หลังทานอาหารเช้า จ้าวหลินก็พาหลินจิงออกมาเดินออกกำลังรอบทะเลสาบใกล้ ๆ เมื่ออยู่กันลำพังสองคน หลินจิงจึงเอ่ยกับจ้าวหลิน “อีกวันสองวัน พวกเราควรออกเดินทางได้แล้วนะ เสี่ยวหลิน”
“ข้าว่าคุณหนูพักฟื้นให้แผลหายสนิท และร่างกายแข็งแรงกว่านี้ดีกว่านะคะ”
“เรื่องราวของ..เอ่อ..องค์หญิงหนิงอัน ทำให้ข้าเป็นกังวล เพราะทางบ้านว่าที่สามีของข้าก็น่าจะกระวนกระวายที่ข้าหายไปเช่นนี้เช่นกันนะ เราอยู่ในเขตไท่โจวแล้ว แล้วพวกโจรพวกนั้นก็น่าจะคิดว่าเราสองคนตกหน้าผาตายไปแล้ว คงไม่วนเวียนคอยตามล่าเราแล้วล่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น เราเดินทางวันมะรืนก็แล้วกันค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะเตรียมเสบียงและข้าวของจำเป็นสำหรับการเดินทาง จากตรงนี้ เดินทางเข้าเมืองซันซี น่าจะใช้เวลาประมาณสองวัน..ท่านป้าต้องเหงาแน่ ๆ เลย ถ้าพวกเราจากไป”
“เอาไว้ให้ข้าได้พบกับว่าที่สามีของข้าก่อน ข้าจะขอให้เขาช่วยพาท่านลุงท่านป้าของเจ้า และท่านป้าโส่ยเข้าไปอยู่ในเมืองด้วยกัน ดีไหม จะได้ดูแลพวกท่าน ข้าเองก็อยากตอบแทนบุญคุณท่านป้าที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้เหมือนกัน”
“เจ้าชายฟางมู่หยางเสด็จมาแล้วพระเจ้าค่ะ” มหาดเล็กรักษาพระองค์ก้มกราบทูลอ๋องทั้งสองพระองค์
“มู่หยาง คำนับท่านอ๋องพระเจ้าค่ะ” เจ้าชายมู่หยางเสด็จมาข้าง ๆ โต๊ะพระเสวย ค้อมตัวถวายความเคารพอ๋องอาวุโสทั้งสองพระองค์
“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ เมื่อสองวันก่อนเจ้าหมดสติ ไข้ขึ้นสูง เราสองคนเป็นห่วงกลัวเจ้าจะเป็นอะไรไป” อ๋องเฉิงอันตรัสด้วยน้ำเสียงยินดี
“หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้ว ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงพระเจ้าค่ะ”
“มาทานข้าวด้วยกันเลย” อ๋องเวยหลงตรัสพลางเลื่อนพระเก้าอี้ให้
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ อีกหน่อยเราก็เป็นคนกันเองอยู่แล้ว”
“ฝ่าบาท..เอ่อ..ไม่ทรงโกรธหม่อมฉันหรือคลางแคลงในคำกราบทูลของหม่อมฉันบ้างหรือพระเจ้าค่ะ” เขาถามด้วยความงุนงง วันที่เขามาถึงจวน อ๋องทั้งสองอยู่ในภาวะพร้อมจะขยี้เขาให้เป็นธุลี ถึงแม้จะมีทีท่าอ่อนลงบ้างเมื่อเห็นสภาพของเขา แต่ก็ยังดูมีความคลางแคลงใจ ยังไม่เชื่อใจเขาเสียทีเดียว หากวันนี้กลับตรัสกับเขาอย่างเป็นกันเอง เหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เอ็นดูลูกหลาน...ระหว่างที่เขาสลบไป เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?
“เรารู้แล้วว่าเจ้าถูกใส่ร้าย มีมือที่สามที่ไม่หวังดีกับเราทั้งสามแคว้น เจ้าพอจะเดาได้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
“หากกระหม่อมคาดการณ์ไม่ผิด เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเป็นฝีมือเจ้าชายกวงเฟยหลงพระเจ้าค่ะ เพราะต้าซื่อน่าจะไม่ต้องการให้เหอหนานกับไท่โจวเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน เพราะจะถูกโดดเดี่ยว ไร้อำนาจต่อรองแทบจะทุกด้านพระเจ้าค่ะ เพียงแต่หม่อมฉันไม่มีหลักฐาน ตอนนี้ที่หม่อมฉันยังกังวลก็คือความปลอดภัยขององค์หญิง เรายังไม่พบพระองค์เลย แล้วหากเป็นฝีมือเจ้าชายกวงเฟยหลงจริงๆ หม่อมฉันยิ่งกังวลหนักเพราะทรงมีอุปนิสัยเหี้ยมโหด กล้าได้ กล้าเสีย ตามหมายกำหนดการเสด็จขององค์หญิงจะต้องเข้าพำนักที่ป้อมเป่าฮู่ก่อนจะเสด็จต่อมายังไท่โจว หม่อมฉันเกรงว่า...”
“เป็นเช่นที่เจ้าคาดเดา ทั้งหมดเป็นฝีมือเจ้าชายโฉดผู้นั้นจริง ๆ”
“ทำไมถึงทรงมั่นพระทัยว่าเป็นเช่นนั้นพระเจ้าค่ะ”
“สองวันที่เจ้าสลบไป มีหญิงผู้หนึ่งมาขอพบกับเรา นางเป็นผู้ที่ช่วยให้หญิงหนิงอันหนีออกมาจากป้อมเป่าฮู่ หนีจากเจ้าชายเฟยหลงที่วางยาพิษทหารและเหล่านางกำนัลในขบวนเสด็จของหญิง แล้วบังคับให้หญิงถวายตัวเป็นพระสนมเพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด”
“นางช่วยให้องค์หญิงหนี แล้วนางไม่โดนอาญาเจ้าชายหรือพระเจ้าค่ะ”
“นางเป็นสาวชาวบ้านที่ถูกว่าจ้างให้มาดูแลหญิงเพียงชั่วระยะเวลาที่หญิงพำนักในป้อมเท่านั้น ข้าเคยช่วยเหลือครอบครัวของนางไว้เมื่อนานมาแล้ว จนข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว นางปลอมตัวเข้าไปตั้งแต่แรก เพราะเป็นห่วงหญิงหนิงอัน เนื่องด้วยรู้กิตติศัพท์เจ้าชายกวงเฟยหลงดี และนางเป็นคนวางแผนให้หนิงอันใช้ผ้าม่านรัดคอจนนางสลบ แล้วใช้ผ้าคลุมหน้าปลอมตัวเป็นนาง ทหารไม่ได้ตรวจเพราะเข้าใจว่านางมีแผลเป็นบนใบหน้า แล้วใช้ผ้าคลุมใบหน้าอยู่แล้ว”
“ทรงตรัสว่ากระไรนะพระเจ้าค่ะ” ฟางมู่หยางพรวดยืนขึ้นในทันทีพร้อมโพล่งถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้นจนระงับไม่อยู่.... กวงเฟยหลง...ยอมเป็นสนมหรือตาย...ม่านรัดคอ...ปลอมเป็นสาวใช้หนีออกมา... ในมะโนสำนึกเขาแว่วเสียงกังวานหวานซึ้งที่เล่าว่า....
“....เจ้าชายทรงพอพระทัยใน..รูปโฉมของข้า..ทรง...เอ่อ..อยากได้ข้าไปเป็นสนม แต่ข้าไม่ยอม ทีแรกข้าก็คิดว่าเมื่อข้าไม่ยินยอมเจ้าชายจะปล่อยข้าไป แต่เจ้าชายกลับขังข้าไว้ แล้วให้เวลาข้าสามวันเพื่อตัดสินใจว่าข้าจะยอมตายหรือเป็นสนมของพระองค์ ก่อนกำหนดที่เจ้าชายจะมาฟังคำตอบ ข้าใช้ผ้าม่านรัดคอสาวใช้ในป้อมที่มาส่งข้าวให้ข้าแล้วปลอมเป็นสาวใช้คนนั้นหนีออกมาจากป้อม ก็เป็นตอนที่ข้าวิ่งไปชนท่านที่กลางตลาดนั่นพอดี”
อา...หลินจิง...เป็นเจ้านี่เอง เป็นเจ้าแน่ ๆ ด้วยเรื่องราวที่นางกำนัลผู้นั้นบอกเล่า ประจวบกับระยะเวลาที่พอดีกัน ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกันเช่นนี้ แว่บแรกเขาดีใจเหลือเกินที่เป็นนาง เป็นคู่หมั้นคู่หมายของเขา แต่เพียงเสี้ยวนาทีภาพที่นางถูกแทงจนตกหน้าผาไปก็ผุดขึ้นมา หัวใจเขาเหมือนถูกกระหน่ำทิ่มแทงด้วยมีดที่แหลมคม โอ...ป่านนี้เจ้าจะเป็นเช่นไร...ทรงกำพระหัตว์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เครียดเกร็งจนท่อนพระกรสั่นคลอนโดยไม่รู้องค์
“หลานชาย!....หลานชาย!...ฟางมู่หยาง!” อ๋องเวยหลงทรงตะโกนเรียกเขาให้ออกจากภวังค์ แล้วตรัสถาม “เจ้าเป็นอะไร ทำไมหน้าซีด เจ้ารู้อะไรมากไปกว่าที่นางกำนัลคนนั้นเล่าหรือไร ทำไมอยู่ ๆ ถึงเครียดขมึงเช่นนี้”
“กราบทูลท่านอ๋อง กระหม่อมคิดว่ากระหม่อมได้เจอองค์หญิงแล้วพระเจ้าค่ะ ... เพียงแต่..” ตรัสพร้อมถอนหายใจอย่างแสนกลัดกลุ้ม
“เพียงแต่อะไร เจ้ารีบเล่ามาเดี๋ยวนี้”
เจ้าชายจึงหยิบจี้หยกขาวออกมาจากด้านในอกเสื้อ...จี้หยกของเวยหลินจิงที่เขารับซื้อเอาไว้ตอนเจอนางที่โรงเตี๊ยมในตลาดวันนั้น... “หม่อมฉันขอให้ท่านอ๋องทอดพระเนตรจี้หยกขาวนี้ก่อนพระเจ้าค่ะ ทรงเคยเห็นมันมาก่อนหรือไม่” เขาวางจี้หยกลงหน้าอ๋องเวยหลง ที่เบิกเนตรกว้างทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นจี้หยกนั้นชัดเจน อ๋องเวยหลงคว้ามันขึ้นมา พร้อมตรัสเสียงเครือ
“นี่เป็นจี้หยกขาวที่ซินหยาง ชายาของเรามอบให้หนิงอันตั้งแต่นางยังเป็นเด็ก นางรักมันมาก พกติดตัวจนเหมือนเป็นเครื่องรางคุ้มภัยของนางเลยทีเดียว ... เจ้า..เจ้า..เอามันมาได้อย่างไร”
ฟางมู่หยางจึงได้เล่าเรื่องราวตั้งแต่เขาได้พบเจอเวยหลินจิงในตลาดใกล้ ๆ ป้อมเป่าฮู่ และได้รับซื้อจี้หยกนี้จากนาง จนกระทั่งวันที่เขาต่อสู้กับโจรทั้งสิบคนจนได้รับบาดเจ็บ และได้เห็นหลินจิงโดนแทงและตกหน้าผาไป...
“กระหม่อมไม่อาจช่วยจิงจิง..เอ่อ..องค์หญิงไว้ได้” ประโยคสุดท้ายสั่นเครือด้วยความรู้สึกรุนแรงจากหัวใจ ดวงตาแดงก่ำ คลอไปด้วยน้ำตาที่ชายหนุ่มพยายามจะสกัดไว้มิให้ไหลออกมา
“ข้าต้องขอขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือดูแลหนิงอัน ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่รู้ว่านางคือหนิงอันก็ตาม” อ๋องเวยหลงตรัสด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หม่อมฉันบาดเจ็บสาหัส สลบไปหลายวัน ในระหว่างนั้น เมื่อได้รับรายงานถึงข่าวลือนั่น เสด็จพ่อและน้องชายของกระหม่อมได้ระดมทหารออกตามหาองค์หญิงตั้งแต่ในเขตเมืองหลวง จนขยายวงกว้างไปจนถึงชายแดน และในขณะเดียวกัน องครักษ์ของหม่อมฉันทั้งสองคนก็ส่งกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งตามหาหลินจิง ในรอบ ๆ พื้นที่ที่เราถูกพวกโจรทำร้าย แต่จนบัดนี้ เรายังหาพระองค์ไม่พบเลยพระเจ้าค่ะ”
“ยังไม่เจอนาง แต่พวกเจ้าก็ไม่เจอศพนางเช่นกัน ใช่หรือไม่”
“พระเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น ข้ายังเชื่อว่าลูกหญิงจะยังไม่ตาย”
“หากนางเป็นอะไรไป....ข้า..” พระสุรเสียงทุ้ม ต่ำ ขาดหายไป เจ็บลึกในพระหทัยจนไม่สามารถเอ่ยคำใดได้อีก
อ๋องทั้งสองสบพระเนตรกัน เข้าใจความหมายโดยมิต้องเอ่ยวาจาใด ผู้ชายย่อมมองกันออก ถ้าหนิงอันปลอดภัยได้อภิเษกกับเจ้าชายหนุ่มผู้นี้ คนเป็นพ่อ เป็นตาย่อมวางใจว่าลูกและหลานจะได้มีครอบครัวที่มีความสุข อยู่ภายใต้การดูแลของชายที่รักนางอย่างจริงใจเช่นนี้ ... ขอเพียงเจ้ายังมีชีวิตอยู่นะหนิงอัน....
“อย่าเพิ่งคิดไปเองเลยหลานชาย... คนเราต้องอยู่ด้วยความหวัง ข้าเชื่อว่าหลานของข้ายังมีชีวิตอยู่ เรามาวางแผนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีกว่า” อ๋องเฉิงอันตรัสด้วยเสียงมุ่งมั่น