ราชันพิษล้างสวรรค์

    บทที่ 5 ให้ข้าจัดการเอง

    “ใช่! ใครที่มันบังอาจหาญกล้าคิดสังหารหลานชายข้ากัน!”
    เฉินตงหมิงได้ยินคำถามของเฉินหรุ่ยจึงรู้สึกเดือดดาลกล่าวเสียงดัง
    ทุกคนนิ่งเงียบไปสักพักแล้วรอฟังคำตอบของเฉินอี้
    “เป็นคนตระกูลโจว โจวอี้หาน” เฉินอี้กล่าวน้ำเสียงชัดเจน นามนี้ทำให้พวกเขาต้องตกใจมากไปตามๆกัน
    เฉินเหว่ยหงขมวดคิ้วทำสีหน้าโกรธเคืองตึงเครียดขึ้นมา “เป็นพวกมันตระกูลโจวจริงงั้นรึลูกอี้?” เขากล่าวถามย้ำอีกครั้งให้แน่ใจ
    เฉินอี้พยักหน้ากล่าวตอบจริงจัง “ใช่แล้วท่านพ่อเป็นพวกมันที่ทำร้ายข้าแล้วโยนข้าลงหุบเหวศพมรณะ”
    “ฮึ่ม!” ตูม! เกิดเสียงดังสนั่นออกมาจากกำแพง แกร๊กๆ แกร๊ก...และเศษหินร่วงหล่นลงมา เป็นเฉินตงหมิงเองที่ใช้กำปั้นชกออกไปเพื่อระบายความโกรธของตน
    เฉินตงหมิงนั้นเป็นผู้มีพลังปราณอยู่ในระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้น 4 ซึ่งสูงกว่าระดับหลอมลมปราณ 2 ช่วงชั้น การออกแรงชกนี้จึงทำให้กำแพงหนาเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่เท่าครึ่งตัวคนเลย และเขาได้ออมมือของตัวเองไว้แล้วไม่งั้นบ้านอาจจะพังทั้งหลัง
    เฉินอี้ยิ้มบางให้กับการกระทำของเฉินตงหมิงพลางคิดในใจว่า “ท่านลุงผู้นี้เป็นคนที่ซื่อตรงจริงๆแล้วยังดีต่อข้าขนาดนี้..” ตนรู้สึกดีต่อท่านลุ่งผู้นี้จริงๆ
    เฉินตงหมิงกล่าวเสียงดังลั่นอย่างโกรธเคือง “ตระกูลโจว! พวกมันบังอาจหาญกล้าทำขนาดนี้กับตระกูลเฉินข้าแห่งเมืองเซียงหนาน! ข้าจะนำกองทัพไปบดขยี้มันถึงที่เมืองเหอหยางเอง!!” เขากำหมัดแน่นขึ้นอย่างกับอยากจะชกออกไปอีกสักที
    ตระกูลโจวนั้นเป็นเจ้าเมืองของเมือง “เหอหยาง” ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆติดกันกับเมืองเซียงหนานนี่เอง
    เฉินเหว่ยหงผู้เป็นเจ้าเมืองเอ่ยกล่าวห้ามปราม “ท่านพี่เฉินตงหมิงอย่าเพิ่งรีบร้อนไป” เขาบอกให้เฉินตงหมิงใจเย็นลงก่อน
    แต่แท้จริงแล้วตัวเฉินเหว่ยหงเองกลับเป็นคนที่มีโทสะมากที่สุด!
    เพราะพวกมันถึงขนาดกล้าคิดสังหารบุตรชายของตน และยังบุกมาทำร้ายถึงที่เมืองเซียงหนาน เท่ากับว่าไม่ต่างจากมาหยามหน้าเขาผู้รับหน้าที่เป็นคนดูแลเมืองเซียงหนานแห่งนี้อยู่อย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดความรู้สึกโกรธเกรี๊ยวมากเป็นธรรมดา
    หากด้วยความที่มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมืองจึงจำต้องระงับอารมณ์ให้ใจเย็นเข้าไว้ ไม่อาจทำอะไรบุ่มบ่ามได้
    เฉินเหว่ยหงนั้นมีพลังที่ระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้นที่ 3 ซึ่งน้อยกว่าเฉินตงหมิงผู้เป็นพี่ชาย 1 ขั้น แต่ด้วยความที่เฉินเหว่ยหงเป็นคนใจเย็นมีความรอบคอบจึงได้ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลเฉินและเจ้าเมืองเซียงหนาน
    ต่างจากตัวพี่ชายเฉินตงหมิงที่เป็นคนอารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่นชอบใช้กำลังแก้ปัญหาเกือบตลอด ถ้าให้เขาขึ้นเป็นผู้นำล่ะก็.. อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นในอนาคตได้ แล้วด้วยเป็นคนอุปนิสัยแบบนี้ จึงเหมาะจะเป็นแม่ทัพผู้นำแนวหน้าในการสู้รบมากกว่า
    เฉินหรุ่ยกล่าวถามข้อสงสัยออกไป “เหตุใดเจ้าโจวอี้หานมันถึงคิดจะสังหารเจ้า ตัวมันก็เป็นถึงอัจฉริยะในรอบ 10 ปี เลยไม่ใช่หรือ? แล้วเพราะอะไรมันถึงอยากจะกำจัดเจ้ากัน?” เขาคิดว่าไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะทำไปโดยเปล่าประโยชน์ มันจะต้องมีสาเหตุเป็นแน่
    “เป็นเพราะมันต้องการกำจัดข้าที่เป็นคู่หมั้นแม่นางหลินฉีหนิงทิ้งไป ข้าที่เป็นก้างขวางคออยู่จึงเป็นปัญหาสำหรับมัน” เฉินอี้กล่าวตอบไปตามข้อสันนิฐานที่ตัวเองเคยคิดคาดเดาจากความเป็นจริง
    เฉินซูยวนพยักหน้าเข้าใจแล้วกล่าวว่า “อย่างนี้นี่เอง เพราะโจวอี้หานมันชื่นชอบแม่นางหลินฉีหนิงอยู่จึงอยากกำจัดเจ้าไปให้พ้นทางแล้วกระจายข่าวว่าเจ้าตายไปแล้วเพื่อให้การหมั้นยกเลิกสินะ” นางรู้ได้ในทันทีเพราะข่าวลือการตายของเฉินอี้นั้นมาจากคนของตระกูลโจวที่เข้ามาในเมืองเซียงหนานเป็นคนบอกต่อคนอื่นๆทั่วเมือง
    เฉินตงหมิงหน้าขมวดคิ้วเอ่ยกล่าวคำถามน่าหนักใจขึ้น “งั้นคนตระกูลหลินก็มีส่วนรู้เห็นด้วยงั้นรึ?” เขาคิดว่าคนพวกนั้นก็อาจเกี่ยวข้องด้วย
    เฉินเหว่ยหงส่ายหน้ากล่าวตอบกลับ “เป็นไปไม่ได้ ผู้นำตระกูลหลิน ประมุขหลินเหิงอี้เป็นสหายสนิทที่ข้ารู้จักมานานนัก และตระกูลเฉินเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด ข้าคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกเขาจะร่วมมือกันทำเรื่องแบบนี้” ตัวเขาและหลินเหิงอี้นั้นสนิทกันราวกับเป็นพี่น้องแท้ๆ แถมตระกูลหลินยังเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเซียงหนานเช่นเดียวกับตระกูลหลิวอย่างหลิวเย่ด้วย การหักหลังคนในเมืองเดียวกันจึงเป็นไปได้ยาก
    เฉินอี้ก็ไม่ได้รู้เรื่องของตระกูลหลินมากนัก เขานึกจากความทรงจำของเฉินอี้คนเก่าก็รู้เพียงแค่ว่า ตนและแม่นางหลินฉีหนิงเคยพบเจอกันเมื่อครั้งสมัยยังเป็นเด็กน้อยเท่านั้นแล้วจากนั้นก็ไม่เคยเห็นหน้ากันอีกเลย
    พวกเขาสองคนถูกจับหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนนางจะไม่ค่อยชอบเฉินอี้คนเก่าที่ตายไปเลยจึงต้องทำเป็นหลบหน้ากันอยู่ตลอดเวลา
    เฉินอี้คิดสักพักแล้วกล่าวเสริมว่า “ข้าก็คิดว่าตระกูลหลินไม่ได้สมคบคิดกับตระกูลโจวแต่อย่างใด เพียงใช้ข่าวการตายของข้าเป็นเหตุผลในการถอนหมั้นแค่นั้น”
    เฉินอี้คิดว่าเม่นางหลินฉีหนิงอยากถอนหมั้นกับตนเองอยู่แล้วเท่านั้น นางคงไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจวอี้หานแต่อย่างใด
    “ฮ่า ฮ่า นั่นสินะ เพราะแต่เดิมนางก็ไม่ได้ชอบเจ้าอยู่แล้วนี่ แถมข้ายังได้ยินมาว่าแม่นางหลินฉีหนิงเอาแต่ฝึกฝนวรยุทธ์ไม่คิดสนใจบุรุษเลยสักนิดเดียว” เฉินซูย่วนนางกล่าวหัวเราะขบขันเชิงเห็นด้วยกับเฉินอี้
    เฉินอี้ได้ยินเฉินซูย่วนกล่าวเช่นนี้ก็หลับตาเชิดยิ้มยักไหล่แสดงท่าทางทำเป็นไม่สนใจต่อเรื่องพวกนี้
    “ท่านเจ้าเมืองจากนี้ไปจะทำอย่างไรกับตระกูลโจวดี?” เฉินหรุ่ยทำสีหน้าจริงจังกล่าวถามขึ้น
    เฉินเหว่ยหงขมวดคิ้วตามองต่ำลง.. ครุ่นคิดอย่างหนักกับเรื่องนี้
    ปึก! เฉินตงหมิงประสานหมัดชนกันพร้อมกล่าวเสียงดังด้วยรอยยิ้มมุมปาก “หึ! ก็แค่ไปเอาเลือดออกจากหัวกะโหลกของพวกมันยังไงเล่า!” เขาทำท่าทางคันไม้คันมือตัวเองกุมกำปั้นเสียงดังกร็อบแกร็บพร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่
    เฉินอี้ยิ้มรู้สึกถูกใจกับคำพูดของท่านลุงผู้นี้ยิ่งนัก เขามองพลางคิดในใจ “ท่านลุงผู้นี้จะต้องกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีฝีมือร้ายกาจในวันข้างหน้าแน่”
    “ยังทำแบบนั้นไม่ได้ กำลังรบของฝั่งเรากับตระกูลโจวนั้นใกล้เคียงกัน ถ้าขืนสู้แบบไม่มีการวางแผนจะเสียเปรียบเอา ” เฉินเหว่ยหงที่ยังคงสุขุมกล่าวอย่างใจเย็น
    อย่างที่ท่านเจ้าเมืองกล่าวบอก เมืองเซียงหนานนั้นมีกำลังรบทหารอยู่ที่ราวๆ 300 คน ซึ่งมิได้ต่างกับเมืองเหอหยางมากนักและยังไม่สามารถขอกำลังสนับสนุนจากเหล่าสามตระกูลใหญ่ในเมืองได้อีกด้วย เพราะมันเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวระหว่างตระกูลเฉินและตระกูลโจวเท่านั้น
    “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าโจวอี้หานเมื่อเร็วๆนี้มันได้เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ของทวีปตะวันออกนี้แล้ว ถ้าเรายกทัพไปแก้แค้นมันจะไม่แย่เอาหรือ?” เฉินหรุ่ยกล่าวอย่างวิตกกังวลถึงเรื่องร้ายแรงนี้
    คำกล่าวนี้ของเฉินหรุ่ยทำให้พวกเขาทั้ง 4 รู้สึกตึงเครียดขึ้นกว่าแต่ก่อนนัก..
    เฉินอี้ได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะตัวเขาในอดีตนั้นเคยอยู่ในดินแดนเทพบรรพกาลศักสิทธิ์มาก่อน.. ที่ล้วนมีแต่พวกฝีมือร้ายกาจที่เป็นถึงผู้บรรลุระดับเทพเซียนทั้งนั้น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงโลกมนุษย์เบื้องล่างที่มีแต่มนุษย์ธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ มิควรค่าให้ตนต้องใส่ใจสักนิดเดียว
    “รอให้ท่านพ่อกลับมาที่ตระกูลเฉินก่อนค่อยคิดหาทางจัดการทีหลัง” เฉินเหว่ยหงกล่าวออกความเห็น
    เฉินอี้ได้ยินก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา จากความทรงจำของเฉินอี้คนเก่าจึงนึกได้ว่าเขามีท่านปู่ที่ชื่อ “เฉินซือหยาง” แถมท่านปู่คนนี้ยังเป็นผู้มีระดับพลังแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขั้น 9 ที่เป็นขั้นสูงสุดของระดับแก่นแท้มนุษย์เลยด้วย
    เฉินอี้ที่รู้สึกตื่นเต้นกล่าวถามออกไป “ท่านพ่อแล้วตอนนี้ท่านปู่อยู่ที่ไหนหรือ?” เขาถามออกมาอย่างไม่รู้ตัวด้วยความรู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากที่ในชาตินี้ได้มีท่านปู่
    เฉินเหว่ยหงทำสีหน้าเหนื่อยใจกล่าวตอบกลับ “ท่านก็ออกไปตามหาตัวเจ้าไงเล่า! แต่อีกแค่ไม่กี่วันก็คงกลับมาแล้วล่ะ”
    ท่านปู่ของเฉินอี้ได้นั้นรับการแจ้งข่าวสารผ่านหินสื่อสารแล้วกำลังเดินทางกลับมาโดยเร็ว
    “แฮะๆ” เฉินอี้ได้ยินแบบนี้ก็ยกมือมาเกาศีรษะยิ้มหัวเราะแหย่ๆทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
    “แล้วอีก 2 วันข้างหน้าที่ตระกูลหลินจะมาถอนหมั้นเฉินอี้ล่ะจะทำยังไง” เฉินซูย่วนกล่าวถามถึงเรื่องสำคัญขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง
    เฉินอี้คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้วจึงเอ่ยกล่าวอย่างหน้าตาจริงจัง “เรื่องตระกูลหลินจะมาถอนหมั้นนั้นให้ข้าเป็นคนจัดการเอง”
    “เจ้าแน่ใจเหรอว่าจะจัดการเรื่องนี้เอง?” เฉินเหว่ยหงรู้สึกประหลาดใจกับคำบอกกล่าวของเฉินอี้มาก จึงจำเป็นต้องถามซ้ำอีกครั้ง
    เฉินอี้พยักหน้าแล้วกล่าวอีกว่า “ข้าแน่ใจ แล้วก็ข้าจะจัดการเรื่องที่ข้าเกือบถูกสังหารเองด้วยพวกท่านไม่จำเป็นต้องห่วง เพราะยังไงทั้งหมดก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่เกิดขึ้นจากข้าเป็นต้นเหตุทั้งนั้น พวกท่านแค่รอดูสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้ก็พอ”
    คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเฉินอี้นี้ทำเอาพวกผู้อาวุโสทั้ง 4 ต้องอึ้งไปในทันที เพราะเรื่องใหญ่ที่พวกเขารับรู้กันวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่คนเพียงคนเดียวจะจัดการได้ ยิ่งไม่ใช่กับผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับก่อตั้งลมปราณขั้น 6 เลยด้วยซ้ำ
    เฉินอี้ประสานมือโค้งตัวคารวะพลางกล่าว “เมื่อพวกท่านได้รับการคลี่คลายเรื่องทั้งหมดแล้ว ข้าก็ขอกลับไปพักที่ห้องของตนเองก่อน ข้าขอตัวลา” เมื่อกล่าวเสร็จเขาก็หมุนตัวหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
    ผู้อาวุโสทั้ง 4 คนต่างหน้านิ่งงงงันต่อท่าทางและคำกล่าวของเฉินอี้อยู่เนิ่นนานแล้วจึงค่อยหันมาสบตากันและกัน
    เฉินตงหมิงรู้สึกเป็นกังวลคิดกล่าวถามคนแรกว่า “ปล่อยให้เป็นแบบนี้จะดีรึ?”
    เฉินเหว่ยหงหลับตาลงสงบจิตใจเอามือไขว่หลังแล้วจึงค่อยกล่าว “คงต้องรอดูมันกันไปก่อนนั่นล่ะ” พอกล่าวเสร็จเขาก็เดินกลับไปที่ห้องของตนเอง
    เฉินซูยวนและเฉินหรุ่ยต่างคนต่างก็ค่อยลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วกลับไปยังที่พักของตนเองโดยปราศจากคำพูดใดๆ..
    เฉินตงหมิงยังยืนกอดอกครุ่นคิดกล่าวพึมพำกับตัวเองอยู่คนเดียว “เจ้าหลานเฉินอี้คนนี้ดูต่างไปจากแต่ก่อนเยอะจริงๆ” แล้วก้าวออกจากห้องโถงประชุมพลางเดินไปคิดไป..
    เฉินอี้กำลังก้าวเท้าเดินตามทางจากภายในความทรงจำไปยังห้องของตนซึ่งอยู่ติดกับห้องของเฉินลู่ พลางคิดอยากแอบไปดูน้องชายตนเองว่าเข้านอนแล้วรึยัง?
    เขาแง้มเปิดประตูออกเล็กน้อยก็มองเห็นน้องชายของตนนอนอยู่ในสภาพกางแขนขาออกกว้างหลับตาสนิทนอนน้ำลายยืดบนเตียงไปแล้ว เฉินลู่มักจะเข้านอนตรงเวลาเสมอ
    เฉินอี้เห็นแบบนี้ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้จริงๆ เขาคิดว่า เสี่ยวลู่ช่างเป็นน้องชายที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
    เฉินอี้เดินเข้าห้องตัวเองแล้วเลื่อนปิดประตูจึงค่อยหลับตาลงกล่าวในใจว่า “ในชาตินี้ของข้าได้เกิดมามีชีวิตใหม่แล้วมีครอบครัวที่ดีต่อข้าเช่นนี้ ช่างนับเป็นเรื่องที่ประเสริฐจริงๆ” เขาค่อยๆยกมือขวาของตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆ
    ทันใดนั้นเฉินอี้ก็พลันลืมตาเผยสีหน้าเข้มจริงจังปลดปล่อยจิตสังหารที่แรงกล้าออกมา มือของเขาค่อยๆเปลี่ยนกลายเป็นสีดำจากการโคจรพลังปราณด้วยคัมภีร์เคล็ดวิชาพิษนิรันดร์กลืนฟ้า
    เฉินอี้จ้องมองไปยังฝ่ามือดำมืดด้วยแววตาแข็งกล้าพร้อมกล่าวเสียงเย็นเสียดกระดูก
    “มันผู้ใดที่คิดประสงค์ร้ายหาญกล้าต่อข้าและคนสำคัญของข้าล่ะก็..จะต้องตายอย่างทรมานด้วยน้ำมือของข้าเฉินอี้ผู้นี้!” เขาปล่อยจิตสังหารออกมาพร้อมไอพิษแห่งความตายจนทำให้บรรยากาศรอบด้านในห้องเย็นเยียบลงทันที!

    นิยายแนะนำ