ยุคสมัยของโลกใหม่ เริ่มต้นมาแล้วเป็เวลา10ปีพอดี
หลังจากที่ผู้คนจากทั้ง 2 โลกพบกัน และตัดสินใจจะสร้างอารยธรรมใหม่ร่วมกัน เมืองนี้ก็ถูกสร้างขึ้นในทันที
‘อาณาจักรแห่งแสง’ ชื่อเรียกของเมืองนี้ ถูกตั้งโดยผู้เป็กษัตริย์และเป็ผู้ปกครองเมืองนี้
มันก็ไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจนักสำหรับคนของโลกเดิมเพราะเมื่อก่อนเราก็มีรูปแบบการปกครองในลักษณะที่มีพระมหากษัตริย์เป็ประมุขมาก่อนแล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้พักพิงรวมไปถึงผู้เกิดใหม่ด้วย กษัตริย์ของเมืองนี้ไม่ได้ตั้งกฎบังคับว่าทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองนี้และสามารถออกไปตั้งถิ่นฐานเองได้อย่างอิสระแต่หากจะอยู่ที่เมืองนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองเพื่อที่จะดูแลได้โดยง่าย
ระบบรากฐานของการปกครองเองก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว
สิ่งก่อสร้างนั้นมีทั้งที่เป็อิฐบล็อก หินบางหลังก็ทำจากไม้ แล้วแต่ว่าผู้คนนั้นจะสรรหาอะไรมาสร้าง
การเริ่มต้นยุคสมัยโลกใหม่จะมีความลำบากอยู่บ้างในการที่ต้องเริ่มนับ0 ใหม่แต่ความรู้ดั้งเดิมที่สะสมมานานทำให้เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วแม้จะผ่านมาเพียงแค่10 ปีด้วยอิทธิพลของเวทมนตร์
ผู้คนจากต่างโลกจะไม่มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมากเท่ากับผู้คนของโลกเดิมแต่พวกเขาเองก็มีความก้าวหน้าทางเวทมนตร์ค่อนข้างมากการค้นคว้าและวิจัยส่งผลให้พวกเขาถึงกับสามารถใช้พลังของไลฟ์เพื่อเปิดประตูมิติเดินทางมายังโลกนี้ได้
คนของโลกเดิมที่คิดจะเข้ามาอยู่อาศัยที่นี่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนต่างโลกในการสร้างที่อยู่ให้เพราะแม้ไลฟ์จะทำให้ทุกคนใช้พลังเวทได้แล้วการเรียนรู้ที่จะใช้มันยังคงเป็ปัญหาสำหรับพวกเขาในเริ่มแรก
ด้านนอกเมืองมีคูน้ำอยู่โดยรอบ คูน้ำนั้นเชื่อมจากแม่น้ำด้านนอกตัดผ่านเข้าสู่เมืองและล้อมรอบเมืองไว้เพื่อป้องกันภัยจากภายนอก
การจะเข้าเมืองได้ต้องข้ามสะพานหินขนาดใหญ่เพื่อเข้าเมืองเป็การจำกัดทางเข้าเพื่อจะคัดกรองคนก่อนที่จะเข้าเมือง
ที่สุดปลายสะพานมีเหล่าคนที่แต่งตัวเช่นเดียวกับเจฟและไอซ์จำนวนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่
ทันทีที่เดินมาถึงปลายสะพาน เหล่าทหารพากันทำความเคารพ
การเข้าเมืองเป็ไปอย่างราบรื่นแต่ที่จริงก็แค่เดินผ่านมาเฉยๆ จะว่าไปนี่คงเป็อภิสิทธิ์ของคนใหญ่คนโต
เมฆเห็นแบบนั้นแล้วก็แปลกใจกับเพื่อนตัวเองอยู่บ้าง
ไอซ์มาเกิดใหม่ก่อนเขาเป็เวลา 2 ปี ใน่นั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง วันนี้เขากลับกลายเป็ถึงหัวหน้าหน่วยรักษาการณ์ของอาณาจักรใครๆ ก็เรียกไอซ์ว่าท่านกันหมด
พอเป็แบบนี้เขาก็อดไม่ได้ ที่จะนึกภาพเก่าของไอซ์ที่เขาเคยจำได้
ทั้งๆที่เมื่อก่อนไอซ์เป็แค่โอตาคุชอบเก็บตัวแท้ๆแค่จะคุยกับผู้หญิงตัวยังสั่นเลยด้วยซ้ำ มาวันนี้กลายเป็หนุ่มมาดแมนทรงเสน่ห์ไปเสียแล้วการเปลี่ยนแปลงนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือเนี่ย
“นายกำลังคิดอะไรที่เสียมารยาทอยู่ใช่รึเปล่าน่ะ?”อยู่ดีๆไอซ์ก็พูดขึ้น
แค่เขาทำหน้าสงสัยนิดหน่อยดันรู้ตัวซะได้
“เปล่า ก็แค่ว่านายพัฒนามาไกลเหมือนกันนะ”
“ใช่มั้ยล่า~ ฉันเป็ถึงหัวหน้าหน่วยรักษาการณ์ที่ 5 ของอาณาจักรนี้เลยนะแถมยังเป็คนที่เข้ารับตำแหน่งด้วยอายุที่น้อยที่สุดอีกต่างหากนายควรดีใจนะที่นายมีเพื่อนที่เก่งกาจ และหล่อเหลาแบบนี้น่ะ”
แต่ความขี้โม้กับชอบยอตัวเองไม่เคยเปลี่ยนเลยต่อให้นั้นเป็การพูดเล่น แต่ไม่อายเวลาพูดเลยแฮะ
พอเมฆเห็นแบบนี้ภาพทับซ้อนก็ยิ่งขึ้นชัดเจนขึ้นไปอีก แต่เขาได้แค่ถอนหายใจด้วยความหน่าย
ในตอนนี้พวกเขาเข้าเมืองมาได้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นแล้วข้าจะขอตัวไปรายงานภารกิจก่อนนะขอรับท่านเองก็พาเขาไปที่หน่วยทะเบียนด้วยล่ะ” เจฟพูดขึ้นมา เพื่อจะขอแยกตัวออกไปทำธุระบางอย่าง
“โย้ช! ฝากด้วยล่ะคุณรองหัวหน้า”
“ไม่ต้องมายกนิ้วให้เลยนะที่จริงการรายงานภารกิจมันสมควรเป็หน้าที่ของหัวหน้าหน่วยไม่ใช่หรือไงกันที่ข้าไปแทน เพราะเห็นท่านไม่กล้าคุยกับซิลเวียหรอกนะ เดี๋ยวนี้นางเริ่มบ่นแล้วนะ ที่ท่านไม่เคยไปรายงานภารกิจเองเลยน่ะ”
“อึก...อย่าพูดอะไรไม่เข้าเื่สิ ไปได้แล้วไป ชิ่วๆ” ไอซ์กวักมือไล่
เจฟเดินจากไปอีกทางหนึ่ง
“สุดท้ายแล้วนายก็ยังไม่กล้าคุยกับผู้หญิงสินะ” มีโอกาสไม่รอช้าเมฆพูดถึงจุดอ่อนของไอซ์ที่มีมาั้แ่สมัยก่อน
ถ้าเมฆเดาไม่ผิดคนที่ชื่อซิลเวียนั่นต้องเป็ผู้หญิงแน่นอนและชื่อนั้นทำให้ไอซ์สะดุ้งได้
ถ้าตื่นตัวอย่างนี้แสดงว่าคงสวยอยู่นั่นล่ะ
“ไม่มีทางน่า นั้นมันเื่เก่าแล้ว ฉันน่ะเป็ถึงท็อป 10 ของคนที่ได้ของขวัญจากผู้หญิงในวันพรีเซเลย์เลยนะกะไอ้แค่การคุยกับผู้หญิงน่ะ ฉันก้าวข้ามผ่านมันมาได้เรียบร้อยแล้ว”
แต่ปฏิกิริยาที่เมฆเห็นเมื่อกี้ ยังไงก็ดูไม่น่าเชื่อถือแล้วไอ้วันพรีเซเลย์นั่นมันวันอะไร ชื่อประหลาดชะมัด
“ยังไงก็เถอะ ฉันต้องรีบพานายไปลงทะเบียนเป็พลเมืองหน่วยลงทะเบียนมันอยู่ทางนี้ ตามมา!”
ไม่มีรีรอให้มีบทสนทนาเพิ่มไอซ์เดินนำหน้าไปในทันที เมฆจึงต้องรีบเดินตามไปเช่นกัน
.
.
หน่วยลงทะเบียนเป็ตึกหลังเดี่ยวขนาดใหญ่โตพอประมาณวันนี้มีผู้คนมาใช้บริการกันพอสมควรทำให้มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาเยอะแยะเห็นภาพก็พอจะคลับคล้ายคลับคลากับอำเภอประจำจังหวัดอยู่เหมือนกัน
ไอซ์พาเมฆไปยังห้องหนึ่งซึ่งมีเ้าหน้าที่ลงทะเบียนนั่งอยู่บนโต๊ะนั่นมีลูกแก้วสีขาวขุ่นวางไว้
ทั้งสองคนทักทายกันเสมือนได้เจอกันอยู่บ่อยๆพร้อมแนะนำว่าเมฆคือคนที่มาเกิดใหม่ และพามาลงทะเบียน
เมฆก็บังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่าโลกใหม่นั้นใช้ภาษาเขียนของผู้คนที่มาจากต่างโลกมันเรียกว่าภาษา‘จิคม่า’ ส่วนภาษาพูดนั้นไม่ว่าจะภาษาอะไรทุกคนจะเข้าใจกันหมดด้วยพลังจากไลฟ์
แต่พอเป็แบบนั้นแล้วเขาจะสามารถเขียนรายละเอียดของตัวเองได้ยังไงในเมื่อเขาเขียนภาษานั้นไม่เป็
“เรามีวิธีในการแก้ปัญหานั้นอยู่แล้วเพียงวางมือลงบนลูกแก้วนี้แล้วพูดข้อมูลของเ้าออกมามันจะประมวลผลเป็ตัวหนังสือในภาษาจิคม่าเอง”พนักงานคนนั้นพูดถึงสิ่งประดิษฐ์นี้เพื่อให้เมฆสบายใจ
เมฆวางมือข้างขวาลงบนลูกแก้วนั้น
พนักงานพอเห็นว่าเขาพร้อมแล้วก็ยกมือสองข้างมาอังที่ลูกแก้วทันใดนั้นเองที่ลูกแก้วได้ส่งแสงสว่างสีขาวสลัวๆ ออกมา
สิ่งที่เห็นทำให้เมฆรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนใช้เวทมนตร์ส่วนลูกแก้วนี้เองก็น่าจะเป็อุปกรณ์เวท
กระบวนการลงทะเบียนนั้นเริ่มจากลูกแก้วจะบันทึกข้อมูลลายนิ้วมือและภาพสะท้อนของบุคคลนั้นส่วนรายละเอียดส่วนตัวจะเป็การถาม-ตอบระหว่างเ้าหน้าที่และคนลงทะเบียนตัวหนังสือของข้อมูลที่เมฆได้ตอบไปค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาที่ลูกแก้ว
ในที่สุดการลงทะเบียนก็เสร็จสิ้นลง
หลังการลงทะเบียนเมฆได้รับแผ่นไม้สี่เหลี่ยมที่เล็กขนาดพอๆ กับนามบัตรมา มีตัวหนังสือและตัวเลขที่แสดงอยู่เป็รอยไหม้ที่เกิดจากถูกเผาด้วยไฟ
“สิ่งนี้จะช่วยยืนยันตัวตนของเ้า มันจะบอกข้อมูลคร่าวๆอย่างชื่อและหมายเลขการลงทะเบียนไว้ ขอให้เ้าพกมันไว้กับตัวตลอดเวลานะ”
พูดง่ายๆ ก็คือบัตรประชาชนในโลกใหม่ของเขานั่นเอง
“ต่อไป เ้าสนใจอยากจะทดสอบวัดพลังเวทของเ้าหน่อยไหม?”
พอได้ยินแบบนั้น เมฆรีบพยักหน้าตอบรับทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
พนักงานจึงหยิบลูกแก้วอีกลูกหนึ่งขึ้นมามันมีลักษณะเหมือนกันกับลูกแก้วที่เขาใช้ลงทะเบียน
“ลูกแก้วนี้จะสามารถวัดพลังเวทในระดับคร่าวๆ ได้ความสว่างที่ส่องสว่างขึ้นมานั้นจะเป็ระดับพลังเวทของเ้าแค่เ้าวางมือบนลูกแก้วนี้ ข้าสามารถจะประมาณค่าที่แสดงออกมาจากลูกแก้วให้เ้าได้”
“แต่ว่าผมยังไม่รู้วิธีการใช้เวทมนตร์เลยนะ”
เพราะว่าเมฆเพิ่งจะได้เกิดใหม่มาเขาเลยยังไม่รู้วิธีการทำเื่แบบนั้น
“ง่ายมาก นายก็แค่คิดเหมือนว่าปล่อยพลังออกจากมือเท่านั้นเองเหมือนในอนิเมน่ะ” ไอซ์พูดออกมาหน้าตาเฉยเหมือนมันเป็เื่ง่ายๆ
เมฆหันมามองทำหน้าบอกบุญไม่รับเขาไม่ใช่จูนิเบียวแบบไอซ์เสียหน่อย อนิเมยังไงก็คืออนิเม มันไม่ใช่ของจริงและไม่มีใครบ้าพอที่จะไปเลียนแบบทำตาม...มีนี่นาเ้านี่ชอบเลียนแบบทำท่าปล่อยพลังแล้วะโพลังคลื่xเต่าบ่อยๆ ด้วยถ้าจำไม่ผิด
“ฉันจะทำให้ดูเอง” ไอซ์เดินมาแทรกตัวแล้วเอามือวางบนลูกแก้ว
พนักงานใแล้วรีบเอามือมาบังตาทันทีเมฆได้แค่มองด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันไรเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาทั่วห้องสว่างจนถึงขนาดที่แสงนั่นทะลุออกมานอกห้อง
“ต่อให้ข้าจะเห็นกี่ครั้งแต่ก็ไม่เคยชินเลยจริงๆแต่ที่จริงท่านไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้นะ แค่วางมือก็พอ”หลังแสงดับลงพนักงานจึงพูดขึ้น
เมฆไม่ทันได้ตั้งตัวแสงจึงเข้าตาไปเต็มๆทำให้ะโลั่นด้วยความแสบตา
“อ๊าก! ตาฉัน เมื่อกี้นายทำอะไรน่ะ”
อาการแสบตาทุเลาลงแววตายังคงแดงก่ำเนื่องจากขยี้ตาอย่างแรง
“ไอซ์เองก็เป็คนที่มีพลังเวทสูงมากแสงที่เ้าเห็นเมื่อกี้บ่งบอกว่าเขามีพลังเวทอยู่ในระดับที่สูงมากเลยล่ะ”พนักงานตอบคำถามของเมฆ
จากคำเยินยอ ทำให้ไอซ์เชิดหน้าแค่นเสียงหัวเราะ
แต่เมฆกลับยังคงขุ่นเคืองกับเื่เมื่อกี้ที่ไอซ์จงใจทำแบบไม่บอกกล่าว
“ทีนี้ก็ตานายแล้ว” ไอซ์คะยั้นคะยอ
เมฆจึงลองเอามือไปวางบนลูกแก้วนั่น ทุกคนต่างจ้องลูกแก้ววัดพลังอย่างใจจดใจจ่อ
แต่ผลที่ออกมากลับทำให้ทั้งหน่วยต้องวุ่นวายกันยกใหญ่
.
.
ผ่านมาได้ 1 เดือนแล้ว นับั้แ่ที่เมฆได้มาเกิดใหม่ในโลกเดิมแต่มันเปลี่ยนชื่อเป็โลกใหม่ การใช้ชีวิตที่นี่ไม่มีปัญหาอะไรนัก
โลกในตอนนี้ ไม่ได้ต่างอะไรจากโลกแฟนตาซีเลยแม้แต่น้อยเวทมนตร์กลายเป็ของที่ทุกคนต่างใช้ได้เป็เื่ปกติ
หากจะติดแค่เพียงว่าในตอนนี้ทุกคนนั้นสามารถใช้พลังวิเศษที่เรียกว่าเวทมนตร์ได้...แต่เขานั้นกลับใช้มันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ก็แล้วทำไม? ฉันถึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้กันเล่า!”เมฆออกปากบ่น ขณะกำลังเดินอยู่บนถนนกับไอซ์ใน่เช้า
ในวันที่เขาได้ทดสอบวัดพลังเวท ทุกคนต่างใกับสิ่งที่เห็นจากลูกแก้ววัดพลังนั่นก็คือมันไม่ส่องแสงเลยสักนิด และมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ต่อให้มีระดับพลังเวทเข้าขั้นต่ำสุด อย่างน้อยลูกแก้วก็ต้องส่องแสงบ้างแต่กับเมฆนั่นกลับไม่แม้แต่จะมีแสงออกมา
ปฏิกิริยาของเ้าหน้าที่คืออึ้งและแค่บอกว่าอุปกรณ์น่าจะพังแต่พอเขาทดสอบด้วยตัวเองมันก็ปรากฏว่าที่จริงมันไม่ได้พังทำเอาวุ่นกันทั้งหน่วยอยู่พักหนึ่ง
สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้แล้วค่อยกลับไปลองใหม่วันหลัง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ได้ไปลองดูหลายรอบ ยังไงผลก็ไม่เปลี่ยน
จนในที่สุดเ้าหน้าที่คนเดิม จับไหล่พร้อมปลอบใจว่า‘ดีใจเถอะ คิดซะว่าเ้าคือคนพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบศตวรรษเลยนะ’
กับผีสิ!ใครมันจะไปดีใจกับเื่แบบนั้นกันล่ะได้มาอยู่ในโลกที่กลายเป็แฟนตาซีแบบนี้ไปแล้ว แต่ตัวเองกลับไม่เป็แฟนตาซีตามแบบนั้นมันใช่เื่ที่ต้องดีใจเหรอ?
เมฆคิดอยากสาปแช่งไลฟ์ขึ้นมาทันที ทำให้เขาเกิดใหม่แต่ดันไม่ให้พลังมาด้วยอย่างน้อยขอของพิเศษติดตัวบ้างไม่ได้หรือไงกัน?
“เอาน่า บางทีพลังของนายอาจจะยังไม่ตื่นก็ได้นะแบบพระเอกในอนิเมที่พลังมาโผล่ในยามคับขันไง”ไอซ์ปลอบใจเมฆโดยยกเอาอนิเมที่เคยดูมาอ้างอิง
“ของแบบนั้นมันมีที่ไหนกันล่ะ คนมีพลังแบบนายก็พูดได้สิ หน้าตาอย่างฉันเนี่ยนะจะเป็พระเอกพระเอกเก๊ล่ะสิไม่ว่า”
“หัดมองโลกในแง่ดีสิ อย่างน้อยนายก็เป็คนแรกในรอบ 100 ปีเลยนะ แค่นี้ก็รู้สึกแล้วว่าตัวเองพิเศษ”
“รู้สึกพิเศษ กับการที่ตัวเองเป็คนธรรมดาในโลกที่เป็แบบนี้ไปแล้วเนี่ยนะ?”
เป็คนพิเศษที่ไร้พลังเวท ในยุคที่ทุกคนต่างมีพลังเวทกันหมดเนี่ยนะการเป็คนแรกในรอบ 100ปีไม่เห็นจะน่าชื่นชมเลยสักนิด
เมฆพูดต่อ
“การไร้พลังเวททำให้ฉันรับงานจากกิลด์ได้แค่การเก็บสมุนไพรเองนะ นี่เป็งานที่ห่วยแตกที่สุดที่เคยเจอเลยนายไม่เข้าใจหรอกว่าการบุกป่าฝ่าดงไปหาสมุนไพรเพื่อให้พอประทังชีวิตไปวันๆน่ะมันทรมานแค่ไหน แถมเลื่อนแร้งค์ก็ไม่ได้ด้วย เพราะฉันรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ผ่านการทดสอบ”
“ถ้านายเลื่อนแร้งค์ไม่ได้ นายจะได้เจอพี่นกทุกวันเลยนะ มีพี่สาวสุดสวยคอยโบกมืออวยพรขอให้ปลอดภัยไม่ดีตรงไหนวันนี้มีของไปฝากเขาด้วยนี่”
“มันทดแทนกันได้ที่ไหนเล่า! แล้วอันนี้พี่นกเขาก็แค่ฝากซื้อเท่านั้นล่ะ”
เมฆตอบมาแบบนี้ ไอซ์เลยทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ
“งั้นก็โชคดีแล้วกัน ระวังอย่าออกไปเจอหมีเข้าล่ะ ฉันไปที่หน่วยก่อนไว้เจอกันตอนเย็น”
เดินมาถึงทางแยก ทั้ง 2 คนจึงล่ำลาแยกไปคนละทาง ไอซ์ไปที่หน่วยรักษาการณ์อาณาจักรแห่งแสงส่วนเมฆต้องไปที่กิลด์นักพจญภัย
หากพูดถึงโลกแฟนตาซีสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘กิลด์นักพจญภัย’ ไม่อยากจะเชื่อว่าในโลกที่เป็แบบนี้ไปแล้วดันมีของแบบนั้นอยู่
เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ตัวของเมฆเองก็ไปหางานทำในที่แบบนั้นด้วยเช่นกัน