ภายในรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่ที่เอกวัตรพาอีกสามชีวิตโลดแล่นไปตามท้องถนนมุ่งหน้าสู่ชานเมืองเขาได้รับหน้าที่พลขับสำหรับทริปเที่ยวครั้งนี้ โดยมีอัชรอฟนั่งคู่ด้านข้างด้วยกันและอาณัติกับนาดานั่งด้านหลังปลายทางแห่งแรกคือบ้านคุณตาคุณยายของระรินดาว..มารดาผู้มาเยือน
“อาณัติคะช่วยเล่าเรื่องที่บ้านสวนของคุณแม่ให้ฟังหน่อยได้ไหม แม่บอกว่าอาณัติไปที่นั่นบ่อยๆ”เขาหันมายิ้มน้อยๆ เมื่อย้อนนึกถึงช่วงชีวิตสมัยเรียน เขาคือขาประจำของบ้านยายอุษาเด็กสาวรีบเขยิบเข้ามาใกล้รอฟังอย่างตั้งใจจนหนุ่มใหญ่ต้องแกล้งหันไปมองทิวทัศน์รอบตัว
“นี่เราถึงไหนกันแล้ว”
“เลี้ยวขวาหน้านี้ก็เข้าเส้นรังสิตนครนายกแล้วครับ”เอกวัตรตอบเสียงเรียบโดยยังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างระมัดระวัง
“เรากำลังเข้าสู่เส้นทางชนบทแล้วต่อไปตึกรามบ้านช่องจะน้อยลง สองข้างทางจะเห็นแนวธรรมชาติมากขึ้น”
“มันมีอะไรบ้างคะ”
“เด่นๆ เลยก็ทุ่งนาเขียวพรืดสุดลูกหูลูกตา” เขาหันมามองคนข้างกายอย่างเอ็นดู“เคยเห็นหรือเปล่าล่ะเราน่ะ” คนถูกถามเผยยิ้มแห้งๆ
“เคยแต่ในรูปค่ะคุณแม่บอกว่าอาณัติชอบสีเขียวของทุ่งนามากเพราะมองแล้วสดชื่น” เขาพยักหน้าก่อนจะหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย
“แม่เราเล่าอะไรให้ฟังบ้างเหมือนว่านาดาจะรู้หมดแล้วนะ” สาวน้อยทำตาโตเหมือนเด็กทำผิดแล้วถูกจับได้ แต่ก็ไม่วายแจกความอ้อนให้คนตัวโตแทบหายใจหายคอไม่คล่อง
“ก็อยากฟังอีกนี่นา นะๆ เล่าให้ฟังหน่อยคุณแม่เล่ากับอาณัติเล่าอาจจะคนละแบบกันก็ได้ค่ะ” มือหนาต้องยกมาประคองหัวเล็กๆที่เอนมาพิงไหล่เของเขาอย่างชั่งใจ สาวแรกรุ่นตัวนิ่มๆ ข้างกายคนนี้คือหลานสาว
“อาณัติระวังยัยนาดาดีๆ นะครับ”เสียงเตือนของอัชรอฟทำให้สองชีวิตด้านหลังเหลือบตามอง
“อะไรอาช! ช่วยเอดูทางไปเถอะ”
“ก็ดูอยู่”คนเป็นพี่ย่นหน้าให้น้องสาวก่อนจะเฉลยความในคำแรก“นาดาเขาหลงรักอาณัติตั้งแต่เด็กแล้วครับ”
“อาช!”
“หรือไม่จริง ยัยเด็กแก่แดด ปีนี้ก็ 17 แล้วยังเหมือนไม่โต ดิลฮามยังดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอีก” คนที่ถูกพาดพิงถึงคือน้องชายคนเล็กของพวกเขาเล่นเอาคนเป็นน้องสาวหน้าแดงฉ่าให้เห็นไม่ใช่ว่าจะโกรธอะไรคนเป็นพี่หรอก..แต่เพราะเขินจัดมากกว่า
มือหนาคว้าข้อมือบางคนข้างกายไว้แน่น นาดามองสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายแล้วถึงกับพูดอะไรไม่ออกซึ่งอาณัติเองก็ไม่ได้ต้องการคำอธิบายอะไร เพราะเขานึกได้เพียงประการเดียวคือ
“แม่รินคงเล่าเรื่องของอาให้เราฟังบ่อยล่ะสิถึงได้เอาไปฝังใจอย่างนั้น”