26 1-2
ตอนที่37 การสืบทอด (1)
“นายท่านออกคำสั่งให้กักบริเวณฮูหยินหลี่ นำตัวไปขังอยู่ในกระท่อมหลังจวนเจ้าค่ะ”
อิ๋งเอ๋อร์ลังเลอยู่สักพักแต่สุดท้ายก็ยอมกล่าวความจริงออกมา
“หลังจากที่นายน้อยหลู่เฟิงอุ้มข้ากลับมาส่งถึงเรือนก็พึงทราบข่าวนี้ จึงรีบเดินทางไปหาฮูหยินหลี่ในกระท่อมทันทีเจ้าค่ะแต่ระหว่างทางกลับ ก็ถูกนายทานพบเข้าข้าเลยโดนจับไปลงโทษโดยการเอาน้ำเดือดราดใส่แขนจะได้ให้คนรับใช้คนอื่นไม่นำไปทำเป็นเยี่ยงอย่าง…”
“แต่ตอนที่อยู่ในกระท่อมหลังนั้นฮูหยินหลี่กล่าวกำชับกับข้าว่า ห้ามบอกเรื่องนี้แก่คุณหนูเด็ดขาด เพราะเกรงว่านายท่านจะย้อนกลับมาก่อปัญหาให้คุณหนูเจ้าค่ะ”
ปาดน้ำหูน้ำตาไปหลายทีอิ๋งเอ๋อร์กล่าวอธิบายเรื่องราวทั้งหมด
“แล้วไฉนจู่ๆมันต้องนำแม่ข้าไปขังอยู่ในกระท่อมด้วย?”
แม้ว่าเซี่ยอี้เฉินจะไม้เคยปฏิบัติดีกับแม่ของนางก็จริงแต่คนอย่างมันเอง ก็ไม่น่าจะก่อปัญหารบกวนนางโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุเช่นกัน
“ข้าเองก็ไม่ทราบแต่ตอนที่ข้าบังเอิญชนเข้ากับนายท่าน เขาดูหงุดหงิดอารมณ์เสียหนักมาก”
อิ๋งเอ๋อร์ส่ายหน้าตรงเข้ากระชับจับมือเซียถงเอาไว้แน่น
“คุณหนูอย่าเพิ่งไปยุ่งกับนายท่านเลยดีกว่าเจ้าค่ะ หากฮูหยินหลี่ทราบว่าท่านกับนายท่านทะเลาะกันยกใหญ่อีก นางจะต้องเสียใจมากเป็นแน่เจ้าค่ะ”
นับตั้งแต่การเผชิญหน้าโต้คารมกันระหว่างเซียถงกับเซี่ยอี้เฉินในตอนนั้นมันก็กลายเป็นสิ่งที่ฮูหยินหลี่ไม่สบายใจเรื่อยมา
เซียถงพยักหน้า เดินกลับไปหยิบยาทาแผลน้ำร้อนลวกมาให้อิ๋งเอ๋อร์จากนั้นก็เดินไปยังห้องฟืนที่อยู่ด้านหลังจวนตามลำพังเพื่อทะลุไปยังกระท่อมด้านท้ายสุดหลังจวนพอมาถึงก็พบแม่กุญแจขนาดใหญ่สีทองแดงพันธนาเอาไว้มิให้เปิดเข้าไปได้อยู่เซียคงคว้าจับแม่กุญแจทองแดงดังกล่าวเอาไว้ให้มั่น เพียงระดมลมปราณสายหนึ่งพร้อมออกแรงบีบเล็กน้อยมันก็แตกออกเป็นเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อยในพริบตาเปิดเข้าไปในกระท่อมหลังดังกล่าวได้อย่างสบายใจ
พอเดินเข้าไปภายในตัวกระท่อมแสงสลัวฮูหยินหลี่กำลังยั่งขดตัวอยู่ ณ มุมหนึ่ง ที่บริเวณนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นเกาะและหยากไย่ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง พอได้ยินเสียงฝีเท้าดังตรงเข้ามานางก็แหงนศีรษะขึ้นมอง ค้นพบว่าเป็นเซียถง นางก็รีบพยุงตัวลุกขึ้นยืนในทันใดกล่าวน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ถงเอ๋อร์ไฉนเจ้าถึงมาที่นี่ได้? รีบกลับไปเร็วเข้า!หากท่านพ่อของเจ้ามาเห็นคงมิใช่เรื่องดี!”
เมื่อเซียถงได้เห็นสภาพหน้ตาของฮูหยินหลี่ในขณะนี้ก็รู้สึกปวดร้าวรานจับขั้วหัวใจ นางกุมมือแม่ตนเองแน่น กล่าวว่า
“ท่านแม่ไฉนพวกมันถึงจับท่านมาขังเช่นนี้?”
ฮูหยินหลี่กลับไม่ตอบคำถามของเซียถงจู่ๆ ก็ถอนหายใจเสียงยืดยาว เอ่ยถามขึ้นแทนว่า
“ถงเอ๋อร์ได้ข่าวว่าเจ้าทำร้ายองค์รัชทายาท? นี่เป็นความจริงรึเปล่า?”
ปรากฏว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับไป๋หลี่เย่อีกแล้ว?
เซียถงได้แต่หัวเราะเย้ยเยาะอยู่ภายในใจกำมือแม่ตัวเองแน่น กล่าวว่า
“หรือฝ่าบาทส่งคนมาก่ปัญหาให้ท่าน?แต่ในสนามประลอง ไป๋หลี่เย่พูดเองกับปากว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันจะไม่เอาความย้อนกลับ หากยังกล้าทำเช่นนี้ ถือว่ามันกลืนน้ำลายตัวเองแล้ว!”
ฮูหลิยหลี่ส่ายหน้า
“เรื่องทำร้ายองค์รัชทยาทกลับหาใช่เรื่องที่ข้าสนใจ”
“ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นพลันบังเกิดความสงสัยขึ้นในใจของเซียถงทันที
เป็นเวลาสักครู่ใหญ่ที่ฮูหยินหลี่มิได้ปริปากพูดอะไรเลยนางเดินหันหลังกลับไปอยู่มุมกระท่อมอีกครั้งและนั่งลงเอาแต่จับจ้องพื้นดินเหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่ในหัวพอเซียถงเห็นแบบนั้นก็ไม่กล้าไถถามตามตื๊ออันใดอีก
ในเมื่อท่านแม่ไม่อยากจะพูดนางก็เลยไม่ถามเช่นกัน แต่เมื่อใดที่ท่านแม่ต้องการ เซียถงก็พร้อมที่จะฟัง
คล้อยหลังนิ่งเงียบไปเสียนานฮูหยินหลี่หันกลัวมากำมือเซียถงแน่น สีหน้าการแสดงออกของนางในตอนนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงจริงจังด้วยว่า
“ตอนนี้ระดับพลังลมปราณของเจ้าอยู่ที่ขอบเขตใด?”
“เสาหลักฟ้าชั้นกลาง”
เซียถงกล่าวตอบไปทั้งที่ยังคงงุนงง
“เสาหลักฟ้าชั้นกลาง?”
ฮูหยินหลี่ถึงกับอ้าปากกว้างเผยสีหน้าตื่นตะลึงเสมือนว่าไม่อยากจะเชื่อออกมา นางคิดมาเสมอว่าเซียถงน่าจะมีพลังอยู่เพียงขอบเขตเสาหลักเหลืองชั้นสูงเท่านั้น
เซียถงมิได้เอ่ยกล่าวลอยๆ พูดจบนางก็กางฝ่ามือออกไปให้ฮูหยินหลี่ดูต่อหน้าพร้อมโคจรลมปราณสายหนึ่งชักนำปรากฏออกมา กลายมาเป็นกระแสลมปราณสีครามฟ้าสดใสหมุนติ๊วเคว้งคว้างอยู่บนฝ่ามือของนาง
ช่างเป็นประกายแสงครามฟ้าระยิบระยับเจิดจรัสรัศมีกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเซียถงแม้นจะเป็นระลอกบางสั่นกระเพื่อมแผ่วเบาแต่ภายในนั้นกลับอัดแน่นความขุมพลังสุดแกร่งกล้าเร่งแฝงซ้อนอยู่
“เป็นเสาหลักฟ้าชั้นกลางจริงๆถงเอ๋อร์ เจ้าคืออัจฉริยะ!”
ทันทีที่เห็นประกายแสงสีครามฟ้าสดใสทั้งบนฝ่ามือและร่างกายของเซียถง ฮูหยินหลู่ก็ดีตื่นอกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งทั้งยังมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของนาง
“เช่นนั้นจะไม่มีใครสามารถรังแกท่านแม่ได้อีกแล้วพวกเราไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในจวนเช่นนี้อีกต่อไป ขอเพียงท่านแม่ต้องการข้าจะพาท่านออกไปทันที”
เซียถงคลายพลังอ่อนลงจนหายไปกุมมือฮูหยินหลี่แน่น กล่าวย้ำน้ำเสียงหนักแน่น
“ถูกต้องจะไม่มีใครสามารถรังแกเราได้อีกแล้ว”
ฮูหลินหลี่กระชับมืออีกฝ่ายตอบพยักหน้าด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
เซียถงโน้มตัวเข้าไปกอดพร้อมตบหลังเบาๆเพื่อปลอมประโลม คล้อยหลังไม่นาน ฮูหยินหลี่ก็เริ่มสงบอารมณ์ลง
“ถงเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเสาหลักฟ้าได้แล้วมันคงถึงเวลาแล้ว...ที่ข้าจะถ่ายทอดสมบัติที่ท่านตาของเจ้าทิ้งเอาไว้ให้!”
ฮูหยินหลี่ปาดน้ำตาตั้งสติกลับมาจับจ้องเซียถง สีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“ท่านตางั้นรึ?”
คำเรียกนี้ราวกับว่านางมิเคยได้ยินมาแสนนานแล้วทำเอาเซียถงตกอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเองไปครู่หนึ่ง ต่อมาค่อยจดจำได้ว่าท่านตาของข้าล่วงลับจากไปนานแล้ว เท่าที่จำความได้ท่านปู่ของนางมีตำแหน่งใหญ่โตในระดับหนึ่งเช่นกันในจวนกั๋วกง แต่กลับกลายเป็นว่าท่านตาคนนี้กลับไม่ค่อยสนใจแลเหลียวนางกับแม่ของนางเท่าไหร่นัก จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมสองแม่ลูกเฉิงถึงเหิมเกริม กล้ารังแกพวกนางตามอำเภอใจเช่นนี้
“ใช่แล้ว”
ฮูหยินหลี่พยักหน้าพาเซียถงไปนั่งบนเก้าอี้ตรงมุมกระท่อม จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้มือไม้ลูบไล้จัดทรงผมให้ลูกสาวของตน พลางกล่าวอธิบายขึ้นว่า
“ก่อนหน้านี้ ข้ายังคิดว่าเจ้ายังเด็กเกินไปและไม่แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ แต่กลายเป็นว่า ข้าคิดผิดเจ้าแข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิดไว้มากคงถึงเวลาที่ข้าต้องเล่าเรื่องของท่านตาให้เจ้าฟังแล้ว”
คล้อยหลังมือไม้ของฮูหยินหลู่พลันชะงักหยุดชั่วขณะถอนสายตาเหม่อมองออกไปทางช่องหน้าต่าง กล่าวว่า
“ตระกูลหลี่เดิมเคยเป็นตระกูลยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิตงหลี่และท่านตาของเจ้ามีสมบัติล้ำค่าซึ่งเป็นถึงคัมภีร์วรยุทธ์ลับที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแต่หลังจากที่ท่านย่าของเจ้าล่วงลับไป ฝ่าบาทก็จับบุตรสาวของตนนางหนึ่งซึ่งก็เป็นองค์หญิงให้มาอภิเษกสมรสกับท่านตา”
“แต่ท่านตาของเจ้ากลับทราบดีว่าที่ฝ่าบาททำไปทั้งหมดก็เพื่อต้องการครอบครองคัมภีร์วรยุทธ์ลับที่อยู่ในมือของเขาดังนั้นมันจึงถูกเก็บซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดีแม้กระทั่งองค์หญิงนางนั้นและท่านลุงของเจ้าก็ไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน”
ท่านลุงของเซียถงคนนี้เป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดขึ้นระหว่างองค์หญิงนางนั้นและท่านตา
“ท่านตาของเจ้ายังคงรักท่านย่าของข้ามากกว่าสิ่งใดแต่ที่ต้องอภิเษกกับองค์หญิงล้วนเกิดจากความคับข้องใจทั้งสิ้นและเพื่อป้องกันมิให้ คัมภีร์วรยุทธ์ลับที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ต้องตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกราชวงศ์เขาจึงตัดสินใจถ่ายทอดความลับนี้ให้แก่ข้าแทน และชิงให้ข้าแต่งงานออกเรือนไปก่อนที่จะโดนนำตัวเข้าวังหลวง”
คล้อยหลังกล่าวตบฮูหยินหลี่ก็จับจ้องไปยังเซียถง เห็นใบหน้าอันสงบเสงียมนี้ จึงค่อยกล่าวต่อว่า
“ท่านตาของเจ้าล่วงลับไปหลังจากข้าออกเรือนได้สองปีทางด้านองค์หญิงนางนั้นไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ไม่เสาะพบคัมภีร์วรยุทธลับดังกล่าวเลยส่งผลให้ตอนนี้ฝ่าบาทเกิดข้อสงสัยว่า ความลับที่เก็บซ่อนมาแสนนานนี้จะอยู่ในมือข้าหรือไม่หลายปีที่ผ่านมา พวกนั้นพยายามกันทุกวิถีทางเพื่อที่จะเค้นความลับออกจากปากข้าแต่ข้าก็ไม่เคยปริปากกล่าวแม้สักคำ พูดออกไปเพียงว่า ข้าไม่ได้รับมรดกสืบทอดใดๆจากท่านตาของเจ้าเลย สุดท้ายนี้ ข้าเลยต้องจำใจทำลายจุดตันเถียนของตัวเองทิ้งซะเพื่อจะได้กลายมาเป็นคนไร้น้ำยา ไม่ต้องมีใครให้ความสนใจเช่นนี้”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเซียถงก็กระชับกำมือฮูหยินหลี่เอาไว้แน่นกว่าเดิม ภายในใจรู้สึกเป็นทุกข์ยิ่ง