ความโกลาหละเิขึ้นทันทีเหมือนเขื่อนแตกพังทลายวิกเตอร์ ผู้กำกับจอมเผด็จการะโลั่นจนหน้าดำหน้าแดง เส้นเืที่คอปูดโปนด้วยแบบคนสติหลุด“หยุดการซ้อม! ลงไปช่วยเธอเร็ว ใครก็ได้ทำอะไรสักอย่างสิวะ”
โธมัสช่างเชือกหน้าซีดทีนที เขารีบกระชากเชือกควบคุมหวังจะคลายกลไกเพื่อปล่อยร่างเอเวลีนลงมาแต่ด้วยความรีบร้อนและตื่นตระหนกสุดขีดดูเหมือนอุปกรณ์รอก้าจะไม่ขยับตามที่ควรจะเป็เสียงเหล็กเสียดสีกับไม้ดังกังวานผิดปกติ เอี๊ยด... เอี๊ยด...ราวกับมีบางอย่างขัดขวางการทำงานของมันไว้
ในวินาทีวิกฤตที่ทุกคนทำอะไรไม่ถูกผมสลัดความหิวทิ้งไปแล้วพุ่งตัวขึ้นไปบนเวทีทันทีด้วยความเร็วที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงสายตาของผมจับจ้องไปที่ร่างของเอเวลีนที่ตอนนี้แน่นิ่งไปแล้ว
“เกียร์!ใช้โหมดปีกใบมีด ตัดเชือกนั่นเดี๋ยวนี้!” ผมะโสั่งการเสียงเฉียบ
“รับทราบ!โหมดปีกใบมีดทำงาน” เกียร์ขานรับทันทีพร้อมเสียงกลไกภายในตัวมันที่หมุนเร็วจี่ปีกนกเหล็กที่เคยดูเรียบเนียนพลันเปลี่ยนเป็ใบมีดคมกริบสะท้อนแสงไฟตะเกียงมันบินโฉบขึ้นไปสู่คาน้าด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะตวัดปีกตัดเชือกเส้นหนาขาดสะบั้นลงในพริบตาเดียว
เมื่อพันธนาการที่คอขาดออกร่างของเอเวลีนก็ร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงผมที่ยืนแสตนด์บายอยู่ด้านล่างรอรับร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะค่อยๆวางเธอนอนลงบนพื้นเวทีไม้ที่เงาวับ แล้วเริ่มทำการตรวจสอบร่องรอยการมีชีวิตอย่างละเอียด
ริมฝีปากของเธอเริ่มกลายเป็สีซีดม่วงช้ำจากการขาดอากาศแต่น่าแปลกที่ริมฝีปากซึ่งเคยอวบอิ่มของเธอกลับดูแห้งผากอย่างรุนแรงชนิดผิดปกติมือที่แนบลำตัวอ่อนแรงและเย็นชืด ผมรีบวางปลายนิ้วลงบนเส้นเืที่ลำคอเพื่อเช็กสัญญาณชีพ
โชคยังดี...ชีพจรยังเต็นอยู่ แม้จะแ่เบามาก เธอแค่หมดสติไปเท่านั้น...แต่ทำไมริมฝีปากถึงได้แห้งขนาดนี้ โดยปกติอาการของคนที่ถูกแขวนคอหรือขาดอากาศหายใจกะทันหันริมฝีปากจะไม่แห้งกรังแบบนี้สิ
“เธอยังไม่ตายครับ!แค่หมดสติไป” ผมะโบอกทุกคนเพื่อให้ความโกลาหลเบาบางลง บรรยากาศทั้งห้องเริ่มโล่งอกจากประโยคที่บอกว่าเธอยังไม่ตาย
เฮย์สที่วิ่งหน้าตั้งตามขึ้นมาบนเวทีถึงกับเข่าแทบทรุดเขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกก่อนจะสวมิญญามือปราบะโสั่งเ้าหน้าที่ข้างล่าง “เ้าหน้าที่!ไปตามหมอมาด่วนเลย ใครขวางทางจับให้หมด”
เมื่อสั่งการเสร็จสายตาคมกริบของสารวัตรก็ตวัดไปมองเกียร์ที่ยังคงร่อนตัวลงมาเกาะบ่าผมภาพจำช็อตที่ปีกนกกลายเป็ใบมีดสะบั้นเชือกขาดในพริบตายังคงฉายซ้ำในหัวของเขา
เฮย์สขมวดคิ้วถามพลางหรี่ตามองเ้าสิ่งประดิษฐ์ประหลาด“นี่... นายมีมีดซ่อนอยู่ในตัวด้วยเหรอเนี่ย”
เกียร์ยืดอกกลไกของมันขึ้นอย่างภาคภูมิใจเลนส์ตาขยายกว้างเตรียมอวดสรรพคุณเต็มที่ “ใช่แล้วครับสารวัตร! นอกจากมีดแล้วผมยังมีปืนกลเบาพลังงานไอน้ำ มีะเิควัน และยังมี”
หมับ!
ยังไม่ทันที่มันจะหลุดปากพูดประโยคที่อาจทำให้เราโดนโยนเข้าคุกผมก็รีบเอื้อมมือไปบีบจะงอยปากเหล็กของมันจนเสียงขาดหายไปทันที ผมส่งยิ้มแห้งๆให้เฮย์สพลางหัวเราะแหะๆ แบบคนมีพิรุธสุดขีด “แหม... สารวัตรครับมันชอบพูดเพ้อเจ้อน่ะครับ จริงๆ มีแค่มีดเล็กๆ เอาไว้... เอ่อ...เอาไว้ปลอกผลไม้ทานเวลาออกภาคสนามครับ! ส่วนโหมดอื่นๆก็แค่เครื่องบันทึกเสียงธรรมดาที่เราเคยใช้กันนั่นแหละครับไม่มีอะไรซับซ้อนเล๊ยยย”
ผมพยายามอธิบายน้ำไหลไฟดับเพื่อให้เนียนที่สุดแต่ดูเหมือนเฮย์สจะจับพิรุธได้จากท่าทางลุกลี้ลุกลนและเหงื่อที่ซึมตามไรผมของผมเขาหรี่ตามองเกียร์ที่พยายามจะดิ้นออกจากมือผมเหมือนมองของเล่นอันตรายแล้วพูดสั้นๆ ว่า “...อย่างนั้นเหรอ” พร้อมสายตาที่บอกชัดว่า'ฉันเชื่อแกตายละ'
ผมรีบก้มลงไปกระซิบด่ามันรอดไรฟันทันที“จะบ้าเหรอเกียร์! นายไม่กลัวจะถูกทางการจับไปแยกชิ้นส่วนทำอาวุธาหรือไงห๊ะ!”
เ้าเกียร์สะบัดหน้าออกจากมือผมแล้วทำตาปริบๆย้อนถามหน้าซื่อ “แล้วมันไม่ดีตรงไหนครับนายท่าน ข้าจะได้มีงบประมาณอัปเกรดเป็ทองคำทั้งตัวไงเกี๊ยะ!”
ผมกุมขมับทันทีด้วยความเพลียจิต
สิ่งที่ผมกลัวน่ะไม่ใช่เื่ที่แกจะกลายเป็อาวุธหรอก แต่ถ้าพวกนั้นแยกชิ้นส่วนแกออกมาแล้วเห็น 'วงจรเวทมนตร์' ที่ผมจารึกไว้ข้างในความลับปูดออกมาคนที่ซวยต้องขึ้นตะแลงแกงคือผมแน่ๆเพราะผมดันไปเที่ยวป่าวประกาศว่าสร้างแกขึ้นมากับมือถ้าคนรู้ว่าผมเป็จอมเวทย์ที่ใช้ศาสตร์เวทย์ได้ ผมคงโดนจับไปเผาทั้งเป็เหมือนยุคล่าแม่มดชัวร์ๆแค่คิดก็ร้อนหลังวาบแล้วเนี่ย
เฮย์สไม่ได้สนใจท่าทางเพี้ยนๆของผมกับนกเหล็กนานนัก เขาหันกลับไปหาความจริงตรงหน้า “บอร์นทิ้งเื่นกปลอกผลไม้ของนายไว้ก่อน ดูสภาพเอเวลีนสิ... นายสังเกตเห็นอะไรไหม”
ผมขยับเข้าไปใกล้เฮย์สแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“สารวัตรครับ ดูที่ริมฝีปากของเธอสิ... มันแห้งผากอย่างผิดปกติอาการของคนที่ถูกแขวนคอหรือขาดอากาศหายใจกะทันหันไม่ควรมีลักษณะแบบนี้”
เฮย์สขมวดคิ้วจ้องมองตามที่ผมชี้ก่อนจะกระซิบตอบกลับมา “นายกำลังจะบอกว่า... มีความเป็ไปได้ไหมที่นี่จะไม่ใช่อุบัติเหตุ?”
“ยังสรุปไม่ได้ครับสารวัตรผมคงต้องตรวจสอบหลักฐานอื่นก่อน” ผมตอบสั้นๆ ขณะที่สายตายังไม่ละจากร่างของเอเวลีน“แต่สิ่งที่ผมบอกได้ตอนนี้คือ... ทุกอย่างมันดู ‘ประจวบเหมาะ’จนผิดปกติเกินไปครับ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากผมเฮย์สก็ทำท่าคิดหนักเพียงครู่เดียวก่อนจะสวมิญญามือปราบประกาศก้องไปทั่วโรงละครด้วยน้ำเสียงทรงพลัง“ทุกคนฟังทางนี้! ใครก็ตามที่อยู่ในที่นี่ห้ามขยับตัวและห้ามออกจากสถานที่นี้เด็ดขาด! เ้าหน้าที่...คุมพื้นที่ทุกทางเข้าออกเดี๋ยวนี้!”
สมแล้วที่เป็สารวัตรที่ผมร่วมงานด้วยมานานเขาอ่านใจผมออกและรู้ทันทีว่าการ ‘กักตัว’คือกุญแจสำคัญในการหาตัวฆาตกรที่อาจจะยังแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้
ทว่าบรรยากาศความโล่งอกที่เอเวลีนรอดชีวิตกลับอยู่ได้ไม่นานความตื่นใครั้งใหม่ก็ะเิขึ้นทันทีที่สิ้นเสียงประกาศของเฮย์สทุกคนในโรงละครยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็หินก่อนที่เสียงด่าทอจะเริ่มระงมไปทั่วด้วยความไม่พอใจ
วิกเตอร์สบถด่าไม่หยุดพยายามปัดความรับผิดชอบพ้นตัวแล้วหันไปชี้นิ้วใส่โธมัสอีกครั้ง “แกมันสะเพร่าโธมัส! แกเกือบทำให้งานของฉันพัง!” ทางด้านลิล่าเธอยังคงปิดปากร้องไห้โฮจนตัวโยกแต่ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้นมาผมกลับเห็นแววตาที่ฉายแววโล่งใจอย่างประหลาดวับหนึ่งก่อนจะหายไป ส่วนฮาโรลด์เ้าของโรงละคร กลับหน้าซีดเผือดเหมือนศพเขาพึมพำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนสติหลุด “อย่าให้เื่นี้หลุดออกไปเด็ดขาด...ชื่อเสียงของผม... อย่าให้ใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่!”
ท่ามกลางพายุแห่งความสับสนเ่าั้ผมขยับเข้าไปใกล้บ่วงเชือกที่เกียร์ตัดขาดแล้วหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดผมค่อยๆ แกะรอยพันของมันออกก่อนจะพบความจริงที่น่าขนลุก
“นี่ไม่ใช่ปมที่ใช้ในการแสดง...”ผมพูดขึ้นเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ปมละครถูกออกแบบมาให้หลุดออกได้ง่ายด้วยกลไกแต่การผูกปมแบบนี้... มันคือปมเพชฌฆาตที่ใช้สำหรับการแขวนคอจริงๆ”
เกียร์ร่อนลงมาเกาะที่ไหล่ผมเลนส์ตามันขยายออกซูมมองปมเชือก “เกี๊ยะ!หมายความว่ามีคนเปลี่ยนเชือกซ้อมให้กลายเป็กิโยตินส่วนตัวของแม่สาวผมแดงคนนี้งั้นเหรอครับนายท่าน”
ผมไม่ได้ตอบเกียร์แต่หันไปสบตากับเฮย์สที่กำลังเดินเข้ามาหา หลักฐานชิ้นนี้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า...บทละครเื่นี้ ถูกเขียนใหม่ด้วยเืและความตายของใครบางคน
ผมถือบ่วงเชือกที่เพิ่งถูกตัดขาดก้าวตรงไปหาเฮย์สแล้วอธิบายถึงความแตกต่างของเงื่อนปมนี้ทันทีเมื่อเฮย์สเห็นความผิดปกติเขาไม่รอช้าที่จะใช้อำนาจสารวัตรเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องหลักอย่าง วิกเตอร์,โธมัส, ฮาโรลด์ และเกรเกอร์ นักเขียนบทให้มารวมตัวกันกลางเวทีทันที
เฮย์สชูบ่วงเชือกขึ้นในระดับสายตาของทุกคนแสงตะเกียงสาดกระทบปมเชือกที่แ่าจนดูน่าสยดสยอง “ดูนี่ให้ดี...พวกคุณจะบอกฉันได้ไหมว่านี่คือปมเชือกมาตรฐานที่ใช้ในการแสดงของโรงละครแห่งนี้?”
วิกเตอร์และฮาโรลด์ต่างจ้องมองปมนั้นก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก“ไม่ใช่ครับ!” วิกเตอร์โพล่งออกมาเป็คนแรก“ปมที่ใช้แสดงต้องเป็ปมหลอกที่รูดออกได้ง่ายเพื่อให้คนแสดงสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แต่นี่มัน... นี่มันปมตายชัดๆ”
ผมจึงก้าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น“ถ้าอย่างนั้น... ใครเป็คนผูกปมนี้?”
โธมัสช่างเชือกผู้ดูเหนื่อยล้า ยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา “คะ... คือ ผมเองครับผมเป็คนผูกมันขึ้นมา”
“นายบ้าไปแล้วเหรอโธมัส!” วิกเตอร์ตะคอกด่าทันทีจนหน้าแดงก่ำ “นายจะฆ่าคนจริงๆ หรือไง!นายทำงานที่นี่มาตั้งกี่ปี ทำไมถึงสะเพร่าขนาดนี้!”
“แต่...แต่ในบทมันเขียนไว้แบบนี้นี่ครับ!” โธมัสรีบเถียงกลับด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน“ในบทระบุไว้ชัดเจนว่าฉากนี้ต้องใช้ 'ปมจริง'เพื่อความสมจริงที่สุด ผมก็แค่ทำตามคำสั่งในสคริปต์เท่านั้นเอง!”
วิกเตอร์เขวี้ยงปึกบทละครในมือลงบนพื้นไม้อย่างแรงจนกระดาษกระจาย“โธมัส! นายลองถ่างตาดูบทในมือฉันนี่สิ! มันมีตรงไหนที่เขียนว่าให้ใช้ปมจริงบ้าง ฉันเป็คนคุมการซ้อมฉันย่อมรู้ดีที่สุดว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน!”
โธมัสรีบก้มลงไปตะกุยดูบทที่วิกเตอร์โยนทิ้งเขาไล่สายตาหาประโยคนั้นด้วยนิ้วที่สั่นระริก แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า...ไม่มีคำสั่งเื่ปมจริงอยู่เลย “ตะ... แต่มันมีจริงๆ นะครับ ผมไม่ได้โกหก!”
พูดจบเขาก็รีบล้วงเอาปึกบทละครส่วนตัวที่เหน็บไว้ข้างเอวออกมาเปิดกางให้ทุกคนดูด้วยความร้อนรน“ดูนี่สิครับ! นี่คือบทที่ผมได้รับมา”
ทุกคนในที่นั้นต่างเงียบกริบและชะโงกหน้าเข้าไปดูแผ่นกระดาษในมือโธมัสมีข้อความเขียนไว้ชัดเจนในวงเล็บสีแดงเข้มว่า[สำหรับฉากแขวนคอ ให้ใช้ปมเชือกจริงเพื่ออารมณ์ที่สมบูรณ์แบบ]
บรรยากาศในโรงละครพลันเย็นเยือกขึ้นมาทันทีสายตาทุกคู่หันขวับไปหา เกรเกอร์ มิลเลอร์ นักเขียนบทที่ยืนตัวลีบอยู่ในเงามืดเขาดูใไม่แพ้คนอื่นและรีบโบกมือพัลวัน
“ผม...ผมไม่ได้เป็คนเขียนรายละเอียดเื่อุปกรณ์ประกอบฉากพวกนั้นนะครับ!”เกรเกอร์พยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“หน้าที่ของผมคือเขียนบทพูดและอารมณ์ตัวละครส่วนรายละเอียดทางเทคนิคหรือการแก้ไขปลีกย่อย...มันไม่ได้มาจากปลายปากกาของผมแน่นอน!”
บทละครที่มีเนื้อหาไม่ตรงกัน...หมายความว่ามีใครบางคนแอบ 'สอดไส้'คำสั่งปะาชีวิตลงไปในมือของโธมัสโดยที่ผู้กำกับและนักเขียนบทไม่รู้
เกียร์กระซิบเบาๆ“นายท่าน ดูเหมือนจะมี 'นักเขียนผี' แอบมาแก้งานในโรงละครนี้ซะแล้วสิ”
ผมหันไปถามวิกเตอร์ด้วยน้ำเสียงสุขุม“ถ้าอย่างนั้น...ปกติแล้วใครเป็คนรับผิดชอบลงรายละเอียดเื่อุปกรณ์ประกอบฉากพวกนี้ครับ”
วิกเตอร์นิ่งคิดเพียงครู่ก่อนจะหันไปกวาดตามองรอบเวทีแล้วชี้นิ้วไปยังหญิงสาวร่างเล็กผมสีน้ำตาลที่ยืนถือสมุดจดอยู่มุมฉาก “เบลล่า... เบลล่าวิลสัน เธอเป็หัวหน้าฝ่ายจัดหาอุปกรณ์และเขียนคู่มือฉากทั้งหมดครับ”
เฮย์สพยักหน้าให้เ้าหน้าที่เรียกตัวเบลล่าเข้ามาสอบถามทันทีหญิงสาวก้าวเข้ามาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เธอแนะนำตัวสั้นๆและยอมรับว่าเป็คนดูแลรายละเอียดคู่มือประกอบฉากให้โธมัสและทีมงานทั้งหมดจริง
วิกเตอร์ไม่รอช้าเปิดฉากแผดเสียงดุเธอจนตัวลีบ “เบลล่า! ทำไมเธอถึงเขียนคำสั่งบ้าๆแบบนั้นลงไปในคู่มือของโธมัส เธอรู้ไหมว่าความผิดพลาดของเธอมันเกือบจะฆ่าคนตาย”
เบลล่าทำหน้าเหวอเธอส่ายหน้าพัลวันด้วยความสับสน “เขียนอะไรคะ? ฉัน... ฉันเขียนรายละเอียดตามที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุมทุกอย่างนะคะ”
ผมจึงหยิบบทของโธมัสส่งให้เธอดูด้วยตัวเองเมื่อเบลล่าไล่สายตาอ่านข้อความที่ระบุให้ใช้ 'ปมจริง'ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความใ “ไม่จริง!ฉันไม่ได้เป็คนเขียนเนื้อหาส่วนนี้เลยค่ะ! แม้ว่าฟอนต์และกระดาษพวกนี้จะเป็ของทีมงานเราจริงๆก็ตาม!”
เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์เบลล่ารีบหยิบบทต้นฉบับของเธอออกมา พร้อมสั่งให้ช่างประกอบฉากคนอื่นๆเอาคู่มือของตนเองออกมาตรวจสอบด้วย ผลปรากฏว่าเป็ไปตามที่เธอว่า... ในคู่มือของคนอื่นไม่มีใครมีข้อความประหลาดที่สั่งให้ใช้ปมเชือกจริงเหมือนกับของโธมัสเลยแม้แต่คนเดียว
ผมหันไปสบตากับเฮย์สที่กำลังยืนคุมเชิงอยู่“ได้ผลสรุปเบื้องต้นแล้วครับสารวัตร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’จากความสะเพร่า แต่มีใครบางคนจงใจวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อเอาชีวิตของคุณเอเวลีนครับ”
คำประกาศของผมทำให้ทุกคนบนเวทีใจนเกิดเสียงฮือฮาไปทั่วบริเวณ
ก็ต้องใอยู่แล้วล่ะใครจะไปคิดว่าหลังม่านแดงที่สวยงาม จะมีใครบางคนแอบเขียนบทปะาชีวิตไว้เงียบๆแบบนี้
เหล่านักแสดงและคนงานเริ่มพึมพำกันถึงเื่“คำสาป” ที่ลือกันให้แซดก่อนหน้านี้ บางคนถึงกับทำหน้าหวาดกลัวพลางมองไปรอบๆความมืด
“มันไม่ใช่คำสาปหรอกครับ”ผมขัดขืนความเชื่อเ่าั้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“แต่มันคือสิ่งที่คนร้ายจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อโยนความผิดให้สิ่งเหนือธรรมชาติเริ่มจากการแอบเปลี่ยนรายละเอียดในบทของคุณโธมัสและการสร้างสถานการณ์ให้สอดคล้องกับข่าวลือเื่อาถรรพ์”
“ถ้าอย่างนั้น...คนร้ายก็ต้องเป็คนใดคนหนึ่งในที่นี่สิ!” วิกเตอร์โพล่งสวนขึ้นมาทันทีสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความระแวง
“ใช่ครับคนร้ายยังยืนอยู่ในห้องนี้” ผมตอบพลางกวาดสายตามองไปที่ใบหน้าของแต่ละคน“และเขาก็คงกำลังรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ที่เห็นว่าเอเวลีนรอดชีวิตมาได้ไม่เป็ไปตามแผนการที่เขาวางไว้”
“ถ้าอย่างนั้นคนร้ายก็ต้องเป็เธอ!” วิกเตอร์ชี้นิ้วไปที่เบลล่า ช่างจัดหาอุปกรณ์ทันที“ในเมื่อเธอเป็คนเดียวที่มีหน้าที่เขียนและแจกจ่ายรายละเอียดฉากทั้งหมดใครจะไปเปลี่ยนมันได้ถ้าไม่ใช่เธอ!”
เบลล่าหน้าซีดเผือด“ไม่... ไม่ใช่ฉันนะคะ! ฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร!”
เกียร์ขยับปีกเสียงดังกริ๊ก พลางซูมเลนส์ตาไปที่ปลายนิ้วของวิกเตอร์ที่กำลังสั่นน้อยๆ “เกี๊ยะ!นายท่าน... พายุลูกเดิมเริ่มพัดใส่เป้าหมายใหม่แล้วครับดูท่าว่าคุณผู้กำกับจะชอบหาจำเลยให้เราจังเลยนะ”
ผมส่ายหัวเบาๆให้กับความพยายามในการชี้นิ้วสั่งการของวิกเตอร์จนรู้สึกระอา
ทำไมชายคนนี้ถึงได้ขยันหาจำเลยมาป้อนให้เรานักนะหรือมันเป็วิธีเบี่ยงเบนความสนใจชั้นยอดกันแน่
“จะเป็เธอหรือจะเป็ใคร ผมก็ต้องขอตรวจสอบตามหลักฐานก่อนครับ”ผมพูดขัดขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอให้ทุกคนบนเวทีได้ยินก่อนจะหยิบบทละครฉบับที่ถูกแก้ไขของโธมัสขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งอย่างละเอียด
เกียร์บินถลาลงมาเกาะที่ไหล่ผมเลนส์ตามันขยับเข้าออกเพื่อโฟกัสที่แผ่นกระดาษ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย“นายท่าน... ทำไมกระดาษแผ่นนี้มันถึงได้หอมจังเลยครับเกี๊ยะ”
ผมขมวดคิ้วหันไปมองมันทันที“ว่ายังไงนะเกียร์ ที่ว่าหอมน่ะ หมายความว่ายังไง?”
มันยื่นจะงอยปากเหล็กเข้าไปใกล้กระดาษแผ่นนั้นแล้วสูดลมเข้าแรงๆ“ก็กระดาษที่แอบแก้บทแผ่นนี้ไงครับนายท่าน ข้าได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่นวลจมูกมากเลย”
ผมจึงลองยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดมใกล้ๆ...จริงอย่างที่มันบอก กระดาษใบนี้มีกลิ่นหอมจางๆ แฝงอยู่แต่มันเบาบางเสียจนถ้าไม่ดมใกล้ๆ หรือมีเซนเซอร์ระดับเกียร์ก็แทบจะไม่มีทางได้กลิ่น
ทำไมกระดาษนี้ถึงมีกลิ่นหอมแบบนี้มันแปลกมากที่คนซื่อๆ และดูซมซ่ออย่างโธมัสจะมานั่งฉีดน้ำหอมใส่คู่มือทำงาน...หรือว่ากลิ่นนี้จะเป็ของคนที่แอบเข้ามาแก้ไขบทกันแน่
ไม่รอช้าผมหันไปส่งสัญญาณให้เกียร์ทันที “เกียร์...บินเข้าไปหาทุกคนที่อยู่ในโรงละครแห่งนี้ทีละคนสังเกตกลิ่นให้ดีว่าใครที่มีกลิ่นตรงกับในกระดาษแผ่นนี้บ้าง”
“รับทราบเกี๊ยะ!ปฏิบัติการนกสุนัขตำรวจเริ่มได้!”มันขานรับและบินโฉบหายเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนที่กำลังถกเถียงกันอย่างวุ่นวาย
เวลาผ่านไปราว15 นาที ท่ามกลางเสียงด่าทอและข้อกล่าวหาที่สาดใส่กันไปมาระหว่างผู้กำกับวิกเตอร์และฝ่ายจัดอุปกรณ์เวทีเบลล่าเกียร์ก็บินกลับมาหาผมพร้อมท่าทางตื่นเต้น “นายท่าน!ข้าได้กลิ่นหอมที่ติดอยู่ในกระดาษแผ่นนี้มาจากคนนั้น!”มันชี้ปีกเหล็กไปยังคนคนหนึ่งในกลุ่มที่กำลังยืนดูการเถียงกันเื่ฆาตกรอย่างเผ็ดร้อนทุกคนก็บอกเป็เสียงเดียวกันว่าไม่ได้เข้าไปที่ห้องทำงานของเบลล่าและแก้ไขบท
ผมจ้องมองไปยังบุคคลที่เกียร์ชี้เป้าในวินาทีนั้นเอง ภาพเหตุการณ์ตอนที่พวกเขากำลังซ้อมบทกันก่อนหน้านี้ก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวของผมราวกับแผ่นฟิล์มนิสัยส่วนตัว ท่วงท่าและความหมกมุ่นที่แต่ละคนแสดงออกมาเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมบทแผ่นนี้ถึงมีกลิ่นหอมพิเศษนี้ติดอยู่
ผมจึงก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคงตรงเข้าไปหาคนกลุ่มนั้นสายตาของผมจ้องเขม็งไปที่เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
“ขอโทษนะครับ...ผมมีคำถามที่อยากจะถามคุณสักหน่อย”