ผีเสื้อลายมังกร

    บททีี่ 12-หยินและหยาง

            ลมยามดึกแผ่ความหนาวเย็นออกมา ภายใต้แสงจันทร์นวลในสวนดอกไม้อันเงียบสงบ ที่มีเสียงใบไม้ดังกรูเกรียว ร่างหนึ่งกำลัง๠๱ะโ๪๪ไปมา ซ้ายที ขวาที ล้มคว่ำล้มหงายก็ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ยังหยัดร่างลุกขึ้นมาอย่างไม่ยอมย่อท้อ

             

            แต่ก็มีบางขณะที่ยืนหอบหายใจด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็๲นาน

             

            “เฒ่าลู่…ข้าเหนื่อยแล้วนะ เหนื่อยมากด้วย จะให้ข้า๠๱ะโ๪๪ไป ๠๱ะโ๪๪มาอย่างนี้ทั้งคืนเลยเหรอ” ร่างนั้นตัดพ้อ แล้วเอามือเกาหัวตัวเองไปมาอย่างหงุดหงิดใจ

             

            ใช่แล้ว-ร่างที่โลดเต้นไปมาด้วยอาการเก้กังอยู่เป็๲นานก็คือ หวูไว่เด็กหนุ่มผมสีทองจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง

             

            และชายเฒ่าที่ลูบเคราตัวเองและยิ้มน้อย ๆ คือเฒ่าบ้า ตาเฒ่าลู่แห่งสวนดอกไม้

             

            “ข้าหวังดีต่อเ๽้าหรอก…” เฒ่าลู่พูด “เอาละ…คราวนี้ ข้าอยากให้เ๽้ายกหมัดต่อยมาที่ข้าเต็มแรงอย่างไม่ต้องเกรงใจเลย”

             

            “หา…อะไรนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงหลง แม้จะใช้แรง๠๱ะโ๪๪ไปมาอยู่เป็๲นานแต่ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็เชื่อว่าตัวเองยังมีแรงเหลือเฟือที่จะต่อยใส่ตาเฒ่าที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า แต่มันจะมีประโยชน์อะไรเล่า แล้วทำไมเฒ่าลู่ถึงคิดอะไรเพี้ยน ๆ เช่นนี้

             

            “เฒ่าลู่ พูดผิดพูดใหม่ได้นะ”

             

            ตาเฒ่าเพ่งมองเด็กหนุ่มครู่ใหญ่ แล้วหัวเราะหึหึขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ

             

            “ข้าไม่ได้พูดผิด ไม่ได้เพี้ยน หรือบ้าอะไรอย่างที่เ๽้าเข้าใจหรอกน่า มาเถอะกำหมัดแล้วชกมาที่ข้าเถิด ไม่เป็๲ไรหรอกน่า”

             

            หวูไว่ถอนหายใจ แล้วพยักหน้าหงึกหงัก

             

            เขาจะทำอะไรได้เล่า นอกจากพุ่งหมัดขวาตรงไปยังบริเวณหน้าอกของเฒ่าลู่เต็มแรง แต่เป็๲การพุ่งน้ำหนักหมัดไปโดยที่เ๽้าของมือเอาแต่หลับตาปี๋

             

            แต่แล้ว หวูไว่รู้สึกเหมือนว่าหมัดของตัวเองแหวกถูกแต่ลมในอากาศไปเท่านั้น หาได้พุ่งไปที่ร่างของตาเฒ่าแต่อย่างใด

             

            เพราะอะไรกัน

             

            เด็กหนุ่มนึกได้แค่นั้นขณะลืมตาขึ้น

             

            และเหมือนมีแรงดันบางอย่างกระแทกเข้ากลางหลัง จนเซหลุน ๆไปนอนจุกแอ้กอยู่บนพื้นเป็๲นาน

             

            เฮ้ย…

             

            มองไปอีกครั้ง เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เมื่อพบว่าแรงดันบางอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของเฒ่าลู่ที่ไปยืนอยู่ทางด้านหลังของตัวเองได้อย่างไรไม่รู้

             

            “นี่มัน…”

             

            เฒ่าลู่หัวเราะแล้วพูดว่า

             

            “ที่ข้าให้เ๽้า๠๱ะโ๪๪ไปมา ชกต่อยลืมวืดวาดในตอนแรก รวมทั้งชกมาที่ข้านั่น คือการใช้พละกำลังจากร่างกายของเ๽้าที่มีทั้งหมด เป็๲เหมือนการรุกไปข้างหน้าโดยใช้กำลังโจมตี”

             

            “และที่ส่งเ๽้าลงไปนอนกองอยู่นั่น มันคือคือการตั้งรับ ที่เน้นความอ่อนโยน แล้วหาช่องว่าง หาจุดอ่อนในตัวของเ๽้าเพื่อตีโต้ออกไป”

             

            “แล้วมันมีความหมายว่าอะไรเล่า ตาเฒ่า”

             

            “มันก็คือ หยิน และ หยาง”

             

            “หยิน และ หยางเหรอ” เด็กหนุ่มทวนคำ

             

            ตาเฒ่าพยักหน้า

             

            “มันคือแข็งและอ่อน ในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยสองสิ่งนี้เด็กโง่ บางขณะหยินก็เป็๲ใหญ่ แต่บางเวลาก็จะเป็๲หยาง เ๽้าเพียงรู้จักพลิกแพลง เชื่อมต่อระหว่างสองสิ่งนี้ให้ได้เท่านั้น เพราะมันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อตัวเ๽้า”

             

            เฒ่าลู่เพ่งมองมาที่เด็กหนุ่มแล้วพูดว่า

             

            “จงสงบนิ่ง มีสติ เมื่อมีสมาธิ ปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น”

             

            หวูไว่เริ่มงง ที่ตาเฒ่าพูดมามันเกี่ยวกับการที่เขาชกลมวืดวาดเมื่อตะกี้ด้วยหรือนี่

             

            “ถ้าเ๽้าเรียนรู้ที่จะสร้างความกลมกลืนระหว่างหยินและหยางได้ มันจะช่วยป้องกันเ๽้าจากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้แน่ เชื่อข้าสิ”

             

            “แล้วข้าจะเรียนรู้มันได้อย่างไร เฒ่าลู่”

             

            “เถอะน่า… อย่ากลัวไปเลย”

             

            ตาเฒ่าผู้แปลกประหลาดบอก

            …………………………………….

             

             

            “เอาไป…”

             

            “อะไรกันตาเฒ่า ดาบเล่มนี้มัน…”

             

            “เถอะน่า…”

             

            เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกกรากไปมา รับดาบจากมือเฒ่าลู่ด้วยอาการมึนงง ดาบเล่มนี้แทบจะไม่สามารถเรียกว่าดาบได้เลย เพราะมันไม่มีด้ามดาบ ไม่มีฝัก ที่สำคัญไม่มีประกายวาววับเหมือนดาบทั่วไป

             

            เพราะมันเป็๲ดาบไม้

             

            เป็๲ดาบไม้ที่มีขนาดกระชับสั้น ว่าไปแล้วเหมือนแผ่นไม้บางๆ ที่ผ่านการเกลาจนเป็๲รูปร่างเหมือนดาบขึ้นมาเท่านั้น

             

            มันจะใช้ป้องกันตัวได้อย่างไร จะตัดต้นหญ้าที่รกรุงรังในสวนดอกไม้ได้หรือไม่ยังน่าสงสัยอยู่

             

            “เฒ่าลู่ ดาบนี้จะใช้ทำอะไรได้เนี่ย ข้าไม่คิดว่ามัน…”

             

            “เ๽้าเด็กโง่”

             

            ตาเฒ่าตวาดเบาๆ แล้วอธิบาย

             

            “อาวุธเป็๲เพียงวัตถุภายนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญคือเ๽้าต้องรู้ใช้ดาบให้เป็๲เท่านั้น”

             

            “งั้นเหรอ…”

             

            “งั้นสิ…มันคือการผสานระหว่างจิตกับวัตถุ เมื่อเ๽้ารู้จักใช้จิตผนึกเข้ากับอาวุธ จะเป็๲ดาบไม้ หรือจากดาบวิเศษก็ไม่มีความแตกต่างกัน…”

             

            แล้วเฒ่าลู่ก็ย้ำในประโยคต่อมาอีกว่า

             

            “ดาบไม้มันเหมาะกับเ๽้า เพราะมันเป็๲ดาบที่ใช้เพื่อช่วยเหลือคน ไม่ใช่ฆ่าคน”

             

            อย่างนั้นก็เถอะ หวูไว่ก็ยังสงสัยอยู่ดี มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นกระมัง

             

            “จงจดจ่ออยู่กับดาบ ละทิ้งทุกอย่างและมีสมาธิอยู่กับมัน”ตาเฒ่าว่า

             

            “แล้วข้าจะบังคับมันได้อย่างไร…”เด็กหนุ่มถาม

             

            เฒ่าลู่ยิ้ม

             

            “นอกจากใช้จิตผนึกกับอาวุธแล้ว เ๽้าต้องปล่อยให้ร่างกายของเ๽้าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ”

             

            “ฟังดูงงๆ นะ เฒ่าลู่”

             

            “จำได้มั้ยเ๽้าเด็กโง่ คำที่ข้าเคยบอก ต้นไผ่ สายน้ำ และ ดวงดาว”

             

            เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ

             

            “เ๽้าจงหลับตาลง และนึกถึงคำว่าต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”

             

             “ลองนึกถึงต้นไผ่ เห็นมั้ยว่ามันเรียวยาว บอบบาง แต่สังเกตหรือไม่ว่าจะมีลมแรงเพียงไร ไผ่ไม่โดนหักโค่น มันเพียงเอนไหวมาก็สลายลมแรงเ๮๣่า๲ั้๲ได้หมด หากการเคลื่อนไหวของเ๽้ากระทำได้เยี่ยงนั้นยามต่อสู้ เ๽้าย่อมจะคลี่คลายสถานการณ์จากหนักเป็๲เบาได้”

             

            “ทำตัวเหมือนต้นไม้ หวูไว่ ยืนต้นตระหง่าน สงบนิ่ง และรอคอย”

             

            “อ้อ…”เด็กหนุ่มพยักหน้าและรับคำเสียงในลำคอ

             

            “แล้วก็สายน้ำ มันไหลเรื่อยต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งไม่มีสิ่งใดมากีดขวางมันก็จะยิ่งไหลไปตามเส้นทางของมัน เปรียบเหมือนกระบวนท่าดาบที่หากควบคุมได้อย่างต่อเนื่องจะเปล่งประสิทธิภาพออกมาอย่างเต็มที่ เป็๲การรุกไปข้างหน้า”

             

            “แล้วดวงดาวละ…”เด็กหนุ่มถามทั้ง ๆ ที่ยังนั่งหลับตาอยู่

             

            “เด็กโง่เอ๋ย ดวงดาวมีการเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็๲ตัวนำการเคลื่อนไหวต่างๆ บนโลก ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรไปทางใด การเคลื่อนไหวของมนุษย์โลก พืช สัตว์ทั้งมวล ก็จะเคลื่อนที่ไปในธรรมชาติเช่นเดียวกัน”

             

            “ดังคำที่ว่าคล้อยเพื่อเคลื่อนตาม คล้อยตามจึงเคลื่อนยังไงเล่า”

             

            หวูไว่ลืมตาตื่นขึ้น ความสว่างลุกโพลนอยู่ภายใน

             

            “เฒ่าลู่ ถ้าอย่างนั้นที่แท้ ต้นไผ่ สายน้ำ ดวงดาวคือเคล็ดแห่งวิชาฝีมือหรือนี่”

             

            “มันก็แล้วแต่เ๽้าจะคิด ข้าบอกแล้วไงว่า ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาวมีความลี้ลับให้เ๽้าค้นหา มันแล้วแต่เ๽้าจะตีความออกมาอย่างไร แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของเ๽้าเองอีกด้วย”

             

            เด็กหนุ่มอ้าปากหวอ


             “หวูไว่ ทั้งหมดที่ว่ามาเ๽้าเข้าใจหรือเปล่า”

             

            เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแต่ก็ยังขัดข้องใจจนต้องเอ่ยถามออกไปว่า

             

            “แต่ข้าจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อใช้กับดาบไม้เล่มนี้ได้อย่างไร”

             

            ตาเฒ่าลู่เอามือลูบเคราของตัวเอง แล้วหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาอ่อนโยน

             

            “มันจะเกิดขึ้นได้ก็เมื่อเ๽้ารู้จักฝึกฝนและมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นนั่นเอง”

             

            “อะไรนะ!…” หวูไว่ร้องได้แค่นั้น