ตอนที่8 รายได้ก้อนแรก
หากชนะสองในสามจะมีสิทธิ์เปิดร้านสาขาได้แค่ร้านเดียวต่อปีพร้อมกับมีสิทธิ์ซื้อหินหยาบจากแหล่งกลางของสมาคมได้ 2 ครั้งต่อปี หากชนะทั้งสามครั้งจะมีสิทธิ์เปิดร้านสาขาได้2-3 ร้านต่อปี พร้อมกับมีสิทธิ์ซื้อหินหยาบจากแหล่งกลางของสมาคมได้มากถึง 4ครั้งต่อปี แต่ถ้าแพ้ทั้งสามครั้งจะไม่มีสิทธิ์เปิดร้านสาขา แต่สามารถซื้อหินหยาบได้1 ครั้งต่อปีเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็การปิดประตูความรุ่งโรจน์ของธุรกิจด้านนี้โดยตรง
ซูเวยเปิดใช้ดวงตา์โดยตรงเพื่อมองสำรวจคร่าวๆก่อนเดินไปเลือกหยิบหินออกมาวางโดยที่เธอแค่มีหน้าที่ส่องไฟและลูบคลำหินหยาบ หลังจากนั้นค่อยกวักมือเรียกคนของคุณชายกัวให้มาช่วยยกหินออกไปวางข้างเครื่องตัดหินซึ่งเป็กรณียืดหยุ่นครั้งแรกในการพนันหินระหว่างสองตระกูล เนื่องจากทุกคนยอมให้ซูเวยมีคนช่วยยกเพราะเธอตัวเล็กเกินไปจนทำให้ไม่สามารถยกหินก้อนใหญ่และหนักได้
เวลานี้ซูเวยรู้สภาพหินหยาบทั้งสามร้อยก้อนแล้วเธอคิดวางแผนในใจเงียบๆคนเดียว โดยซูเวยมีการปรับเปลี่ยนแผนเล็กน้อย
นั่นคือเธอจะเลือกหินที่ดีไว้หลายๆก้อน เพื่อที่จะนำเงินที่ได้จากกัวจวินจำนวน 500,000หยวนนั้นมาซื้อหินหยาบและเปิดหินแล้วขายต่อทันที เนื่องจากเธอเพิ่งรับรู้ว่าคนที่มาด้วยกันกับฝั่งพี่ชายจวินและฝั่งตระกูลติงนั้นมีพ่อค้าร้านอัญมณีจากต่างถิ่นแต่บังเอิญรู้จักกับทั้งสองตระกูล จึงมาร่วมชมการแข่งขันครั้งนี้ด้วยทำให้ซูเวยตัดสินใจเปลี่ยนแผนการหาเงินของตนเองในทันที
“ทำไมซูเวยยังยืนนิ่งอยู่แบบนี้ละ?” พ่อบ้านหูส่งเสียงด้วยความกังวลใจที่เห็นซูเวยยืนนิ่งแทนที่เธอจะรีบเข้าไปตรวจสอบหินหยาบแล้วคัดเลือกออกมาไว้เหมือนกับที่ปรมาจารย์ถังของทางตระกูลติงกำลังทำอยู่ในเวลานี้
“ดูไปก่อน”กัวจวินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแต่เขาสังเกตเห็นว่าซูเวยไม่มีท่าทางประหม่าหรือกังวลใจแต่อย่างใดแต่ดูเหมือนเธอกำลังคิดวางแผนอะไรบางอย่างมากกว่า
ด้านติงลู่จิวส่งเสียงเยาะเย้ยกัวจวินโดยตรงว่า“เฮ่อ!ดูท่าปรมาจารย์ตัวน้อยของคุณชายกัวจวินจะหมดท่า ไปไม่เป็เสียแล้วกระมัง”
“ยังไม่หมดเวลาอย่าหัวเราะก่อน ระวังฉันจะหัวเราะทีหลังดังกว่านะ” กัวจวินตอบโต้กลับอย่างไม่หวั่นเกรงเขายังเชื่อมั่นในตัวซูเวยอยู่ ถึงแม้ว่าเธอจะยังยืนนิ่งเหมือนไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวแต่อย่างใด
เวลาในการคัดเลือกหินหยาบทั้งสามก้อนนั้นใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นในเวลานี้ต่างฝ่ายต่างลุ้นและจับจ้องการกระทำของปรมาจารย์ถังและซูเวยเป็จุดสำคัญ
ปรมาจารย์ถังขมวดคิ้วแปลกใจที่เห็นว่าซูเวยมีท่าทางผ่อนคลายและดูสบายจนผิดสังเกตแต่เขาไม่ได้สนใจมากนักเพราะงานของเขาคือค้นหาหินหยาบที่มีมูลค่าสูงที่สุดให้ได้สามก้อนภายในหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับรับค่าจ้าง 200,000 หยวนเท่านั้น ดังนั้นเื่อื่นๆเขาจึงไม่สนใจ
ซูเวยมองเห็นหยกในกองหินหยาบทั้งหลายที่น่าสนใจมีทั้งหมดแค่สิบก้อนที่เหลือเป็หินหยาบที่มีหยกเล็กน้อยหรือมีมากแต่เป็เนื้อน้ำแข็งหรือเนื้อน้ำมันที่มีราคาต่ำกว่าเนื้อแก้ว ทันใดนั้นขณะที่ซูเวยกำลังถือไฟฉายเดินเข้าไปตรวจสอบเหมือนกับปรมาจารย์ถังปรากฏว่าเธอเหลือบมองเห็นหินหยาบขนาดเล็กเท่ากำปั้นผู้ใหญ่วางสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางหินหยาบก้อนใหญ่ภายนอกของหินก้อนนี้มีมลทินเป็รอยขีดข่วนรอบตัวหินแต่ทว่ารอยขีดข่วนมีเฉพาะส่วนเปลือกหินเท่านั้นลึกลงไปแค่ครึ่งเิเเป็เนื้อหินหยกแก้วสีครามซึ่งสวยงามแปลกตาเป็อย่างมาก
“ฮิๆฉันจะรวยงานนี้แหละนะ” ซูเวยยิ้มหัวเราะในใจอย่างมีความสุขเธอแค่จะเลือกหินให้มีมูลค่าสูงกว่าปรมาจารย์ถังเท่านั้นแต่ทว่าไม่ใช่หินหยาบที่มีหยกและมีสีที่หายากหรือราคาแพงอย่างแน่นอน เพราะเธอคิดจะซื้อหินหยาบเ่าั้และเปิดหินขายเองดังนั้นซูเวยจึงทำท่าเลือกหินอย่างผ่อนคลายไปเรื่อยๆพลางใช้ไฟฉายกำลังสูงส่องดูหินเหมือนผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายทำ
ท่าทางที่ดูจริงจังและเหมือนมืออาชีพของซูเวยนั้นทำให้นักธุรกิจทั้งฝั่งของตระกูลกัวและตระกูลติงพูดคุยกันด้วยความสนใจ
“นายคิดว่าเด็กน้อยคนนั้นจะชนะพนันหินไหม?”
“พูดยากนะยังเด็กเกินไป ประสบการณ์ก็มีน้อย ไม่น่าจะชนะปรมาจารย์ถังได้”
“แต่ผมอยากลองเข้าข้างคนใหม่ดูบ้างเผื่อว่าเด็กน้อยคนนี้จะสร้างความประหลาดใจให้กับพวกเราได้”
“น่าสนใจดูท่าทางเหมือนมืออาชีพอยู่นะ”
“ต้องดูไปเรื่อยๆงานนี้อาจมีอะไรสนุกๆให้พวกเราชม”
ซูเวยได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คนอย่างชัดเจนแต่เธอไม่ได้ให้ความสนใจกับเสียงเ่าั้ เพราะเวลานี้เธอรู้สึกสนุกที่ได้ทำท่าทางเหมือนหลอกผู้คนทั้งหลายทั้งที่ความจริงแล้วตนเองสามารถมองทะลุผ่านหินได้ทุกก้อนอย่างง่ายดายมีแค่สิ่งเดียวที่เธอไม่ สามารถมองทะลุผ่านได้ นั่นคือแหวนไม้แกะสลักบนนิ้วชี้ของเธอนั่นเอง
..........
เวลานี้ซูเวยเห็นว่าปรมาจารย์ถังเลือกหินหยาบและนำไปวางข้างเครื่องตัดหินครบทั้งสามก้อนแล้วซูเวยลอบพยักหน้าชื่นชมเขาอยู่ในใจ เนื่องจากเขาไม่มีทักษะพิเศษเหมือนตนเองแต่สามารถค้นหาหินหยกได้ซึ่งเป็หินหยกเนื้อแก้วสีชมพู เนื้อน้ำแข็งสีเขียวและเนื้อน้ำแข็งสีแดงส้ม
ซูเวยต้องระงับอาการตื่นเต้นยินดีไว้เนื่องจากเธอมีหินหยกที่ได้เลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งไม่ซ้ำกับที่ปรมาจารย์ถังเลือกออกไปทำให้เธอคิดว่าจะต้องได้เงินมากมายจากการขายหยกในครั้งนี้แน่นอน
จากนั้นซูเวยเดินไปเลือกหินหยาบที่เธอหมายตาไว้จำนวนสามก้อนที่มีมูลค่าสูงกว่าของฝั่งตรงข้ามอย่างแน่นอนนั่นคือ หินหยกเนื้อแก้วสีน้ำหมึกหรือสีดำ เนื้อแก้วสีม่วง และเนื้อแก้วสีเทาซูเวยกวักมือเรียกผู้ช่วยให้นำหินหยกทั้งสามก้อนขนาดใหญ่ออกไปวางข้างเครื่องตัดหินทันที
“หมดเวลา”เสียงของชายชราเฉียนปินดังขึ้นเมื่อเขาเหลือบมองดูนาฬิกาบนผนังซึ่งเป็จังหวะที่ซูเวยเดินกลับมาถึงเครื่องตัดหินพอดี
“ฝั่งตระกูลกัวเปิดหินก่อน”เฉิยนชิงส่งเสียงบอกกับทุกคน ซึ่งเป็ผลมาจากการโยนเหรียญเลือกว่าใครจะเป็ฝ่ายเปิดหินก่อน
ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงทำหน้าที่แจ้งกับทุกคนอีกครั้ง
ซูเวยได้รับสัญญาณจากกัวจวินและพ่อบ้านหูให้ขีดเส้นบนหินหยาบเพื่อลงมีดเธอวาดเส้นอย่างผ่อนคลายลงบนหินทั้งสามก้อน
จากนั้นเดินออกไปยืนข้างๆแล้วปล่อยให้พนักงานของโกดังเปิดหินเอง
ทันทีที่เครื่องตัดหินเริ่มทำงานกัวจวินถามซูเวยด้วยความกังวลว่า “เวยเวย เลือกหินหยกได้แบบไหน?”
“มีหินหยกเนื้อแก้วสีน้ำหมึกเนื้อแก้วสีม่วง และเนื้อแก้วสีเทาค่ะ พี่ชายจวินชนะแน่ๆ” ซูเวยตอบกลับอย่างมั่นใจ
กัวจวินลอบถอนหายใจแค่ยังมีความกังวลอยู่ขณะรอคอยผลการเปิดหินออกมา
“โอ๊ะ! นั่นหยกแก้วสีม่วงใช่ไหม?”มีเสียงอุทานอย่างตื่นเต้นของชายคนหนึ่งในกลุ่มของตระกูลติงดังขึ้นเมื่อเขาตาดีมองเห็นบางส่วนของหินหยกที่ถูกน้ำชะล้างแล้วเผยชนิดและสีของหินหยกออกมา
“ไม่น่าเชื่อ!”
“เป็ไปไม่ได้!”
“เด็กน้อยคนนั้นโชคดีเกินไปแล้ว”
“อาจจะโชคดีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ”
“เยี่ยมจริงๆเวยเวย” กัวจวินผุดขึ้นยืนทันทีที่เห็นเนื้อหินหยกอย่างชัดเจนเขาตื่นเต้นยินดีและไม่คิดว่าสัญชาตญาณของเขาจะแม่นยำขนาดนี้ พลางนึกแปลกใจที่ชนิดและสีหยกเป็ไปตามคำบอกเล่าของซูเวย
พ่อบ้านหูตาโตเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาแต่แฝงด้วยความยินดีเขาไม่คิดว่าซูเวยจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์และช่วยเหลือตระกูลกัวได้จริงๆ
“เด็กนั่นอาจโชคดีแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครับ”ปรมาจารย์ถังพูดปลอบใจเสียงเคร่งเครียดกับติงลู่จิวนั่นเป็เพราะว่าหากเขาแพ้พนันหินให้กับซูเวยเขาย่อมไม่ได้รับค่าจ้างแถมบางทีอาจต้องพบกับโชคร้ายจากลูกน้องของคุณชายติงด้วยทำให้เขากังวลและกระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติดที่
เมื่อเปิดหินก้อนแรกครบทุกด้านตามที่ซูเวยวาดเส้นไว้หินหยกเนื้อแก้วสีม่วงพลันเผยโฉมอวดสายตาผู้คน จนทำให้ กัวจวินหัวเราะอย่างมีความสุข
“ฮ่าๆ ในที่สุดตระกูลกัวจะฟื้นคืนและรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งแล้ว”เขารู้สึกเอ็นดูและชื่นชมซูเวยมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ต่อมาเป็การเปิดหินก้อนที่สองของฝั่งตระกูลกัวปรากฏว่าเมื่อลงมีดแรกในหินหยาบพลันเผยหยกแก้วสีเทาออกมาสร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งแรก
“ไม่น่าเชื่อตระกูลกัวจะโชคดีสองครั้งซ้อนเลยหรือ?”
“เป็ไปไม่ได้นี่มันยิ่งกว่าทักษะของปรมาจารย์หยกทั้งหลายเสียอีก”
กัวจวินตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นเขาไม่คิดว่าหินหยกก้อนที่สองจะเป็ชนิดและสีดังคำบอกของซูเวยจริงๆทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มใจและวางแผนที่จะให้ตระกูลกัวรับซูเวยเป็บุตรบุญธรรมให้ได้
เมื่อเปิดหินก้อนที่สองครบทุกด้านแล้วปรากฏว่าเป็หินหยกเนื้อแก้วสีเทาขนาดใหญ่กว่าก้อนแรกเกือบเท่าตัวนั่นหมายความว่ามีมูลค่าสูงเสียดฟ้า เสียงฮือฮายิ่งดังมากขึ้นไปอีก
“พระเ้า! ตระกูลกัวโชคดีเกินไปแล้ว”
“โอ้! มันน่าเหลือเชื่อเกินไปเนื้อแก้วทั้งสองครั้ง แถมเป็สีหายากเสียด้วย”
“ต้องดูตระกูลติงจะสู้ไหวไหมคราวนี้”
ทางด้านติงลู่จิวเขายืนนิ่งตัวแข็งทื่ออย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาไม่คิดว่าเด็กหญิงตัวเล็กจะสามารถค้นหาหินหยกได้เขาลอบกำหมัดแน่นพลางคิดเคียดแค้นอยู่ในใจอย่างไม่ยอมแพ้
ทันทีที่เริ่มลงมีดในก้อนที่สามซึ่งเป็ก้อนสุดท้ายนั้นทุกคนทางฝั่งตระกูลกัวต่างพากันนั่งไม่ติดที่ทุกคนรวมทั้งซูเวยมายืนลุ้นอยู่ใกล้ๆเครื่องตัดหินโดยไม่สนใจเสียงดังของเครื่องที่กำลังทำงานแต่อย่างใด
ทันใดนั้นเมื่อสีดำของเนื้อหินหยกเผยโฉมออกมาหลังจากที่ลงมีดแรกเสร็จแล้วมีเสียงฮือฮาดังมากขึ้นพร้อมกับที่กัวจวินะโด้วยความดีใจและปราดเข้ามาอุ้มเธออย่างยินดี
“ไชโย! ฮ่าๆ เวยเวยน้องรักเธอทำได้ยอดเยี่ยมมาก” เวลานี้กัวจวิน้าให้ซูเวยมาเป็น้องสาวบุญธรรมของตนเองมากยิ่งนักเพราะเขาคิดว่าเธอคือคนนำโชคมาให้ตนเองอย่างแท้จริง
“ปล่อยหนูลงได้แล้ว”ซูเวยรู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมของเขาทำให้เธอส่งเสียงพูดบอกอย่างหงุดหงิดใจ
“โอ๊ะ! ขอโทษที พี่ลืมตัวไปหน่อย”กัวจวินรีบปล่อยตัวเธอลงมายืนบนพื้นด้วยความเขินอาย
เวลานี้พนักงานของโกดังเปิดหินออกหมดทุกด้านแล้วปรากฏว่าเป็หินเนื้อแก้วทั้งสามก้อนที่มีขนาดแตกต่างกัน แต่ทว่ามูลค่าสูงและราคาแพงมากเนื่องจากหินหยกทั้งหมดล้วนเป็สีที่หายาก ไม่ว่าจะเป็สีน้ำหมึก สีเทา และสีม่วง
พ่อบ้านหูอึ้งตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตาและไม่คิดว่าซูเวยจะสามารถบอกชนิดและสีของหยกได้อย่างแม่นยำทุกก้อน
“พร์! ต้องเป็พร์ของเวยเวยแน่ๆ”พ่อบ้านหูพึมพำกับตัวเองอย่างมั่นใจในเหตุผลที่ซูเวยสามารถหาหินหยกได้
……….
คราวนี้เป็การเปิดหินหยกของทางฝั่งตระกูลติงโดยที่เวลานี้ติงลู่จิวกลับมาแสดงท่าทีฮึกเหิมอีกครั้ง
แต่ทว่าเมื่อเปิดหินก้อนแรกกลายเป็หินเนื้อน้ำแข็งสีแดงส้ม ทำให้ติงลู่จิวเข่าอ่อนลงในทันที นั่นเป็เพราะว่าเนื้อน้ำแข็งไม่สามารถสู้กับเนื้อแก้วได้เลยหินก้อนต่อไปเป็เนื้อน้ำแข็งสีเขียว และเนื้อแก้วสีชมพูตามมา
ติงลู่จิวทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นโดยตรงเขากำมือสองข้างแน่นดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นเพราะไม่คิดว่าตนเอง
จะพ่ายแพ้ให้กับการแข่งขันระหว่างรุ่นหลานของสองตระกูลในครั้งนี้
“บัดซบ! เป็แบบนี้ได้ยังไง?” ติงลู่จิวพึมพำอย่างไม่ยอมแพ้แต่ทว่าเขาต้องจำใจยอมรับผลการตัดสิน เขาหันหน้าไปจ้องมองปรมาจารย์ถังด้วยความโมโห
ทำให้ปรมาจารย์ถังรู้สึกร้อนๆหนาวๆพลางปลอบใจติงลู่จิวด้วยความสั่นกลัวว่า“อย่ามองผมแบบนั้น ผมก็ไม่คิดว่าเด็กน้อยคนนั้นจะโชคดีหาหินหยกได้”
“คุณเป็ปรมาจารย์ได้ยังไง? กะอีแค่เด็กสิบขวบ คุณยังสู้ไม่ได้เลย”ติงลู่จิวพูดลอดไรฟันตำหนิถังซิ่วโดยตรง
ต่อจากนั้นเป็การลงนามในสัญญาการพนันหินระหว่างสองตระกูลที่ทำเป็ประจำทุกปีกัวจวินมีท่าทางสดชื่นยินดีกับชัยชนะในครั้งนี้ หลังจากลงนามเสร็จเรียบร้อยแล้วติงลู่จิวและคนของเขาอีกสามคนออกไปจากโกดังในทันทีด้วยความโกรธแค้น
เหลือชายวัยกลางคนสองคนที่มากับติงลู่จิวความจริงแล้วทั้งสองคนแค่้ามาซื้อหินหยกเพื่อไปทำเครื่องประดับของร้านตนเองที่อยู่ต่างประเทศ
ซูเวยจ้องมองการต่อรองราคาซื้อขายหินหยกทั้งสามก้อนของกัวจวินกับเ้าของร้านอัญมณีที่เดินทางมาด้วยความสนใจเธอกำลังเก็บข้อมูลเพื่อประเมินราคาหินหยกที่ตั้งใจซื้อเพื่อเปิดหินขายต่อไป
ปรากฏว่ากัวจวินขายหินหยกให้กับพันธมิตรที่มาด้วยกันแค่ก้อนเดียวนั่นคือ หินหยกเนื้อแก้วสีเทาส่วนอีกสองก้อนนั้นกัวจวินตั้งใจนำไปทำเครื่องประดับขายในร้านของตระกูลกัว
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนสองคนที่มากับติงลู่จิวเดินมาหาซูเวยทันทีพร้อมกับบอกเธออย่างคาดหวังว่า“ปรมาจารย์ตัวน้อย ช่วยหาหินหยกให้ฉันได้ไหม?ฉันรับซื้อราคาสูงอย่างแน่นอน”