“พ่อข้าเคยสอนไว้ โชควาสนาคนเราขึ้นอยู่กับกัลยาณมิตร เมื่อได้พบคนดีมีฝีมือ เป็ผู้มีบุญบารมี สามารถดับทุกข์ร้อนให้กับชาวบ้าน ก็ให้ข้าติดตามรับใช้บุคคลผู้นั้นไปตลอด บัดนี้ข้าเชื่อว่าได้พบบุคคลผู้นั้นแล้ว”
“อะไรทำให้เ้าเชื่อเช่นนั้น?”
“ฝีมือของท่าน และเส้นผมของข้าหายหงอกได้เองอย่างน่าอัศจรรย์”
“อืมม์ แต่มันอันตรายมากหนารู้ไหม?”
“ชะตาชีวิต ข้าลิขิตมันเองด้วยกำมือของข้า ปัญหาอุปสรรคข้ากำจัดมันได้ด้วยดาบสองมือที่ข้ามี”
“ตัดสินใจเช่นนี้ แล้วพ่อแม่ของเ้าไม่ว่ารึ ?”
“พ่อแม่ของข้าเสียชีวิตไปแล้วเมื่อคราวา ข้าเหลือกันเพียงสองคนพี่น้องเท่านั้น” แม่หญิงมะขามตอบเสียงเข้มจริงจัง
เท่งสูดลมหายใจ ชำเลืองมองบ็อบ ซึ่งนั่งสงบนิ่งฟังอยู่ด้วยความสนใจ ก่อนหันมามองสองศรีพี่น้องเบื้องหน้า พลางกล่าวว่า
“แต่ข้าคงให้พวกเ้าติดตามไปด้วยไม่ได้หรอก ภารกิจของข้ามัน...”
ทันใดนั้น ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติเกิดเด้งดึ๋งดั๋งไปมาได้เองราวกับติดสปริง เท่งจึงรีบเปลี่ยนใจกล่าวบอก
“ก็ได้ ตกลง ข้ายินดีรับพวกเ้าร่วมภารกิจเดินทางไปด้วย แม่หญิง...เอ่อ...” เท่งอึกอัก เกิดลืมชื่อของเธอขึ้นมาซ่ะงั้น
“มะขาม ข้าชื่อมะขาม”
“เทิด ข้าชื่อเทิดขอรับ นายท่าน”
“อืม ใช่! แม่หญิงมะขาม และเ้าเทิด ขอต้อนรับสู่ภารกิจเข็มทิศะุทองคำ”
ตกสายดวงตะวันเคลื่อนย้ายมาใกล้ตรงหัว คิฮะ ซามูไรชุดขาวแกมม่วง ก็มาชวนเท่งให้ออกไปร่วมทดสอบอาวุธชุบทองด้วยกัน เท่งนั้นปรกติเป็คนเชื่อง่าย ดังนั้นไม่คิดอะไรมาก จึงตกปากรับคำ โดยมีบ็อบ แม่หญิงมะขามและเ้าเทิด ร่วมติดตามไปด้วย ระยะทางไปถึงพื้นที่ทดสอบอาวุธนั้นไกลโขอยู่ พวกซามูไรจึงจัดเตรียมม้าไว้ให้เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง
คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ และซามูไรชุดดำอีกสองคน ขี่ม้าไปคนละตัว เท่งหนึ่งตัว บ็อบหนึ่งตัว ส่วนแม่หญิงมะขามใช้ม้าตัวเดียวกับน้องชาย เพราะเ้าเทิดดันขี่ม้าไม่เป็ และแล้วม้าหก คนเจ็ด ต่างมุ่งหน้าควบตะบึงม้าศึกพุ่งทะยานออกจากจวนเ้าเมือง ไปยังพื้นที่ทดสอบอาวุธซึ่งพวกซามูไรได้จัดเตรียมไว้แล้วอย่างดี
ไม่นานนัก พวกเขาก็ลุมาถึงพื้นที่ป่าโปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีอาณาเขตกว้างขวาง บริเวณโดยรอบโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ บนคาคบไม้สูงลิ่วต้นหนึ่ง มีห้างไม้ไผ่ถูกขัดไว้อย่างดี เพียงพอสำหรับคนสี่ห้าคนขึ้นไปหลบแอบซุ่มได้สบาย
คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ จึงหยุดม้าบอกให้พวกเท่งขึ้นไปอยู่บนห้างนี้ แล้วรอคอยสัญญาณจากเขา ส่วนซามูไรทั้งสามคน ขี่ม้าตัดข้ามทุ่งหญ้าไปยังห้างที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งขัดไว้บนคาคบไม้ลำต้นสูงใหญ่หลายคนโอบ จากนั้นพวกซามูไรก็พลิ้วร่างขึ้นไปแอบซุ่มอยู่บนห้างเช่นกัน แล้วนิ่งเงียบรอคอยสัญญาณบางอย่าง...
สักพัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงเป่าปากให้สัญญาณดังแว่วมาแต่ไกล ไม่กี่อึดใจต่อมา ปรากฏพวกนินจาเหยื่อล่อราวสามสี่คนวิ่งนำหน้าพวกซอมบี้ ซึ่งถูกปล่อยจากกรงเหล็ก พวกมันพอออกมาได้ ก็วิ่งกวดไล่ตามหลังพวกนินจาเหยื่อล่อมาติดๆ เมื่อล่อซอมบี้ราวเจ็ดตนเข้ามายังพื้นที่ได้แล้ว พวกนินจาเหยื่อล่อก็พลิ้วกายหลีกขึ้นไปหลบบนคาคบไม้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับวานร
พลันพวกซามูไรชุดดำซุ่มรอท่าอยู่บนห้าง ก็ทิ้งตัวลงไปยังเบื้องล่าง พร้อมดาบชุบทองที่ถืออยู่ในมือ พวกซอมบี้ไร้แววตาจ้องเขม็งเห็นแล้ว พากันกางกรงเล็บวิ่งเข้ามาทันทีด้วยความดุร้าย ซามูไรชุดดำทั้งสอง เงื้อดาบตั้งท่าเตรียมรออยู่แล้ว เมื่อซอมบี้ตนแรกวิ่งเข้ามาถึง ก็กระหน่ำเพลงดาบซามูไรฟันใส่ไม่ยั้ง ประกายดาบวูบวาบฉวัดเฉวียน ราวอสรพิษเจ็ดหัวพุ่งฉกกัดซอมบี้ก็ปาน เพลงดาบทั้งหนักหน่วง รวดเร็ว ฟาดฟันเข้าใส่ซอมบี้อย่างแม่นยำ แต่ปรากฏว่าดาบซามูไรชุบทอง ไม่สามารถทำลายเกราะล่องหนของมันได้
มีเพียงเสื้อผ้าของมันเท่านั้นที่ขาดวิ่นรุ่งริ่ง แต่ตามเนื้อตัวซีดขาวของมันกลับไม่มีแม้รอยขีดข่วนปรากฏให้เห็น ซอมบี้ตนนี้ยังคงตะกายร่างเข้าใส่ซามูไรทั้งสองอย่างหิวกระหาย น้ำลายไหลยืดจากปาก ขณะที่ซามูไรชุดดำทั้งสองเริ่มถอยหลัง พร้อมฟาดดาบชุบทองเข้าใส่อย่างไร้ผล
คิฮะซามูไรชุดขาวแอบซุ่มอยู่บนห้าง เห็นซอมบี้อีกตนหนึ่งวิ่งปรี่เข้ามาเป็เป้า พอได้ระยะ จึงปามีดขว้างชุบทองเข้าใส่ร่างซอมบี้ได้อย่างแม่นยำ แต่ทว่ามีดขว้างทองชุบก็ไม่สามารถหยุดมันได้เช่นกัน
ขณะที่พวกซอมบี้ชุดหลังอีกห้าตน วิ่งกรูตามมาสมทบในพื้นที่ สถานการณ์พลิกผัน ดูเหมือนว่าอาวุธชุบทองใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถทำลายเกราะล่องหนของพวกมันได้ คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ เปลี่ยนมาใช้ดาบชุบทองฟาดฟันทดสอบบ้าง แต่ดาบทองชุบก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้อยู่ดี
คิฮะซามูไรใบหน้าเหลี่ยมขมวดคิ้วย่น เห็นท่าไม่ดีจึงพลิ้วกายขึ้นต้นไม้ โบกมือให้สัญญาณพวกนินจาที่สุ่มอยู่บนห้าง นินจาผู้หนึ่งน้าวคันธนูติดหัวะเิ นินจาอีกผู้หนึ่งจุดชุดไฟจ่อจี้ใส่สายชนวน ประกายไฟวิ่งเลียตามสายชนวนไปอย่างรวดเร็ว พริบตานั้น ลูกศรติดหัวะเิก็พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งเข้าไปในกลุ่มซอมบี้อย่างเร่งร้อน
บึ้มม์!
ร่างซอมบี้เ่าั้ปลิวหวือลอยไปในอากาศ กระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง เศษซากต้นไม้ใบหญ้าปลิวว่อนกระจัดกระจาย ไฟลุกท่วม ทุกผู้คนในที่นั้นล้วนจับตามองตาม ท่ามกลางกลุ่มควันดำพวยพุ่งปกคลุมผืนป่า เพียงอึดใจเดียว พวกซอมบี้ก็พากันเดินโยกเยกแยกเขี้ยวออกจากกลุ่มควันเจือจางนั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจเห็นท่าไม่ดี จึงเป่าปากโบกมือให้สัญญาณเท่ง ซึ่งนั่งสงบนิ่งรอคอยสัญญาณทดสอบฝีมืออยู่บนห้างกับพวกด้วยใจจดจ่อ
ทันใดนั้น เท่งทิ้งตัวลงไปยังเบื้องล่าง พร้อมด้วยสนับมือทองคำคู่ที่สวมอยู่ในกำมือทั้งสอง เท่งตั้งกราดจดมวยสู้ศึกเตรียมพร้อม แล้วะโ
“เฮ้ย! ทางนี้ ไอ้ตาขาว!”
ยังไม่ทันขาดคำ พวกซอมบี้ชุดหลังที่โดนะเิ วิ่งกรูตัดข้ามทุ่งหญ้าตรงมาที่เท่งทันทีด้วยความบ้าคลั่ง พอเข้ามาได้ระยะ เท่งรัวหมัดต่อยซ้ายต่อยขวา ประเคนสนับมือทองคำเข้าใส่พวกมันราวพายุบุแคม ทุกหมัดล้วนเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ซอมบี้ตัวที่ถูกสนับทองคำต่อยใส่ต่างหยุดชะงัก หงายท้องล้มตึงฟาดพื้นทันที พร้อมปรากฏร่างโปร่งแสงของเทวดาบ้าง คนบ้าง ช้าง ม้า หมา แมว ต่างทยอยปลิวออกจากร่างซอมบี้ไปทีละรายสองราย
พริบตาเดียว ซอมบี้ทั้งหกตนก็สิ้นฤทธิ์ นอนแน่นิ่งกองกับพื้นอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงลุ้นระทึกของทุกคนที่เฝ้าจับจ้องอยู่บนห้างไม้สูงในที่นั้น
ขณะที่ซามูไรชุดดำทั้งสองเริ่มก้าวถอยเร็วขึ้น เร็วขึ้น จากการอ้าปากงับรุกคืบเข้ามาอย่างไม่กลัวเกรงคมดาบของซอมบี้ตนนี้ เท่งเห็นแล้วจึงพุ่งปราดเข้าไปช่วยต่อยสนับทองคำเข้าใส่ โช๊ะ! ทันใดนั้น ร่างซอมบี้ล้มตึงฟาดพื้นไปอีกราย เมื่อเจอกำปั้นสนับทองคำต่อยใส่ ร่างล้มเกลือกกลิ้งไป ต่อหน้าต่อตาซามูไรนักดาบทองชุบทั้งสอง
ในพริบตา ด้วยอานุภาพแห่งกำปั้นสนับทองคำของผู้ปลดปล่อย เจ็ดหมัดก็ต่อยสยบซอมบี้ดุร้ายกลายเป็ซากศพนอนแน่นิ่งอยู่กับที่ไปแล้วได้อย่างง่ายดาย พร้อมปรากฏร่างโปร่งแสงของคนและสัตว์หลายสายพันธุ์ หลุดลอยเป็อิสระออกจากร่างซอมบี้ทันที โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สายตาของมนุษย์ทุกผู้ในที่นั้นไม่อาจมองเห็น มีเพียงเท่ง เท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้ จากความจงใจสื่อสารของจิติญญาที่ถูกปลดปล่อย
ซอมบี้ตัวล่าสุด เมื่อร่างล้มตึงลงแล้ว ร่างโปร่งแสงของเทวดาสวมชฎาก็ปรากฏออกมา แล้วหยุดยั้งพนมมือไหว้ขอบคุณอริยะขุนศึกในร่างอวตารอย่างนอบน้อม ก่อนพลิ้วร่างขึ้นสู่เบื้องบน เท่งเพียงขยิบตาให้ โดยมิได้ปริปากกล่าววาจาออกไปกับสิ่งที่เห็น
ถึงตรงนี้ คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ นินจาและซามูไร รวมทั้งบ็อบ แม่หญิงมะขาม และเ้าเทิด ต่างวิ่งกรูเข้ามาสมทบ เห็นร่างซอมบี้นอนฟุบแน่นิ่งอยู่เกลื่อนพื้น คิฮะซามูไรหัวหน้าหน่วย จึงสั่งให้พวกนินจาและซามูไร ช่วยกันลากซากซอมบี้ทั้งเจ็ดตนนั้นมากองรวมกัน น่าแปลกที่ทุกซากศพ ล้วนมีดวงตากลอกกลิ้งเบิกโพลงมองเห็นตาดำคืนกลับมา ริมฝีปากดำคล้ำล้วนมีหนวดสีขาวขุ่น คล้ายเมือกลื่น ๆ เลื่อยออกมาจุกปาก
“แมงกะพรุน!” บ็อบเอ่ย
“ใช่! พวกมันมิใช่ผีปอบอย่างที่ชาวบ้านร่ำลือ แต่เป็แมงกะพรุน ที่เข้าไปสิงสู่อยู่ในร่างคน” เท่งกล่าวเสริม
“แมงกะพรุน เหตุใดแมงกะพรุนจึงดุร้าย และทำเช่นนี้ได้ ?”
คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจขมวดคิ้ว หลิ่วตาถาม
“เื่นี้ข้าเอง ก็ไม่รู้เช่นกัน รู้แต่ว่า เราสามารถหยุดพวกมันได้ด้วยอาวุธที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์เท่านั้น”
เท่งตอบ พลางแบมือให้ดูสนับทองคำคู่ที่สวมใส่อยู่ในมือของตน
จากนั้นเท่งจึงนำบ็อบ แม่หญิงมะขาม และเ้าเทิด มาช่วยกันลูบมือปิดตาที่เบิกโพลงของเหล่าซากศพลง เสร็จแล้ว คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจจึงสั่งให้พวกซามูไรชุดดำช่วยกันแบกซากศพซอมบี้สองตน มัดใส่หลังม้า เพื่อนำกลับไปเป็หลักฐาน จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ขึ้นขี่ควบม้าห้อตะบึงออกจากพื้นที่ กลับสู่จวนเ้าเมืองทันที
กึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาก็กลับมาถึงที่จวนเ้าเมือง คิฮะซามูไรชุดขาวหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ พอลงจากหลังม้าได้ รีบรุดเข้าไปรายงานเื่ราวให้ออกญาเสนาภิมานทราบโดยละเอียดด้วยภาษาญี่ปุ่น (แปลไทยว่า)
“...แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ผีปอบ แต่เป็แมงกะพรุนเข้าไปสิงในร่างคน โชคดีที่พวกมันไม่รู้จักใช้อาวุธ แต่โชคร้ายคือลำตัวของพวกมันคล้ายมีเกราะล่องหนชนิดพิเศษป้องกัน และอาวุธทองชุบใช้ไม่ได้ผล นอกจากนี้พวกเรายังได้ทดลองะเิติดลูกธนูด้วย ซึ่งเอ่อ...แม้ะเิก็ใช้ไม่ได้ผลเช่นกัน แต่...สนับมือทองคำของเท่งใช้ได้ผล แปลว่าต้องเป็อาวุธที่ทำจากทองคำแท้เท่านั้น จึงจะหยุดพวกมันได้จริง”
รายงานจบ คิฮะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจโบกมือให้บริวารนำซากซอมบี้แมงกะพรุนสองตนมาเป็ประจักษ์หลักฐานภายในห้องโถง
ภายหลังรับทราบเื่ราวแล้ว ออกญาเสนาภิมานก็เรียกประชุมเหล่านินจา ซามูไรที่ปรึกษาโดยด่วน... ผ่านไปไม่นานก็รู้ผล เมื่อหมอเดชา โอสถไพรเขียว ผ่าพิสูจน์หลักฐานแล้วพบว่า ภายในท้องของซากศพ เืและของเหลวในร่างนั้น ถูกแมงกะพรุนดื่มกินไปหมดสิ้นแล้ว ที่น่าประหลาดคือหัวใจ ปรากฏว่าถูกเส้นประสาทและขาของแมงกะพรุนเกาะกุมอยู่ พวกมันไม่เพียงเข้าสิงอยู่ในร่างคน ทั้งยังแตกแขนงใยประสาทเชื่อมโยงไว้กับทุกส่วนของร่างกาย ยึดครองสมอง ยึดครองหัวใจเอาไปใช้งาน ราวกับมันเป็เ้าของร่างเสียเอง
ทำได้อย่างไร ? เหตุใดพวกมันจึงสูบเืกินและยึดครองร่างมนุษย์ไว้ใช้งานได้ ?
ข้อนี้ยังเป็ปริศนา ที่หาคำตอบไม่ได้จากการผ่าศพ ดังนั้นสิ่งที่ค้นพบและทำได้ตอนนี้คือ จะหยุดพวกมันได้ก็ด้วยอาวุธที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์เท่านั้น
ในที่สุด ท่ามกลางที่ประชุมได้ข้อสรุปออกมาเป็เอกฉันท์ว่า ให้นำทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในคลังเอามาหลอมทำเป็อาวุธ แต่เนื่องจากบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขัน ทองคำของเ้าเมืองมีไม่มากพอที่จะทำเป็อาวุธให้ครบมือทหารได้ทั้งหมด เพราะหลอมออกมาเป็ดาบได้เพียงร้อยแปดเล่มเท่านั้น ครั้นจะแจ้งไปที่อโยธยาก็คงไม่ทันการ
คุณหนูโอชินคนสวยผู้เปรื่องปราด จึงแนะนำให้จัดการประลองฝีมือขึ้น เพื่อหาผู้กล้าร้อยแปด มาเป็ผู้ดาบทองสู้ศึก
ทุกคนในที่ประชุมต่างลงมติเห็นชอบกับความคิดนี้
ดังนั้น ออกญาเสนาภิมาน จึงประกาศให้มีการประลองฝีมือขึ้น เพื่อคัดเลือกเอาเฉพาะ ‘ผู้กล้ายอดฝีมือ’ เพียงร้อยแปดคนเท่านั้น เป็ผู้ ‘ดาบทองคำ’ ออกปฏิบัติภารกิจ พิชิตซอมบี้แมงกะพรุน ซึ่งในจำนวนผู้กล้าร้อยแปดคนนี้ จะเป็ใครก็ได้ ขอแค่เป็ผู้กล้าที่มีฝีมือเยี่ยมยุทธ์อย่างแท้จริง
เมื่อข่าวเปิดการประลองฝีมือแพร่หลายออกไป ก็มีทั้งทหารอาสา นินจา ซามูไร และชาวบ้าน ต่างมาลงสมัครประลองฝีมือกันมากมายคับคั่ง และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้กล้าเ่าั้ที่มีอยู่มากมายนับพัน ก็มีรายชื่อของเท่งรวมอยู่ด้วย แต่ที่ไม่คาดคิดว่าจะมีรายชื่อ รวมอยู่ในทำเนียบผู้กล้าท้าประลองครั้งนี้ด้วยก็คือ แม่หญิงมะขาม ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่หญิงผู้นี้จะหาญกล้าเกินหญิง ลงสมัครประลองฝีมือกับพวกบุรุษนักสู้ผู้กล้าเ่าั้ด้วย ยกเว้นเ้าเทิดเพียงผู้เดียว...
การลงสมัครเป็ไปอย่างคึกคัก จวบกระทั่งมืดค่ำผู้คนจึงบางตาลง
ยามวิกาลดึกดื่นค่อนคืน บนเกาะรกร้างไกลห่างผู้คน โจรขุดสุสานสองคน เดินถือตะเกียง แบกจอบ แบกพลั่วขุดดินไว้บนบ่า พากันเดินลัดเลาะผ่านดงสุสานรกชัฏ เข้ามาถึงใจกลางสุสาน เ้าคนเดินนำหยุดมองดูลายแทงที่ถืออยู่ในมือ พบเห็นหลุมศพหนึ่งมีป้ายชื่อตรงกับลายแทงที่พวกมันได้มาจากตลาดมืด
เมื่อตรวจดูกระทั่งแน่ใจแล้วว่า ใช่หลุมศพเป้าหมายที่พวกมัน้าขุดจึงพากันวางตะเกียงน้ำมันลงเหนือหลุม แล้วเริ่มต้นลงมือขุดดินด้วยความหวัง
ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่อง อากาศเย็นเยียบ มีเสียงนกแปลก ๆร้อง กา กา ดังอยู่เป็ระยะ ขณะที่โจรขุดสุสานสองคนกำลังขุดดินกันอยู่ขะมักเขม้น ทันใดนั้น เปลวไฟสองลูกใหญ่ราวลูกมะพร้าวก็สว่างวาบขึ้นเหนือยอดไม้ เปลวไฟสองลูกนั้นลอยลิ่วข้ามหัวพวกมันไป แล้วพุ่งดิ่งตกลงไปยังเนินเขาด้านหลังเกาะเบื้องหน้า จากนั้นแสงไฟก็ดับวูบลง
โจรขุดสุสานทั้งสองหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“อะไรว่ะ?” ไอ้โจรหัวหน้ากล่าว
“ฮึ! ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” อีกคนสั่นหน้าบอก
เมื่อพวกมันเห็นว่าไม่ใช่เื่ จึงไม่ใส่ใจแล้วพากันก้มหน้าก้มตาขุดดินต่อไป...แต่แล้วสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด และก็ไม่อยากจะคิด พลันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมัน เมื่อจู่ ๆ ดินกลบหลุมศพที่อยู่ติดกันนั้น เกิดแหวกออกมาได้เองจากการดันขึ้นมาของหีบศพสีดำใบหนึ่ง พริบตานั้นโลงศพสีดำมันเงาใหม่เอี่ยมใบหนึ่งก็ปรากฏลอยขึ้นมาวางอยู่บนพื้นดินข้าง ๆหลุมศพแห่งนั้นได้เอง ราวกับมีมือของภูตผีปีศาจมาหยิบจับจัดการ
โจรขุดสุสานทั้งสองทิ้งจอบทิ้งพลั่ว ปากอ้าตาค้าง ขนหัวลุกตั้ง ก่อนที่พวกมันจะสิ้นสติ เพราะแม้แต่แข็งขาก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะวิ่งหนี ยังเห็นฝาโลงสีดำมันวาวค่อย ๆเลื่อนเปิดออก พลันหนูตัวหนึ่งวิ่งขึ้นไปอยู่บนฝาโลง ยกขาหน้าทั้งสองขึ้นทำปากขมุบขมิบจ้องมองมาที่พวกมัน
โจรขุดสุสานทั้งสองอุทานดังเฮ้ย!
แต่แล้ว ร่างที่นอนอยู่ในโลงก็ลุกขึ้นมา มันเป็ชายวัยกลางคน รูปร่างใหญ่โตกำยำ ใบหน้าซีดขาว ผมยาวหยักศก จมูกงองุ้มเหมือนเหยี่ยว แววตาดุดันอำมหิต สวมชุดสีดำสลับขาวลายตาหมากรุก ใส่ร้องเท้าบูต มีผ้าคลุมอยู่ด้านหลัง ชายมรณะแล้วฟื้นลุกออกจากโลงได้ เ้าหนูตัวนี้ก็วิ่งขึ้นไปยืนอยู่บนบ่าของมัน ราวกับเป็ที่อยู่อันคุ้นชิน
ชายฟื้นมรณะเบิ่งตาจ้องเขม็งมาที่โจรขุดสุสาน แล้วเดินตรงมาที่พวกมันทั้งสอง ใจจริงนั้นมันอยากวิ่งหนี แต่ไม่อาจทำได้ ตอนนี้ตัวของพวกมันแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน คล้ายถูกสะกดด้วยกระแสคลื่นบางอย่างที่เย็นะเืแผ่ซ่านออกมาจากชายฟื้นมรณะผู้นี้ รู้สึกหนาวเย็นเข้าไปถึงกระดูก ราวกับิญญากำลังถูกกระชากออกจากร่าง ด้วยไอเย็นะเืจากูเาน้ำแข็งที่มองไม่เห็น
ครั้นชายฟื้นมรณะเดินมาถึง ทำท่าจะโบกมือใส่พวกมัน พลันต้องชะงักค้างไว้ เมื่อเ้าหนูที่อยู่บนบ่าของมันส่งเสียงร้อง
“จิ๊ก ๆ ๆ ๆ” ราวกับบอกข้อความอะไรบางอย่างแก่มัน
“ไว้ชีวิตพวกมัน! ได้ขอรับ ท่านเสนา”
ชายฟื้นมรณะ โค้งศีรษะรับคำราวกับฟังภาษามุสิกรู้เื่ จากนั้นฉวยมือล้วงยาเม็ดลูกกลอนสีดำออกจากกระเป๋า มันคือยาเม็ดลูกกลอนสั่งทาส พลันจับพวกมันบีบปากอ้าออก ยัดยาเม็ดลูกกลอนสั่งทาสเข้าไปในปาก แล้วหุบปากพวกมันทั้งสองลง กล่าวเสียงยานต่ำ
“กลืนกินลงไป”
โจรขุดสุสานทั้งสองรีบทำตามทันที ทันใดนั้นร่างของพวกมันสั่นสะท้านราวกับผีเข้า ดวงตาเบิกโพลง น้ำลายฟูมปาก อึดใจต่อมาพวกมันก็หยุดสั่น พร้อมแววตาจ้องเขม็งแข็งกร้าว ประสานมือคำนับต่อหน้าชายฟื้นมรณะอย่างนอบน้อมพร้อมรับบัญชา
“พวกเอ็งจงเร่งไปที่อโยธยา ตามหา เท่ง ทิงนองนอย และอย่าให้มันรู้ตัว พบแล้วรีบรายงานข้าทันที”
“ได้ขอรับ ท่านทูตมรณะ[1]” สองบริวารใหม่รับคำพร้อมเพรียง
สิ้นคำ ทูตมรณะหันไปโบกสะบัดมือใส่โลงศพสีดำ พลันโลงศพสีดำมันวาวลอยขึ้นในอากาศแล่นตรงมาที่เบื้องหน้ามัน ทูตมรณะฉวยฮู้ดผ้าครอบใส่ศีรษะ ถลำกายเข้าไปประคองแบกโลงสีดำไว้บนบ่าข้างหนึ่ง โดยมีหนูเกาะอยู่บนไหล่อีกข้างหนึ่งของมัน เสร็จแล้วมันพลิ้วกายทะยานขึ้นสู่อากาศ เหินร่างแบกโลงลอยสูงลิ่วผ่านยอดไม้ ราวกับจะพุ่งทะลุขึ้นไปยอดเมฆ เมื่อร่างเหินลอยอยู่กลางหาว อึดใจก็ทิ้งตัวลงมาสู่พื้นคราหนึ่ง วิ่งไปได้สองสามก้าว ก็พลิ้วร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปอีก อีกาที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ พากันตีปีกบินตามไปเป็ฝูง
การเดินทางของทูตมรณะมันคล้ายสปริงะโลอยตัวเด๋งดึ๋ง ๆเดี๋ยวสูง เดี๋ยวต่ำ ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ โดยมีฝูงอีกาบินตามอยู่ห่าง ๆ สองลูกสมุนในร่างโจรขุดสุสาน ยืนมองทูตมรณะผู้เป็เ้านายแบกโลงศพะโเด๋งดึ๋งลอยตัวขึ้นลงอยู่สองสามครา ร่างมันก็จมหายลับไปในม่านหมึกแห่งราตรีกาล พร้อมกับฝูงอีกา สามวันต่อมา...
เช้าตรู่วันที่สี่ ที่จวนเ้าเมืองนครศรีธรรมราช คึกคักเต็มไปด้วยเหล่านักสู้ผู้กล้าและกองเชียร์ การประลองฝีมือได้เริ่มต้นขึ้น ภายในกำแพงเมืองสูงใหญ่แข็งแรงหน้าจวนเ้าเมือง การประลองแบ่งออกเป็หลายสาย และแต่ละสายก็ให้จับเบอร์เสี่ยงดวงเอา ว่าใครจะได้อยู่ในสายไหน ยามนี้ที่ลานประลองหน้าจวนเ้าเมือง จึงแออัดคับคั่งไปด้วยผู้คน เสียงกองเชียร์ดังกระหึ่มไม่ขาดสาย แต่ละคู่ใช้เวลาประลองกันไม่เกิน ๑๐ นาทีก็รู้ผลแพ้ชนะ การต่อสู้ในลานประลองกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
ขณะที่แม่หญิงมะขามนั่งนิ่ง รอให้ถึงคิวหมายเลขของเธอด้วยใจจดจ่อ รอบข้างมีเท่งและบ็อบนั่งอยู่ด้านซ้าย ส่วนเ้าเทิดนั่งอยู่ด้านขวาคอยเชียร์เป็กำลังใจ เสียงประกาศหมายเลขและชื่อของผู้ชนะ ดังมาให้ได้ยินอยู่เป็ระยะ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง...
ในที่สุดเสียงประกาศหมายเลขและชื่อของแม่หญิงมะขามก็ดังก้องขึ้น เธอได้คู่ประลองเป็ซามูไรชุดดำ ร่างสูงใหญ่ ไว้หนวด หน้าตาดุดัน กรรมการสั่งให้คู่ท้าชิงเดินไปเลือกดาบไม้จุ่มสี สำหรับใช้เป็อาวุธในการประลองฝีมือครั้งนี้
แม่หญิงมะขามในชุดโจงกระเบนตะเบงมาร ถักผมเปีย เดินอาดไปหยิบดาบไม้จุ่มสีสองเล่มมาถือไว้สองมือ ท่าทางทะมัดทะแมงเข้มแข็ง ราวกับวีรสตรีกำลังออกรบก็ปาน ขณะที่ซามูไรชุดดำเลือกใช้ดาบไม้จุ่มสีอันเดียว พลางหลิ่วตามองคู่ประลองที่เป็สตรีใบหน้าคมเข้มเบื้องหน้า ด้วยความกระหยิ่มใจ
ทันทีที่กรรมการให้สัญญาณ แม่หญิงมะขามตวัดดาบไม้สองมือ ย่างขุมออกร่ายรำท่าคลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร อันเป็แม่ไม้พื้นฐาน สามท่าของวิชาเชิงดาบได้อย่างแคล่วคล่องสวยงาม
ซามูไรชุดดำเห็นแล้วคำรามดังลั่น ถลันกายวูบจู่โจมดาบไม้เข้าใส่ทันที เสียงดาบไม้ปะทะกัน โป๊ะ เป๊ะ! พร้อมเสียงอากาศธาตุถูกดาบฟาดฟัน ควับ ควับ!
แม่หญิงมะขามไม่เพียงทั้งรับและรุกได้ในเวลาเดียวกัน ทว่ายังเปล่งอานุภาพของเพลงดาบอาทมาฏได้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนยิ่ง
ครั้นได้ประเพลงดาบกัน ซามูไรชุดดำรู้ได้ทันทีว่า แม่หญิงผู้นี้ไม่ธรรมดา จึงไม่คิดออมมืออีกต่อไป พลางเร่งดาบไม้ฟาดฟันรุกไล่ตอบโต้ ด้วยจังหวะที่รุนแรงรวดเร็วหนักหน่วง พร้อมขู่คำรามสยบขวัญคู่ต่อสู้ไม่ขาดปาก
แม่หญิงมะขามกลับมิได้รู้สึกหวั่นเกรงแต่ประการใด พลิ้วกายหลบหลีกวูบวาบ ตีโต้เพลงดาบออกไปอีกแปดกระบวนท่า ในท่าพระรามแผลงศร พลันแทงดาบไม้ออกไปเฉียดฉิว ชายโครงของซามูไร
ซามูไรชุดดำรู้ว่าตนรับศึกหนักเข้าแล้ว แต่ดาบไม้ในมือยังคงกวัดแกว่งเคลื่อนไหวดุจสายฟ้า คิดหาวิธีตีโต้เข้าจุดอ่อนสักแห่งให้จงได้ ทว่าแม่หญิงมะขามร่ายรำเพลงดาบได้อย่างแ่พลิ้ว ดุจร่ายมนตร์ตะข่ายสิบทิศครอบคลุมเรือนกายไว้หมดสิ้น จึงมิอาจสบช่องโหว่ให้จู่โจมได้ แถมทุกเพลงดาบเมื่อรับแล้ว ยังตีโต้กลับได้ในพริบตา
แม่หญิงมะขามสะบัดดาบคู่ออกไปอีกห้ากระบวนท่าต่อเนื่อง จู่โจมเข้าใส่ซามูไรอย่างรวดเร็ว ดาบไม้ม้วนเป็วงประกายดุจจักรผัน
ซามูไรร่ายรำดาบไม้พลิกแพลงกระบวนท่าตั้งรับ รู้สึกลายตาราวถูกสะกดอยู่ในข่ายกลดาบไม้อาทมาฏ พลันวูบหนึ่งที่ชายโครงปวดแปลบขึ้น
พริบตานั้น ดาบไม้ในมือของแม่หญิงมะขามก็จี้ใส่ชายโครงของซามูไรชุดดำเข้าเสียแล้ว ในท่าเสือลากหาง
“ท่านแพ้แล้ว! ซามูไรชุดดำ”
เสียงกรรมการประกาศก้อง ซามูไรชุดดำพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน ถดถอยออกไปหนึ่งก้าว ขบกรามเป็สัน แล้วล่าถอยออกไปจากลานประลอง
“คู่ท้าชิงรายต่อไป หมายเลข ๕๐๘”
เสียงกรรมการประกาศหมายเลข ยังไม่ทันขานชื่อ
พลัน นินจาเปิดหน้าผู้หนึ่งถลันกายออกไป
“ข้าพเ้า หมายเลข ๕๐๘ นามฮาตาริ”
“ช้าก่อน ฮาตาริ นินจา เกรงว่ากรรมการขานหมายเลขผิดเสียแล้ว”
ทหารอาสาชาวมอญผู้หนึ่ง กล่าวพลางถลันกายออกมาที่ลานประลอง กล่าวต่อว่า
“ข้าพเ้า หมายเลข ๕๐๗ นี่ต้องเป็คิวของข้าจึงจะถูกต้อง”
กรรมการได้ยินแล้วถึงกลับเลิกคิ้ว หันมาตรวจดูบัญชีหมายเลขอีกครั้ง ก็พบว่าเป็จริงตามนั้น จึงประกาศขออภัยแล้วรายงานคิวหมายเลขที่ถูกต้องใหม่เป็ ๕๐๗ ตามคำทักท้วงของทหารอาสาชาวมอญ
“ไม่เป็ไรไม่ต้องแย่งกัน เข้ามาพร้อมกันก็ได้ข้าไม่เกี่ยง ดีเสียอีก ข้าจะได้ไม่ต้องจัดการไปทีละคนให้เสียเวลา”
แม่หญิงมะขามกล่าวอวดตัวเขื่องโข ราวกับจงใจยั่วโทสะคู่ต่อสู้
“ฮึ! โอหังนัก ถ้าเช่นนั้น ข้าไม่เกรงใจเ้าแล้วนะแม่หญิง”
ทหารอาสาชาวมอญถลึงตากล่าว พลางหันไปพยักหน้าให้นินจาฮาตาริเป็สัญญาณ ว่าแล้วทั้งนินจา และทหารอาสาชาวมอญ พุ่งปราดไปหยิบฉวยดาบไม้จุ่มสีมาถือไว้ในมือคนละอัน
บ็อบดูอยู่อดห่วงไม่ได้ จึงเอ่ยถามเ้าเทิด
“จะไหวเหรอ สองรุมหนึ่งแบบนี้ ?”
“สบายใจได้ พี่ข้าเชี่ยวเชิงดาบอาทมาฏ[2] และเป็อันดับหนึ่งแห่งสำนักพุทไธสวรรย์ อย่าว่าแต่สองรุมหนึ่ง แม้สิบต่อหนึ่ง ก็ยังสู้ได้” เ้าเทิดเอ่ยอย่างมั่นใจในตัวพี่สาว
“อ้อ! ว่าแต่พี่สาวเอ็ง ไปเรียนวิชานี้มาจากใคร?”
บ็อบยังไม่คลายสงสัย เท่งพลอยอยากรู้คำตอบไปด้วย
“พ่อข้าเป็หนึ่งในสี่จตุรเทพ ทหารเอกของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แล เป็ผู้ถ่ายทอดวิชาไว้ให้”
เ้าเทิดกล่าวโอ่ถึงพี่สาวอย่างมั่นใจ พลางหวนถึงบิดาด้วยความภาคภูมิ
ในขณะที่บ็อบและเ้าเทิดสนทนากันอยู่ ภายในลานประลอง บัดนี้ฉากการตะลุมบอนสองรุ่มหนึ่ง เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด ผ่านไปเพียงสิบสองเพลงดาบ ปรากฏว่า นินจาฮาตาริพลาดท่า ถูกดาบไม้ป้ายสีแดงใส่ที่หน้าอก เสื้อสีดำปรากฏรอยแดงขึ้นเด่นชัด จึงพ่ายแพ้ออกไป ตามคำสั่งของกรรมการ
เหลือเพียงทหารอาสาชาวมอญสู้กันต่อไปหนึ่งต่อหนึ่ง ผ่านมาอีกเพียงเจ็ดกระบวนท่า ก็ถูกแม่หญิงมะขามจ้วงดาบแต้มสีแดงเข้าใส่ที่ชายโครงอย่างแม่นยำ จึงพ่ายแพ้เสียทีออกไปอีกรายเช่นกัน
“สายนี้ หมายเลข ๕๐๕ แม่หญิงมะขามเป็ฝ่ายชนะ!”
เสียงกรรมการประกาศก้อง
“เย้! สำเร็จแล้ว สุดยอดเลยแม่หญิงมะขาม”
บ็อบถึงกับะโโลดเต้นดีใจ เอ่ยด้วยสำเนียงแปร่งหูด้วยความลิงโลด ขณะที่เท่งนั่งพยักหน้ายอมรับในเชิงดาบอาทมาฏของเธอ ‘ไม่ธรรมดา’
ส่วนเ้าเทิดเหมือนมันรู้ผลแพ้ชนะล่วงหน้าแล้ว แต่ยังไม่สะใจกับเสียงเชียร์ พลางเดินยิ้มกริ่ม ไปคว้ากลองรำมะนาที่วางพิงอยู่ข้างลานประลอง มาปรับหนังกลองให้เข้าที่ จากนั้นจึงตีรัวให้จังหวะรุกเร้า เ้าเทิดแม้เชิงดาบการต่อสู้จะอ่อนด้อยสู้พี่สาวไม่ได้ แต่ฝีมือกระหน่ำกลองของมันฟังแล้ว ไพเราะเสนาะโสต ลื่นไหลเร่งเร้า กระตุ้นให้จิตใจผู้ฟังคึกคักฮึกเหิมยิ่ง
ลุงขี้เมาคนหนึ่ง นั่งชมการประลองอยู่ในบริเวณนั้น ท่าจะทนจังหวะเร้าใจไม่ไหว พลางลุกขึ้นรำป้อเข้าจังหวะ เฉิบ ๆ...
บ็อบ หันมองเ้าเทิดกระหน่ำกลองด้วยความสนใจ ในฐานะนักดนตรี เขาไม่คาดคิดว่า เ้าเทิดจะตีกลองได้เก่งกาจเพียงนี้ ก็คิดอยากจะร่วมวงบรรเลงด้วย จึงเดินกลับไปเอาไวโอลินคู่ใจที่ห้องพัก
[1] ทูตมรณะ สวมบทบาทโดย เซอร์ ไอแซกนิวตัน นักฟิสิกส์, นักคณิตศาสตร์,นักดาราศาสตร์, นักปรัชญาธรรมชาติ, นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วงโลก (กฎแรงดึงดูดโลก)
[2] เป็ชื่อเรียกวิชาดาบแขนงหนึ่งของไทย คนใช้จะถือดาบสองมือ (ดาบคู่) เชื่อกันว่าตกทอดมาครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วิชาดาบอาทมาฏ มีจุดเด่นอยู่ที่ความรวดเร็วและรุนแรง เพียงคนเดียวสามารถสู้ได้กับต่อคู่ต่อสู้หลายคน