เส้นทางอสุรา

    บทที่ 29 หยกขาวกลางเหมันต์

    บทที่ 29 หยกขาวกลางเหมันต์


    การเปิดประมูลในหอการค้ากลางเมฆาเริ่มทยอยแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่เฉินซือหยางหลังจากแสดงท่าทีขอน้ำชาเมื่อตอนแรกนั้นมันก็มิได้แสดงท่าทีหรือแสดงความสนใจต่อของที่นำมาประมูลชิ้นใดอีก ชายหนุ่มวางตัวอย่างเรียบเฉยนิ่งสงบราวกับกำลังรอสิ่งใด ด้านเทียนเฟยเองเมื่อเสียเหรียญทองถึงหนึ่งร้อยเหรียญไป มันเองก็เอาแต่จับจ้องเฉินซือหยาง เห็นชายหนุ่มไม่เข้าร่วมการประมูลมันก็รู้สึกคลายใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันเองจะได้ไม่ต้องสูญเสียทรัพย์ไปกับการประมูลอย่างเปล่าประโยชน์ แต่ในทางเดียวกันมันก็จะไม่ยอมเสียหน้าหรือเสียศักดิ์ศรีต่อหน้าขยะผู้นี้เป็นอันขาด มันยังคิดที่จะชิงทุกสิ่งอย่างที่บุรุษผู้นั้นต้องการเพื่อเอาชนะ


    ส่วนบุรุษร่างสูงใหญ่ล่ำสันก็คลายใจไปตาม นายท่านกำชับมันให้ดูแลนายน้อยให้ดี โดยเฉพาะการเตือนสติในเรื่องการประมูลสิ่งของ มันจึงจับจ้องส่งสายตาแฝงจิตสังหารข่มขู่เฉินซือหยางตลอดเวลา ขอเพียงขยะผู้นั้นไม่เข้าร่วมประมูล คุณชายของตนก็จะไม่ทำการประมูลอย่างไม่จำเป็นด้วย


    ทั้งนายและลูกน้องต่างจ้องเขม็งเฉินซือหยางมิวางตา จ้องมองจนเหงื่อผุดซึมอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งเห็นเฉินซือหยางขยับกาย พวกมันแทบจะเหงื่อไหลโชกเกรงชายหนุ่มจะร่วมทำการประมูลในของที่พวกตนไม่อยากได้ แต่เฉินซือหยางคล้ายรู้เจตนา มันทำทียืนขึ้นก่อกวนประสาทก่อนเดินไปที่เบื้องนอกมิได้ออกเสียงประมูลใด


    เฉินซือหยางเดินออกมาเพื่อตามหาเถ้าแก่หวัง เมื่อเจอแล้วก็กล่าวอะไรบางอย่างขึ้นมา เห็นสีหน้าของเถ้าแก่หวังเคร่งขรึมลง เนิ่นนานค่อยผงกศีรษะคล้อยตาม เฉินซือหยางก็รับกล่องใบหนึ่งจากเถ้าแก่หวังมา พลางเดินเข้าสู่หอกลางอีกครั้ง มันวางกล่องที่ได้จากเถ้าแก่หวังลงยังโต๊ะ และเป็นจังหวะที่โฆษกในงานเริ่มสาธยายถึงของสิ้นสำคัญสุดท้ายพอดี


    “แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ถึงเวลาที่พวกท่านรอคอยแล้ว ผู้ที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนรู้ดีว่าของสิบอย่างในรอบการประมูลแต่ละครั้ง ของสิ่งสุดท้ายจึงจะนับเป็นที่สุดของงาน วันนี้หอการค้ากลางเมฆาเราได้พานพบของดีที่ยากนักจะหาได้จากที่ใดอีก เป็นของสำคัญที่จะส่งเสริมผู้ที่ติดอยู่ในกับดักการฝ่าระดับชั้นพลังจิตวิญญาณให้พบหนทางออก บริสุทธิ์เพียงหนึ่งส่วนส่งเสริมถึงประตู บริสุทธิ์เพียงห้าส่วนส่งเสริมถึงการไขประตู บริสุทธิ์ถึงแปดส่วนสามารถเปิดประตู แต่หากบริสุทธิ์เกินเก้าส่วนเล่า… แน่นอนว่ายังไม่เคยมีใครทราบได้เพราะยังไม่เคยมีใครได้สัมผัสหรือพบเห็นมาก่อน ทว่าในที่แห่งนี้ ในหอกลางแห่งหอการค้ากลางเมฆาเรา มันจักมาปรากฏสู่สายตาพวกท่านทุกผู้"


    เสียงประกาศกึกก้องดังสะท้อนสะท้านไปทั่วหอกลาง สิ่งนี้สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่ผู้คนในงานเป็นอย่างมาก สิ่งที่ว่าคือสิ่งใด และความบริสุทธิ์เช่นนั้นมีจริงหรือไม่ เสียงอื้ออึงของผู้คนจึงเริ่มดังเป็นทอดๆ สายตาก็เพ่งมองอย่างสนใจในหีบโลหะขนาดใหญ่ที่ใช้คนแบกหามถึงสิบคนยกออกมาวางที่กลางเวที


    โฆษกประจำเวทีกล่าวต่อ

    “ของชิ้นนี้ทางเราต้องขออภัยที่มิอาจจะนำไปวางบนแท่นหยกได้ เพราะมันมีน้ำหนักมากกว่าสามร้อยชั่ง"


    ยิ่งฟังถึงปริมาณหรือขนาดของสิ่งที่กล่าวถึงนั้น ผู้คนก็ยิ่งฮือฮาใคร่อยากจะเห็นอย่างเต็มแก่ มีเพียงเทียนเฟยที่พอจะทราบข้อมูลมาบ้างแล้ว แต่ด้วยน้ำหนักที่มันพึ่งรับทราบตอนนี้ก็ทำให้มันตาลุกวาวอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นหยกขาวมีความบริสุทธิ์เกินเก้าส่วน อีกทั้งมีน้ำหนักขนาดนี้จริงๆ อาจเพิ่มพูนพลังจิตวิญญาณและเพาะบ่มกองกำลังยอดฝีมือประจำตระกูลเทียนของพวกมันได้ การมางานประมูลครั้งนี้หากมันชนะและได้ครอบครอง ต้องสร้างความพึงพอใจแก่บิดาอย่างแน่นอน


    ถึงตอนนี้สายตาของเทียนเฟยมิจำเป็นต้องจ้องเขม็งเอาเป็นเอาตายที่ตัวของเฉินซือหยางอีกต่อไป หากมันอยากประมูลก็เรื่องของมัน เพราะของสิ่งนี้คือสิ่งที่ตนได้หมายตาตั้งแต่ต้น ยังไงก็จะต้องครอบครองให้จงได้ ขยะอย่างบุรุษนั่นไม่มีทางจะมีทรัพย์เพียงพอต่อการประมูลแข่งกับตนแน่


    เทียนเฟยคิดเช่นนี้ จังหวะหนึ่งมันจึงเหลือบสายตามองไปหาเฉินซือหยางอย่างผู้ชนะ เฉินซือหยางรับรู้ถึงนัยน์ตาที่มองมา มันจึงแสร้งทำทีเป็นดูกล่องไม้ที่เอามาจากเถ้าแก่หวัง เผยให้เห็นของสิ่งหนึ่งที่มีสีม่วงเปล่งประกายแยงตา เพียงเห็นแค่แวบเดียว เทียนเฟยก็ต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบที่แผ่นหลัง ในหัวสมองแตกตื่นไม่อยากเชื่อ เจ้าขยะกลับมีกำลังทรัพย์ที่น่าหวาดหวั่นพอตัว


    ในแดนดาราพิภพผู้คนส่วนใหญ่ใช้เหรียญเงินเป็นทรัพย์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ผู้ที่อยู่ในระดับสูงขึ้นมาเหนือคนทั่วไป มีกิจการหรือมีอำนาจในมือจะมีเหรียญทองที่มีมูลค่าหลายเท่าจากเหรียญเงินให้ใช้สอย แต่นอกเหนือทรัพย์เหล่านี้ มีสิ่งที่สูงกว่าเหรียญทองซึ่งใช้สำหรับแลกเปลี่ยนสิ่งของที่มีมูลค่ามหาศาลอยู่ นั่นก็คือเหรียญแร่ม่วง ในแดนดาราพิภพ หนึ่งเหรียญแร่ม่วงมีค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นเหรียญทอง


    เฉินซือหยางกลับมีเหรียญแร่ม่วงอยู่ภายในกล่องไม้นั่น!


    แม้ของที่อยู่ภายในหีบโลหะยังไม่ได้ถูกนำขึ้นมา แต่เทียนเฟยที่รู้อยู่แล้วว่านั่นเป็นสิ่งใดมีหรือที่มันจะยอมปล่อยให้ของสิ่งนี้หลุดมือ และมีหรือที่มันจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่เจ้าขยะนั่น มันจึงหันไปที่บุรุษร่างกำยำล่ำสันผู้ติดตามของมัน


    “เทียนตง”


    บุรุษร่างกำยำสูงใหญ่ผู้นี้นามว่า เทียนตง เพียงมันได้ยินผู้เป็นนายเรียกขาน มันก็ตอบรับโดยไม่รอให้ผู้เป็นนายต้องขยายความ

    “ทราบแล้ว เจ้าขยะนั่นในกล่องมีเหรียญแร่ม่วงจำนวนหนึ่งเหรียญ ไม่คิดว่ามันจะมีทรัพย์มหาศาลเพียงนี้ เกินราคาที่นายท่านคาดไว้ไปไกลมาก แต่หากของประมูลชิ้นสุดท้ายเป็นหยกขาวที่มีความบริสุทธิ์เกินเก้าส่วน ทั้งมีน้ำหนักมากกว่าสามร้อยชั่งจริง ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน”


    เทียนเฟยผงกศีรษะ

    “สมกับที่ติดตามรับใช้ข้ามานาน เมื่อรู้เช่นนี้ก็จงรีบไปบอกต่อเทียนฉวนด้านนอก ขอเพียงนำหยกขาวคืนกลับ จะต้องใช้ทรัพย์เท่าไหร่ข้าก็ยอม"


    เทียนตงลุกจากเก้าอี้ออกไป เฉินซือหยางเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ปิดฝากล่องไม้ที่แง้มออกเล็กๆ จากนั้นก็แสดงสีหน้าแววตาที่มีความอยากได้จ้องมองไปที่หีบโลหะตรงกลางเวที และก็เป็นจังหวะที่คนนับสิบของหอการค้ากลางเมฆาช่วยกันยกสิ่งที่อยู่ในหีบโลหะออกมา


    เพียงสิ่งที่อยู่ภายในหีบปรากฏ ประกายแสงสีขาวที่สาดกระทบกับแสงไฟซึ่งประดับภายในห้อง ความแวววาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏแก่สายตาของผู้คน สิ่งนี้ทำให้เสียงจอแจภายในหอกลางต้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจของแต่ละผู้ที่เต้นระทึกตูมตาม ทุกสายตาล้วนจับจ้องอยู่ที่ของสิ่งนั้นอย่างไม่ลดละ


    “ซึ่งของสิ่งนี้ก็คือ หยกขาวกลางเหมันต์!"


    แม้แต่เฉินซือหยางผู้เป็นเจ้าของหยกยังต้องถูกสะกดเพราะความงดงามของหยกชิ้นนี้ หินก้อนหนึ่งเมื่ออยู่ในมือของหอการค้ากลางเมฆา พวกมันกลับเจียระไนแลขัดเกลาจนมีสภาพที่ชวนดึงดูดสายตาได้ ซ้ำยังทำให้มันดูมีมูลค่าเป็นอย่างมาก


    “สิ่งนี้ก็คือหยกขาวกลางเหมันต์จริงๆ สามารถส่งเสริมการฝึกพลังจิตวิญญาณได้"

    จู่ๆ เสียงของจินเยว่ที่เงียบหายไปพักใหญ่ก็ดังขึ้นในหัวของเฉินซือหยาง ชายหนุ่มไม่ได้พูดกับนางมานานเพราะเกรงจะรบกวนสมาธิ มาวันนี้ได้ยินเสียงนางพูดกับตนขึ้นก่อนก็พลันรู้สึกยินดีจนยิ้มออกมา


    รอยยิ้มของชายหนุ่มที่เกิดขึ้นมิได้เกิดเพราะหยกขาวกลางเหมันต์ แต่เทียนเฟยที่จับจ้องมองมันอยู่กลับคิดว่าชายหนุ่มกำลังพึงพอใจต่อหยกชิ้นนี้เป็นอย่างมาก มันจึงยิ่งคิดว่าจะต้องชนะการประมูลครั้งนี้ให้จงได้


    เฉินซือหยางนึกคิดขึ้นในหัวเพื่อสื่อสารกับจินเยว่

    “ท่านดีขึ้นแล้วหรือ"


    “ข้าสามารถจับตาดูเจ้าปั่นประสาทผู้คนอยู่ตลอด เช่นนี้คิดว่าข้าดีขึ้นแล้วหรือไม่"


    เฉินซือหยางผงกศีรษะเล็กๆ ด้วยความคลายใจ ก่อนนึกถึงว่านางจับตามองการกระทำของตนทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ จึงคิดขึ้นในหัว

    “แสดงว่าท่านก็รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว"


    “ที่แห่งนี้น่าสนใจและอาจจะตามหามรกตของข้าได้ ข้าจึงปลดปล่อยพลังตรวจสอบที่แห่งนี้ตั้งแต่ต้น”


    “เป็นอย่างไรบ้าง?"


    “ที่นี่ไม่มีการดำรงอยู่ของมรกต"


    “แต่ที่นี่มีข้อมูลข่าวสาร ทั้งการค้าก็กว้างไกล ไม่แน่มรกตนั่นอาจมาที่นี่ในซักวัน หากทำการค้ากันไว้ เราอาจมีเบาะแสของมรกตนั่น"


    “สิ่งนี้ทำให้ข้าต้องยอมรับ การหาแหล่งข่าวสารของเจ้านับว่าใช้ได้มิน้อย ที่แห่งนี้ดูน่าสนใจจริงๆ"


    “ว่าแต่หยกขาวกลางเหมันต์ที่ท่านเอ่ยถึงสามารถส่งเสริมพลังจิตวิญญาณได้จริงๆ?"


    “ย่อมได้สำหรับผู้คนที่นี่ แต่สำหรับเจ้าและข้า ของสิ่งนี้มิต่างจากหินธรรมดาก้อนหนึ่ง"


    “แสดงว่าควรขายอย่างเดียวสินะ"


    “ถูกต้อง โดยเฉพาะกับบุรุษที่น่าชิงชังนั่น เจ้าต้องขายแก่มันให้ได้"


    เฉินซือหยางยิ้มออกมาพลางกล่าวพึมพำแผ่วเบา

    “ข้าต้องขายให้มันอย่างสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้ว"


    เทียนเฟยยิ่งเห็นรอยยิ้มและแววตาที่จับจ้องในหยกขาวกลางเหมันต์ของเฉินซือหยาง มันยิ่งกัดฟันกล่าว

    “อย่านึกฝันว่าเจ้าจะได้ครอบครองมัน ของสิ่งนี้ต้องเป็นของข้า"


    เมื่อหยกขาวกลางเหมันต์ปรากฏต่อสายตาของผู้คน และยิ่งขนาดรวมถึงความบริสุทธิ์ที่สามารถมองออกได้ด้วยตาเปล่า สิ่งนี้ได้ทำให้ทุกผู้บังเกิดความต้องการอย่างยิ่งยวด เพียงเสียงของโฆษกประจำงานกล่าวว่า “เริ่มทำการประมูลได้”  เสียงค้อนทุบลงยังโต๊ะก็ดังขึ้นรัวเร็วแทบจะเกิดขึ้นทั่วทุกสารทิศ


    “ห้าร้อยเหรียญทอง”


    “หกร้อยเหรียญทอง”


    “เจ็ดร้อยเหรียญทอง"


    “แปดร้อยเหรียญทอง"


    สตรีในชุดรัดรูปสีน้ำตาลเข้มทั้งสามผู้มองหน้าซึ่งกันราวกับปรึกษา ก่อนเป็นสตรีที่มีความงดงามพร้อมเสน่ห์ที่ดึงดูดนามฟางเยว่หรูนางนั้นจะทุบค้อนลงยังโต๊ะ พร้อมกล่าวเสียงก้องกังวานแต่น่าฟังออกมา

    “สองพันเหรียญทอง"


    เพียงนางเสนอราคาครั้งแรกก็ให้ราคาที่สูงลิ่ว ทรัพย์สินมูลค่าสองพันเหรียญทองมิใช่จะหามาได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นตระกูลใหญ่ พรรค หรือสำนักเลื่องชื่อก็มิได้จะมีทรัพย์สินที่มากพอจะนำมาสูญเสียกับงานประมูลเพียงครั้งเดียว ต่อให้หยกนี่ดีเพียงไหน แต่หากจะทำให้ทรัพย์สินล่มจม พวกมันก็ต้องวางมือถอยออกไป


    เมื่อได้ยินการให้ราคาที่สองพันเหรียญทอง ผู้คนแม้อยากได้หยกขาวกลางเหมันต์ก็ต้องยอมถอย ในที่แห่งนี้มีเพียงเทียนเฟยที่ยกมือขึ้นสู้ มันมองฟางเยว่หรูด้วยแววตาที่เสน่ห์หา ก่อนยิ้มออกมาเสนอราคาที่คิดวัดกันกับจำนวนทรัพย์สินที่เจ้าขยะจะมีได้

    “ห้าพันเหรียญทอง!”


    ครั้งนี้การเปิดราคาของเทียนเฟยสร้างเสียงฮือฮาจนดังไปทั่วหอกลาง เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มผู้นี้ได้ทุ่มกำลังทรัพย์ในจำนวนมหาศาลชนิดที่ว่าจะไม่ให้ใครสามารถสู้ได้เลย


    เมื่อมันเสนอราคาออกไปแล้ว ก็โน้มศีรษะเป็นเชิงขออภัยต่อฟางเยว่หรู สตรีนางนั้นมิได้มองมาที่มัน นางเพียงครุ่นคิดถึงความคุ้มทุนและคุ้มกับการได้เสีย แม้ในใจรู้สึกอยากได้หยกขาวชิ้นนี้เป็นอย่างมาก แต่นางก็มิอาจจะทุ่มเงินจำนวนมหาศาลออกไปโดยพละการได้ นางเพียงมองไปที่ชายฉกรรจ์สามผู้ที่อยู่ในชุดกางเกงดำ เสื้อแขนกุดน้ำตาลเข้ม เมื่อมองไปก็มีบุรุษผู้หนึ่งวางธงทิวประจำพรรคลงแล้วรีบออกไปส่งข้อความผ่านนกพิราบสื่อสารอย่างรวดเร็ว หวังว่าคนผู้หนึ่งที่อยู่ในเมืองแห่งนี้จะมาได้ทันการประมูล


    เทียนเฟยเมื่อมองไปที่ฟางเยว่หรูแล้ว มันก็ส่งสายตาพร้อมจิตสังหารมองกดดันไปที่เฉินซือหยางต่อทันที ในทางที่ดี มันก็หวังให้เจ้าขยะมิกล้าที่จะสู้ราคาไปมากกว่านี้