี้ที่เจอเฉิงไป๋ข้างนอกและตามหลังอีกฝ่ายมาเห็นฉากนี้เข้า ก็พลันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเขาพยายามเอ่ยแนะนำตัว “ทนายเฉิง คุณคนนี้คือ...”
เฉิงไป๋มองเปียนเสียเหยียดยิ้มตรงมุมปากขณะกล่าวเบา ๆ “ทราบค่ะเป็คุณนักเขียนใหญ่ที่เสียดสีว่าฉันทำคดีให้เฉพาะสวะนั่นเองได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วค่ะ”
[1] กลุ่มอาคารศูนย์รวมธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่หลายมณฑลประกอบไปด้วยศูนย์การค้าครบวงจร รวมทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และบริษัทต่าง ๆสาขานี้ตั้งอยู่ในเขตเจียงอัน มณฑลเซี่ยงไฮ้
[2] หอยเชลล์แห้ง
[3] สำนวน ยอมละทิ้งหลักการของตัวเองเพื่อผลประโยชน์
[4] Oriental Pearl Tower หอไข่มุกตะวันออกเป็หอส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์สูง 468 เมตรเป็สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในจีนั้แ่ปี 1994 ถึงปี 2007และถูกจัดให้เป็พื้นที่ที่มีความสวยงามเกรด AAAAA โดยการท่องเที่ยวแห่งชาติของจีนและปัจจุบันถือเป็หอคอยที่สูงที่สุดเป็อันดับห้าของโลก และเป็สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่นอกจากจะใช้ในด้านการสื่อสารแล้วยังเป็สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองอีกด้วยตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
[5] Republic (กรีก: Πολιτεία, มีความหมายว่า"การปกครองที่ดีที่สุด"; ละติน: Res Publica, มีความหมายว่า"กิจการสาธารณะ"; อังกฤษ: The Republic) เป็บทสนทนาของโสกราตีสที่เขียนโดยเพลโตประมาณ 360 ปีก่อนคริสตกาลเป็หนึ่งในบรรดางานเขียนที่มีอิทธิพลต่อทฤษฎีทางด้านปรัชญาและการปกครองอย่างมากที่สุดและเป็ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเพลโตเนื้อหาในเื่เป็การสนทนาระหว่างโสกราตีสกับชาวกรุงเอเธนส์และชาวต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง ที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับเื่ความยุติธรรมและข้อสงสัยว่าผู้มีใจเป็ธรรมจะมีความสุขมากกว่าผู้มีใจคดหรือไม่ หากมีนครในอุดมคติโดยที่นครแห่งนี้ปกครองโดยกษัตริย์ผู้เป็ปราชญ์บทสนทนาแสดงให้เห็นถึงลักษณะของนักปรัชญารูปแบบและความขัดแย้งระหว่างแิทางปรัชญากับงานกวีนิพนธ์รวมถึงสื่อให้เห็นจิติญญาอันเป็ะ
[6] นักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อแิตะวันตกเขาเป็ลูกศิษย์ของโสกราตีส เป็อาจารย์ของอริสโตเติล เป็นักเขียนและเป็ผู้ก่อตั้งอคาเดมีซึ่งเป็สำนักวิชาในกรุงเอเธนส์
[7] นักปราชญ์ของกรีกโบราณ และเป็ชาวเมืองเอเธนส์ซึ่งถือกันว่าเป็ผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก
[8] ไป่ตู้ (จีน: 百度;พินอิน: Bǎidù) เป็เสิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของประเทศจีน และเป็เว็บไซต์ที่คนใช้มากที่สุดอันดับ4 ของโลก (ข้อมูล เมษายน พ.ศ. 2563)