เพียงไม่ถึงครึ่งเดือน หลังจากขบวนเสด็จแปรพระราชฐานเข้าสู่งานราชการในวังหลวง อ๋องรองเซียวจิ่งหรงก็เริ่มขยับเดินหมากตัวแรกอย่างเปิดเผยและเหี้ยมเกรียม
ยามเช้าตรู่ ณ ท้องพระโรงอันโอ่อ่าตระการตา ขณะที่เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊บุ๋นเข้าเฝ้าถวายบังคมพร้อมหน้า ขุนนางผู้ตรวจการคนหนึ่งซึ่งเป็เบี้ยตัวสำคัญของอ๋องรอง ก็ก้าวออกมาจากแถว คุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์พร้อมเทิดฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ กราบทูลกล่าวหาซ่งจงอี้ ในฐานะราชเลขาธิการตรวจการ ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และรับสินบนก้อนโตจากพ่อค้าเกลือทางใต้ เพื่อแลกกับการปกปิดการทุจริตขนานใหญ่
ฎีกาฉบับนั้นแนบหลักฐานไว้อย่างรัดกุม ทั้งสมุดบัญชีปลอมแปลงที่ทำขึ้นอย่างประณีต และพยานบุคคลที่ถูกซื้อตัวมาด้วยเงินมหาศาล ทุกอย่างสอดรับกันอย่างแเีไร้รอยต่อ ราวกับเป็ความจริงที่ไม่อาจบิดเบือน
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าประทับเหนือบัลลังก์ั พระพักตร์พลันเคร่งขรึมลงในฉับพลัน สายพระเนตรคมกล้าตกลงบนร่างของขุนนางหนุ่มใหญ่ "ซ่งจงอี้ เ้ามีอะไรจะชี้แจงหรือไม่"
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ ขุนนางหลายคนพากันเหลือบมองซ่งจงอี้ด้วยสายตาสมเพชแกมสมน้ำหน้า ในฐานะราชเลขาธิการตรวจการผู้มีหน้าที่จับผิดผู้อื่น บัดนี้กลับถูกย้อนรอยด้วยข้อหารับสินบนเสียเอง คงยากจะดิ้นหลุดพ้นมลทิน
ทว่าซ่งจงอี้กลับยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ไร้แววตื่นตระหนกจนน่าประหลาดใจ
——————
แท้จริงแล้ว มรสุมครั้งนี้เขารู้ล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว
ในคืนก่อนหน้านั้น ขณะที่เด็กน้อยเหยาเหยากำลังเคลิ้มหลับ นางได้ ‘เผยความในใจ’ ออกมาตามความเคยชิน
'จะว่าไป อ๋องรองจะเริ่มเปิดฉากเล่นงานท่านพ่ออีกครั้งด้วยข้อหารับสินบนจากพ่อค้าเกลือใต้มารับใช้' นางคิดพึมพำในใจ 'เขาใช้ทั้งบัญชีปลอมกับพยานปากเอกที่เตี๊ยมกันมาอย่างดี แต่จุดตายของแผนนี้ก็คือ... พ่อค้าเกลือคนที่ถูกอ้างว่านำสินบนมาให้น่ะ ใน่เวลาที่ระบุในฎีกา เขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงด้วยซ้ำ! แต่กำลังเดินทางไปค้าขายที่เมืองท่าทางใต้ และมีบันทึกการผ่านด่านศุลกากรอย่างชัดเจน'
'หากท่านพ่อรู้จุดอ่อนนี้ ก็แค่ขอให้ราชสำนักตรวจสอบบันทึกการเดินทางของพ่อค้าเกลือคนนั้น ก็จะพิสูจน์ได้ทันทีว่าพยานโกหกคำโต และฎีกาฉบับนั้นก็จะกลายเป็เพียงเศษกระดาษไร้ค่า!'
เสิ่นว่านอวี๋ผู้เป็มารดาซึ่งได้ยินเสียงในใจนั้น รีบส่งสารลับถึงสามีทันที ซ่งจงอี้จึงมีเวลาเตรียมการหลายวันในการสืบเสาะและคัดลอกบันทึกการเดินทางของพ่อค้าเกลือผู้นั้นมาไว้ในมืออย่างลับๆ
และบัดนี้... ถึงเวลาหงายไพ่สยบศัตรูแล้ว
ซ่งจงอี้ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างมั่นคง คุกเข่าลงถวายบังคมอย่างสง่างาม "ขอเดชะ ฝ่าา กระหม่อมน้อมรับการตรวจสอบทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ทว่าก่อนอื่น กระหม่อมใคร่ขอถามคำถามพยานผู้นี้สักข้อพ่ะย่ะค่ะ"
เขาลุกขึ้นยืน หมุนตัวไปเผชิญหน้ากับพยานปากเอกที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ด้วยแววตาคมกริบ "ท่านอ้างว่า พ่อค้าเกลือแซ่หลินผู้นั้น นำหีบเงินสินบนมามอบให้ข้าถึงจวน ใน่เดือนอ้ายของปีกลาย ใช่หรือไม่"
พยานผู้นั้นสูดหายใจลึก พยายามทำใจดีสู้เสือและยืนยันอย่างหนักแน่น "ถูกต้อง! ข้าเห็นกับตาตัวเอง!"
ซ่งจงอี้ยกยิ้มเย็นเยียบ ก่อนจะหันกลับไปกราบทูลฮ่องเต้ "กระหม่อมเองก็มีบันทึกการเดินทางของพ่อค้าเกลือแซ่หลิน ซึ่งประทับตราด่านภาษีของทั้งสามเมืองทางใต้เป็หลักฐานยืนยัน... ใน่เดือนอ้ายปีกลาย พ่อค้าแซ่หลินผู้นั้นกำลังพำนักอยู่ที่เมืองท่าหนานไห่ ซึ่งห่างจากเมืองหลวงเซิ่งจิงไปกว่าสองพันลี้ มิได้ย่างกรายเข้ามาในเมืองหลวงเลยแม้แต่ก้าวเดียว"
เขาชูม้วนเอกสารบันทึกการเดินทางขึ้นเหนือศีรษะ "ในเมื่อตัวพ่อค้าแซ่หลินมิได้อยู่ในเมืองหลวง แล้วพยานผู้นี้จะเห็นเขามาส่งสินบนให้ข้าที่จวนได้อย่างไร... หรือว่า พยานผู้นี้จะตาฝาดจนเห็นผีสางกลางวันแสกๆ กันแน่?"
สิ้นคำกล่าว ทั่วทั้งท้องพระโรงพลันเกิดกระแสเสียงฮือฮาดังระงม ขุนนางทั้งหลายต่างกระซิบกระซาบกันเซ็งแซ่
ใบหน้าของพยานเท็จพลันซีดเผือดไร้สีเื ร่างกายสั่นเทาด้วยความตระหนก ละล่ำละลักตอบ "เื่... เื่นี้ ข้า... ข้าอาจจะจำเดือนผิดพลาดไป..."
"จำเดือนผิดอย่างนั้นหรือ" น้ำเสียงของซ่งจงอี้พลันกดต่ำและเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "เื่ใหญ่หลวงถึงขั้นใส่ร้ายขุนนางราชสำนักว่ารับสินบน ซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นปะาชีวิตและริบทรัพย์ ท่านกลับอ้างง่ายๆ ว่าจำเดือนผิดกระนั้นหรือ? ขอเดชะ... ฎีกาที่ตั้งอยู่บนคำให้การอันเลื่อนลอยและเต็มไปด้วยคำเท็จเช่นนี้ ยังมีสิ่งใดน่าเชื่อถืออีกพ่ะย่ะค่ะ"
"ประเดี๋ยวก่อน ฝ่าา!" ขุนนางผู้ตรวจการที่ถวายฎีกายังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย "บันทึกการเดินทางเช่นนั้นย่อมปลอมแปลงกันได้ง่ายดาย มิอาจยึดถือเป็หลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ!"
"ปลอมแปลงอย่างนั้นหรือ?" ซ่งจงอี้ตวัดสายตากลับไปมอง น้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลังสะกด "บันทึกนี้ประทับตราทางการของด่านภาษีทั้งสามเมือง อีกทั้งยังมีลายมือชื่อของนายด่านกำกับอย่างถูกต้อง หากท่านกล่าวหาว่าเอกสารนี้ถูกปลอมขึ้นมา ก็เท่ากับท่านกำลังกล่าวหาว่านายด่านทั้งสามเมืองสมคบคิดกันปลอมแปลงเอกสารราชการเพื่อช่วยเหลือข้า... ท่านกล้ารับผิดชอบต่อคำพูดใส่ร้ายข้าราชการส่วนภูมิภาคเช่นนี้ต่อเบื้องพระพักตร์หรือไม่!"
ขุนนางผู้นั้นอ้าปากค้าง ตัวสั่นงันงกจนพูดไม่ออก เม็ดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผากและแผ่นหลัง
ซ่งจงอี้ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หายใจ เขาคุกเข่าลงกราบทูลเสียงดังฟังชัดและหนักแน่น "ขอเดชะ กระหม่อมซ่งจงอี้รับตำแหน่งราชเลขาธิการตรวจการ มีหน้าที่สอดส่องความการทำงานอย่างโปร่งใสของเหล่าขุนนาง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ทุจริต วันนี้มีผู้ปั้นแต่งพยานหลักฐานเท็จเพื่อป้ายสีกระหม่อมถึงกลางท้องพระโรง หากฝ่าามิทรงสืบสวนหาตัวผู้บงการเื้ัให้กระจ่าง ต่อไปในภายภาคหน้า ขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริตคนใดจะกล้าหยัดยืนทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินอีกพ่ะย่ะค่ะ!"
ถ้อยคำอันเด็ดเดี่ยวนี้แทงใจดำอย่างจัง ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าหน้าถมึงทึงและเคร่งเครียดขึ้น สายพระเนตรคมปลาบกวาดมองขุนนางผู้ตรวจการที่ยืนตัวสั่น ก่อนจะตวัดผ่านไปยังอ๋องรองเซียวจิ่งหรงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ในแถว แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงพิรุธใดๆ ออกมา ทว่าฮ่องเต้ผู้ผ่านศึกาและเกมอำนาจมาอย่างช่ำชอง มีหรือจะไม่รู้ว่าเื้ัฎีกาสกปรกฉบับนี้มาจากขั้วอำนาจใด
อ๋องรองเซียวจิ่งหรงยังคงยืนนิ่งสนิทดุจรูปสลัก สีหน้าเรียบเฉยไม่ไหวติง ทว่าภายในใจกลับเดือดดาลและขุ่นเคืองจนแทบกระอักเื
แผนการนี้เขาวางไวอย่างรัดกุมรอบคอบที่สุด สมุดบัญชีปลอมทำขึ้นโดยยอดฝีมือจนไร้ที่ติ พยานบุคคลก็ผ่านการฝึกซ้อมซักถามมานับสิบครั้ง แต่ซ่งจงอี้กลับเตรียมบันทึกการเดินทางของพ่อค้าเกลือมาหักล้างได้อย่างพอดิบพอดี ราวกับรับรู้ล่วงหน้าว่าเขาจะใช้พ่อค้าแซ่หลินผู้นี้เป็เบี้ยอ้างอิง
รู้ล่วงหน้า... อีกแล้วอย่างนั้นหรือ
มือหนาภายใต้แขนเสื้อกว้างกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ทุกครั้งที่เขาขยับตัว ตระกูลซ่งกลับเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าได้อย่างไร้รอยต่อ ราวกับมีผู้ใดคอยกระซิบแผนการลับทั้งหมดของเขาไปบอกพวกมัน
แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไร... แผนการนี้มีเพียงคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
เว้นเสียแต่ว่า... ตระกูลซ่งจะมี ‘ตาทิพย์’ ที่มองเห็นทุกความเคลื่อนไหวและทุกความคิดของเขาจริงๆ
ความคิดอันลี้ลับนี้พลันส่งกระแสความหนาวเยือกแล่นริ้วขึ้นมาตามไขสันหลังของอ๋องรองทันที
——————
หลังจากการเข้าเฝ้าในวันนั้น ฮ่องเต้เซียวทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมดของซ่งจงอี้ พร้อมทั้งสั่งลงทัณฑ์พยานเท็จและขุนนางที่ถวายฎีกาเท็จสถานหนัก
ซ่งจงอี้ไม่เพียงหลุดพ้นจากข้อมลทินได้อย่างสง่างาม ทว่ายังได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้อีกหลายเท่า ในฐานะขุนนางตงฉินผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตจนเกือบถูกคนพาลกลั่นแกล้ง
ค่ำคืนนั้น เมื่อซ่งจงอี้เดินทางกลับถึงจวน เขาก็ตรงดิ่งไปยังเรือนในทันที ชายหนุ่มช้อนร่างเด็กน้อยเหยาเหยาขึ้นมาแนบอ้อมอก ลูบศีรษะลูกสาวตัวน้อยด้วยความรักและทะนุถนอมอย่างที่สุด
'วันนี้ท่านพ่อดูอารมณ์ดีจังเลยนะ' เหยาเหยาคิดในใจอย่างงุนงงพลางมองใบหน้ายิ้มแย้มของบิดา 'สีหน้าเหมือนเพิ่งชนะศึกใหญ่มา... ‘อ๋อ! นึกออกแล้ว วันนี้คือวันที่อ๋องรองจะใช้เื่สินบนเกลือมาใส่ร้ายท่านพ่อนี่นา! ดูท่าทางแล้วท่านพ่อคงรอดพ้นมาได้อย่างปลอดภัยสินะ ดีจังเลย!'’
'เห็นไหมล่ะ ดวงของครอบครัวเราดีสุดๆ ไปเลย ทุกเื่ที่ข้าคิด เหมือนมีคนคอยจัดการปัดเป่าให้เสร็จสรรพ' เด็กหญิงคิดอย่างภาคภูมิใจ 'ท่านพ่อของข้าเก่งที่สุดในสามโลกเลย!'
ซ่งจงอี้ที่ได้ยินเสียงความคิดของลูกสาว ยิ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ดวงตาคู่คมท่วมท้นไปด้วยความรักและความซาบซึ้งใจจนตื้นตัน
แก้วตาดวงใจตัวน้อยผู้นี้ ไม่เพียงแต่เป็ดั่งสมบัติล้ำค่าของตระกูลซ่ง ยังเป็เกราะคุ้มภัยที่มองไม่เห็น คอยปกป้องทุกคนในครอบครัวให้พ้นจากเงื้อมมือมารร้ายและภยันตรายทั้งปวง
"เหยาเหยาของพ่อ..." เขากระซิบแ่เบาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "วันนี้พ่อรอดพ้นความตายมาได้ ก็เพราะมีเ้าแท้ๆ"
'เอ๋? ท่านพ่อพูดพึมพำอะไรน่ะ ฟังไม่ค่อยถนัดเลย' เหยาเหยาเอียงคอเล็กๆ อย่างน่ารัก 'อ๋อ คงจะบอกว่ารักข้าล่ะมั้ง ข้าก็รักท่านพ่อเหมือนกันเ้าค่ะ!' นางใช้แขนป้อมๆ โอบกอดลำคอของบิดาไว้แน่นพลางส่งเสียงอ้อแอ้ "เหยาเหยารักท่านพ่อที่สุดเลยเ้าค่ะ!"
ซ่งจงอี้หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ดวงตาคมรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
——————
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักอ๋องรอง บรรยากาศกลับแผ่ซ่านไอเย็นะเือันน่าสะพรึงกลัว
เซียวจิ่งหรงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะอักษร นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้สร้อยประคำหยกเขียวที่ข้อมืออย่างช้าๆ แววตาจมลึกดิ่งลงสู่ห้วงความคิดอันดำมืด
"สี่ครั้งแล้ว..." เขากระซิบเสียงต่ำ "ลอบสังหารเจิ้นกั๋วกง... ล้มเหลว ฆ่าเด็กนั่นก็ล้มเหลว ใส่ร้ายซ่งจงอี้... ก็ยังล้มเหลวอีก!"
ขุนนางคนสนิทที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างรีบก้มศีรษะลงต่ำ "ฝ่าา... หรือว่าจะมีไส้ศึกแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนของเราพ่ะย่ะค่ะ?"
"ไม่มีทางเป็ไส้ศึก" อ๋องรองหรี่ตาลงจนเรียวเล็ก "หากเป็เพียงไส้ศึก มีหรือจะรอดพ้นสายตาข้าไปได้นานขนาดนี้ แต่นี่... ตระกูลซ่งกลับรู้ล่วงหน้าแม้กระทั่งเื่ที่ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากบอกใคร รู้แม้กระทั่งว่าข้าจะใช้พ่อค้าแซ่หลินเป็ข้ออ้างเล่นงานพวกมัน"
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาพลันส่องประกายเย็นวาบดุจอสรพิษ "ราวกับว่าในจวนตระกูลซ่ง... มีใครบางคนที่สามารถล่วงรู้อนาคต หรืออ่านใจผู้คนได้?"
ขุนนางคนสนิทได้ยินดังนั้นพลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว "ฝ่าา... เื่ปาฏิหารย์เช่นนั้น จะเป็ไปได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เซียวจิ่งหรงไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้องฟ้ายามราตรีที่มืดมิดไร้แสงดาว มุมปากหยักลึกยกยิ้มเย็นเฉียบชวนขนหัวลุก
"ไม่ว่าความจริงเื้ัจะเป็อย่างไร... ดูท่าข้าจะประเมินตระกูลซ่งต่ำต้อยเกินไปเสียแล้ว" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความนัยอันน่ากลัว "ทว่าหากเื่อัศจรรย์ใจเช่นนั้นมีอยู่จริง สิ่งที่ซ่อนอยู่ในจวนสกุลซ่ง ก็หาใช่ภัยคุกคาม... แต่เป็สมบัติล้ำค่าที่คู่ควรให้ข้า่ชิงมาต่างหาก"
"จงส่งคนไปสืบสวนต่อไป ข้า้ารู้ให้แน่ชัดว่า... ความลับ์ของตระกูลซ่ง ซ่อนอยู่ที่ผู้ใด!"
เงาร่างของอ๋องรองทอดยาวไปตามพื้นตำหนักภายใต้แสงเทียนสลัว ราวกับเงื้อมมืออสูรที่ค่อยๆ คืบคลานและเอื้อมออกไปหมายจะบดขยี้ดวงแก้วน้อยแห่งตระกูลซ่งให้แหลกลาญ