ตอนที่ ๔
ปีกทองครุฑบันดาล
ปักษาส่ายศีรษะยิ้มจางๆลึกๆ ก็สุดแสนจะภูมิใจกับปราณเพราะพญาเวนไตยมิใช่จะชื่นชมใครง่ายๆแต่หากได้เอ่ยแล้วล้วนเป็สัจวาจาทั้งมวลหาได้เป็การกล่าวชื่นชมให้กำลังใจอย่างเดียวไม่!
“เรียนพญาเวนไตยเท่าที่ปราณเล่าให้ข้าฟังนั้นเขาว่าเป็ศาสตราวุธเทพประทานมีนามว่าบรรทัดั์คู่เทพประทานเห็นว่าแต่ละด้ามมีน้ำหนักมากกว่าสามเท่าของน้ำหนักตัว!”
“หือ...มากกว่าสามเท่าของน้ำหนักตัว!”
พญาเวนไตยอุทานลั่นด้วยความตื่นเต้น
“สองด้าม...หกเท่า!...เ้าหนูปราณแบกน้ำหนักถึงหกเท่าของน้ำหนักตัวแต่ยังเดินเหินได้แบบปกติทั้งยังเหาะได้คล่องแคล่วว่องไวนัก!...บ๊ะ...ไม่ได้การเสียแล้วข้ามองผิดไปจริงๆ!”
แล้วพญาเวนไตยจึงสั่งงดเว้นโทษของปราณทั้งหมดแย้มสรวลจางๆ คลายความกดดันทั้งมวลทำเอาปักษาที่ได้ยินพระบัญชาคลายความเขม็งเกร็งลง
“ฮ่าๆๆๆ...น่าสนใจดีแท้!...บรรทัดั์คู่เทพประทานอย่างนั้นหรือ?...เห็นทีข้าจำต้องสอบถามความให้กระจ่างชัด”
แล้วจึงมองหน้าปักษาเอ่ยวาจาที่ยิ้มแก้มปริ
“ข้าตกลงจะรับปราณไว้เป็ศิษย์ของวิมานฉิมพลีความสามารถเอกอุเช่นนี้ คงไม่ใช่แค่เื่บังเอิญเป็แน่!”
ปักษาคุกเข่าทั้งสองข้างกระทำถวายบังคมกล่าวขอบพระทัยพญาเวนไตยที่เมตตาหลานชายของเขา
“อย่าเพิ่งดีใจมากล่ะ? ข้ารับปากเ้า...จะสอนสั่งบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ความสามารถและคุณธรรมจริยธรรมในใจของปราณเองด้วยหากมีความเสมอต้นเสมอปลาย...รับรองว่าจะอยู่ที่วิมานฉิมพลีและป่าหิมพานต์ได้อย่างปลอดภัยแต่ถ้าไม่!...ข้าจะสังหารด้วยมือของข้าเอง!”
**********
วันรุ่งขึ้นปราณถูกพาตัวให้มาพบพญามยุระเวนไตยสัตว์กึ่งเทพครึ่งนกยูงครึ่งครุฑ ส่วนหัวและหางเป็นกยูง ลำตัวแขนขาเป็ครุฑหางสีหงชาด ลำตัวสีครามอ่อนเพื่อเป็มัคคุเทศก์นำทางและแนะนำการใช้ชีวิตอยู่ในป่าหิมพานต์
มยุระเวนไตยเป็ลูกผสมพญาครุฑจึงถือเป็บริวารแต่มิได้อยู่ในวิมานฉิมพลีเป็สัตว์วิเศษอยู่ในแนวป่าลึก มักอาศัยอยู่เป็ครอบครัวจำนวนมาก
นอกจากนี้มยุระเวนไตยยังแนะนำสัตว์วิเศษแปลกตาที่มักจะเป็ลูกผสมระหว่างสัตว์ของมหาพิภพทั่วไปเช่น นกสัมพาที สกุณเหรา พยัคฆ์เวนไตย อสูรวายุพักตร์ ไกรสรราชสีห์ ไกรสรนาคาทักทอ ดุรงคไกรสร สินธพนที กุญชรวารี กิเลน กุมภีนิมิต สุกรนที มัจฉนาคาและอีกมากมายจนปราณตื่นตาตื่นใจ ที่สำคัญสัตว์วิเศษเหล่านี้พูดคุยภาษามนุษย์ได้แต่ละตนจะมี่เวลาของการเข้าบำเพ็ญฌานตบะยาวนาน เพื่อให้กลายเป็เทพโดยสมบูรณ์
สัตว์วิเศษเหล่านี้มีร่างกายใหญ่โตเทียบเท่ามนุษย์หรือมากกว่า ส่วนสัตว์วิเศษที่บำเพ็ญตบะมาอย่างยาวนานจนแก่กล้าหรือมีสายเืเผ่าพันธุ์เทพร่างกายจะสูงใหญ่เป็พิเศษอย่างเช่นพญาเวนไตยที่สูง๕ เมตร ซึ่งถือเป็ระดับความสูงตามปกติของเผ่าพันธุ์นอกเหนืุ์
มยุระเวนไตยพาปราณทะยานเที่ยวชมแนวป่าหิมพานต์ราวหนึ่งสัปดาห์เด็กชายกลายเป็มิตรสหายของสัตว์วิเศษแทบทั้งหมดไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีมนุษย์วัยเยาว์เช่นนี้มาเที่ยวเล่นเดินเหินในป่าหิมพานต์ต่างคาดเดากันว่าปราณนั้นจะต้องเป็เด็กที่เทพเ้าได้เลือกไว้แน่ปราณได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มมิตอบอะไร
หลังจากนั้นพญาเวนไตยก็ให้ปราณได้ฝึกฝนพลังฌานสมาธิอย่างเข้มข้นรวมไปถึงวิชาการต่อสู้ทั้งบกและอากาศทั้งระยะประชิดและระยะไกล ซึ่งได้ให้ปักษาเดินทางกลับมหาพิภพไม่ต้องกังวลต่อเด็กน้อยเขาจะรับหน้าที่ดูแลจนกว่าปราณจะอายุครบ ๑๕ ปีบริบูรณ์แล้วจะให้ปราณเดินทางกลับมหาพิภพ...
**********
อีก ๗ ปีต่อมา วิมานฉิมพลีที่พำนักของพญาเวนไตย
ปราณในวัย ๑๕ ปี สูงราว ๑๘๙ เิเน้ำหนัก ๘๐ กิโลกรัม อยู่ในชุดแขนกุดรัดรูปสีขาวขับเน้นแผงอกแกร่งที่แน่นเปี่ยมพลังบริเวณคอและหัวไหล่เป็เกราะอ่อนสีทอง สวมสนับแขนสีขาวลายทองคาดเข็มขัดสีทองกางเกงเข้ารูปสีดำ ด้านหลังของปราณเป็ปีกสีทอง ดาบคู่ยังคงสะพายอยู่ด้านหลังบัดนี้บรรทัดั์คู่ก็มีการเปลี่ยนแปลงด้ามมีขนาดยาว ๑.๕๐ เมตร ส่วนน้ำหนักนั้นถูกเพิ่มขึ้นด้ามละหกเท่าตามบัญชาขององค์ธยานิพุทธะ(ภาคปฐมบท บทที่ ๔๐ ศาสตราเทพประทาน)

เด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าลงหนึ่งข้างเบื้องหน้าบัลลังก์ทองก้มหน้ามีน้ำตาเอ่อล้น
“โตเป็หนุ่มแล้วนะปราณ! ไยต้องร้องไห้ ตอนนี้เ้าสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อวิมานฉิมพลีต้อนรับเ้าเสมอ...อย่าลืมภารกิจของเ้าและโองการ์ และหากกลับไปคราวนี้มีโอกาสก็เชิญสหายทั้งห้าของเ้ามาที่นี่ด้วยก็ได้...ข้าจะส่งสาส์นแจ้งข่าวให้แก่ทุกชีวิตในที่นี้ทราบจะได้ไม่เกิดความโกลาหล...สรรพวิชาต่างๆ เ้าได้เรียนรู้และต่อยอดได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว”
ปราณขยับกายเข้าใกล้พญาเวนไตยที่มีสีหน้าสร้อยเศร้ามิใช่น้อยตลอดระยะเวลา ๗ ปี ที่ปราณอยู่ที่นี่ทุกชีวีได้รู้จักนิสัยใจคอและความเมตตาของปราณมิใช่น้อยนามของเขาโจษขานไปทั่วทั้งป่าหิมพานต์
“ข้าคงคิดถึงท่านบรมครูเวนไตยมิใช่น้อย หากมีเื่ใดจะเรียกหาข้าของเชิญท่านบรมครูได้โปรดส่งทูตไปหาข้าได้ทุกเมื่อครับ!”
เอ่ยจบเด็กหนุ่มก็คุกเข่าทั้งสองแสดงการถวายบังคมอย่างงดงามพญาเวนไตยพยักหน้ารับแล้วจึงว่า
“ปีกทองที่ข้าฝังลงในร่างของเ้าเ้าคงจะใช้มันจนคล่องแล้วสินะ เมื่อเ้าใช้ในการเหาะเหินเดินอากาศจะช่วยรักษาระดับพลังฌานยุทธ์ได้อย่างมั่นคงปีกนี้สามารถบินได้ตามใจเ้าปรารถนาไม่มีลดทอนพลังหรือเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดเพราะมันถูกทำขึ้นมาโดยผสมกับขนปีกของข้า...”
ปราณพยักหน้าน้อมคำนับ
“ข้าจะขออนุญาตตั้งชื่อปีกทองที่ท่านบรมครูมอบให้แก่ข้าว่า ปีกทองครุฑบันดาลเพื่อสรรเสริญให้แด่ความเมตตาและทุกคนได้รู้จักนามของท่าน!”
“ฮ่าๆๆๆ...ตามสบายเลย!...ปีกทองบัดนี้เป็เสมือนอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกายของเ้า...เอาล่ะได้เวลาเดินทางกลับแล้ว”
พญาเวนไตยเห็นว่าได้เวลาจึงพลครุฑร่างเทาดำที่เป็ทวารบาลทั้งสองนายที่กลายเป็สหายสนิทของปราณไปแล้วเป็ผู้เดินทางไปส่งปราณ
การเดินทางจากวิมานฉิมพลีใช้การเดินเท้าผ่านป่างิ้วจากนั้นปราณจึงร่ำลาพลครุฑทั้งสอง แล้วใช้ปีกทองเหาะทะยานอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องโดยไม่เหน็ดเหนื่อยจริงตามที่พญาเวนไตยกล่าว เพียงเวลา ๓ วันก็มาถึงแนวชายป่าหิมพานต์
ปราณลงสู่พื้นเปิดแล้วมองหาจุดที่เขาเคยเดินเข้ามาอยู่สักพักใหญ่ๆก็เดินผ่านออกมา เขาหันไปมองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความยินดี รอบๆ นี้เป็ป่ารกครึ้มหามีผู้ใดย่างกรายเข้ามาได้ไม่!
ปราณสูดอากาศแห่งมหาพิภพเข้าปอดให้ชื่นใจแม้จะบริสุทธิ์สู้ป่าหิมพานต์ไม่ได้แต่ก็รับรู้ถึงกลิ่นอายแห่งสรรพชีวิตของมหาพิภพ พลันปราณก็ถีบพื้นพุ่งเหินกลางหาว กางปีกทองเหาะทะยานด้วยความเร็วสูงเท่ากับคลื่นเสียงร่างเด็กหนุ่มพุ่งแหวกอากาศจนเกิดกระแสไอน้ำเป็ทรงกรวยทางด้านหลัง บนความสูงกว่า ๔๐๐เมตรจากระดับพื้นดิน ทำให้เขามองเห็นทัศนียภาพของอาณาจักรภารตคณราชย์ได้เป็อย่างดี
แต่แล้วก็นึกได้ว่าบางสถานที่อาจจะมีการสร้างกำแพงอากาศเอาไว้ปราณจึงทะยานร่างขึ้นสูงเสียดฟ้าจนอยู่ในหมู่เมฆขาว เขาลดความเร็วมองปุยเมฆที่ผ่านกายอย่างช้าๆพรายยิ้มอย่างมีความสุข พลันก็นึกถึงใบหน้าเด็กหญิงตัวน้อย
“หงส์นรา!...ป่านนี้เ้าจะเป็อย่างไรบ้าง?จะจำข้าได้หรือไม่?”
แล้วก็ไล่นึกถึงสหายทั้งสี่ที่เหลืออย่างช้าๆ รอยยิ้มผุดขึ้นใบหน้าด้วยความตื่นเต้นตามต่อด้วยท่านพ่อท่านแม่และผู้คนรอบข้าง น้ำตาเอ่อไหลน้อยๆแล้วไหลผ่านแก้มเพราะแรงลมดึงรอยน้ำตาให้ผ่านออกไป
ปราณเหาะทะยานม้วนไปมาฝ่าปุยเมฆไปอย่างรวดเร็ว ในความสูงเกือบ ๘,๐๐๐เมตรจากระดับพื้นดิน ด้วยความสูงขนาดนี้ยากนักที่จะมีกำแพงออร่าสูงถึงมากีดขวางการเหาะเหินของเขาได้
“วิเศษสุดๆ ถ้าใช้พลังฌานยุทธ์ ข้าคงไม่สามารถเหาะขึ้นมาได้สูงถึงเพียงนี้ แค่นี้ก็หลุดรอดจากสายตาผู้คนได้มากมายพอควร”
ปราณเหาะทะยานด้วยความสูงในระดับนี้ราวครึ่งชั่วโมงด้วยความเร็วที่ช้าลงเพราะมองไม่เห็นอะไรนอกจากก้อนเมฆเท่านั้น สักพักจึงค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้นดิน
แล้วหลับตาบังคับให้ปีกอันตรธานหายเข้าไปในกายแล้วออกเดินเท้าจากแนวป่าทึบเข้าสู่เมืองทันที