ตอนที่ 15 ทำกับข้าว
ตงลี่หวารีบไปลากตัวสามีของหล่อนกลับมาทันทีจากนั้นก็พูดโน้มน้าวเขาไปว่าอย่าพึ่งทำอะไรบุ่มบ่ามเลย รอจัดการกับเื่ของลูกให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากันเื่ของตระกูลจางอีกทีก็ยังไม่สาย
ลูกค้าที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “ถึงจะไปหาพวกเขาตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก มาจัดการเื่ของเด็กกันก่อนเถอะว่าจะทำยังไงต่อไปดี”
เซี่ยจวินพูดขึ้นพร้อมกับขมวดคิ้ว“สองสามีภรรยาตระกูลจางนี่มันจริง ๆ เลย ในเมื่อเลี้ยงดูไม่ได้แล้วจะเอาตัวลูกกลับไปทำไม? ”
จางฉุ้ยเหลียนนอนอยู่บนเตียงอย่างน่าสงสารเธอนอนมองทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้สภาพจิตใจของเธอดีขึ้นมากแล้วเธออยากจะพูด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไงดี
ตงลี่หวาปล่อยให้จางฉุ้ยเหลียนนอนพักอยู่ในห้องจากนั้นหล่อนก็ไล่ให้เซี่ยจวินให้ออกไปทำงานข้างนอกต่อ ส่วนหล่อนก็ออกไปหาซื้อผักที่ตลาดเพื่อเตรียมทำอาหารอร่อย ๆ ให้กับจางฉุ้ยเหลียนกิน
เมื่อคนที่ตลาดเห็นตงลี่หวาเดินเข้ามาในตลาดแห่งนี้ทุกคนต่างก็ใไปตาม ๆ กัน เพราะเป็เื่ยากมากที่จะเห็นตงลี่หวามาปรากฎตัวที่ตลาดแห่งนี้แม่ค้าคนหนึ่งจึงอดไม่ได้ที่จะถามตงลี่หวาออกไปว่า “ที่บ้านมีแขกมาอย่างนั้นหรือ ?”
ตงลี่หวาพยักหน้า“อื้อ ! ลูกของฉันกลับมาที่บ้านน่ะ!”
คนในตลาดต่างพากันนิ่งงันไปทันทีบางคนก็อดที่จะถามขึ้นด้วยความอยากรู้ไม่ได้ว่า “เธอไม่มีลูกไม่ใช่หรือ ? ”
ตงลี่หวาคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า“ก็เด็กที่ฉันรับมาเลี้ยงนั่นแหละ !”
แม่ค้าเ้าของร้านขายเนื้อหล่อนหั่นเนื้อไปพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปพลางว่า “ไม่ใช่ว่าหล่อนถูกแม่ผู้ให้กำเนิดพาตัวกลับไปอยู่ที่บ้านแล้วไม่ใช่หรือ? ฝั่งนั้นเขาไม่เลี้ยงหล่อนแล้วอย่างนั้นหรือ ? ”
ตงลี่หวาจึงส่ายหน้าปฏิเสธ“ก็ไม่ได้อยากให้กลับไปหรอก !แต่เพราะหล่อนต้องเข้าเรียนชั้นมัธยม แถมบ้านของพวกเขาก็อยู่ใกล้ตัวเมืองถ้าไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ล่ะก็ ยังไงฉันก็ไม่มีวันยอมให้กลับไปหรอก”
ทุกคนที่เพิ่งจะรู้ความจริงต่างก็มองไปทางตงลี่หวาด้วยสายตาที่สับสน ส่วนทางด้านตงลี่หวาหล่อนก็ไม่ได้สนใจเลยว่ามีใครจะมองหล่อน เพราะหล่อนมัวแต่วุ่น ๆอยู่กับการเลือกซื้อเนื้อ ผัก และผลไม้อย่างมีความสุข
“หึ หึ ! ดูท่าเธอจะดีใจมากเลยนะ ซื้อของไปเยอะแยะขนาดนี้! ” หญิงสาวร่างอวบอ้วนเ้าของร้านขายเนื้อที่ได้ชำเลืองตามองไปยังถุงของกินน้อยใหญ่ในมือของตงลี่หวาจึงอดที่จะพูดขึ้นด้วยความอิจฉาไม่ได้ว่า “แล้วมันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ ! ยังไงก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเธอ ! ”
ด้วยความที่จางฉุ้ยเหลียนเหนื่อยจากการร้องไห้อย่างหนักเธอจึงเผลอหลับไปบนเตียง ทางด้านเซี่ยจวินก็ทำงานอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนการนอนของจางฉุ้ยเหลียนเมื่อเขากลับเข้ามาในบ้านเขาก็พยายามเดินให้เบามากที่สุด
ลูกค้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “เถ้าแก่ ทำไมพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหล่อนถึงโหดร้ายกับหล่อนมากขนาดนั้นล่ะ? ”
เซี่ยจวินทอดถอนหายใจออกมา“เฮ้อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็นะ ! นี่มันก็ชีวิตของหล่อนยังไงก็ต้องสอบใหม่อีกครั้งในปีหน้า !”
ลูกค้าคนนั้นขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับครุ่นคิดอยู่สักพักจากนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “ทำไมถึงไม่ลองไปติดต่อทางกับทางโรงเรียนดูก่อนล่ะ บางทีอาจจะยังพอมีโอกาสอยู่ก็ได้ไหน ๆ จดหมายแจ้งจากทางมหาลัยก็โดนเผาไปแล้ว ลองไปสอบถามดูก็ไม่มีอะไรเสียหายนะ ”
จางฉุ้ยเหลียนนอนหลับด้วยความรู้สึกสบายใจ เมื่อเธอตื่นมาเธอก็ไม่เจอใครแล้ว เธอจึงลงจากเตียงและเดินออกไปข้างนอกจนกระทั่งเห็นตงลี่หวาที่กำลังจะฆ่าไก่อยู่ตรงลานบ้าน
หล่อนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กและหันหลังให้กับจางฉุ้ยเหลียนหล่อนค่อย ๆ ดึงขนไก่ออกมาทีละช่อ ๆ ด้วยใบหน้ามีความสุขยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
“ฉุ้ยเหลียนตื่นแล้วหรือ ? ” เซี่ยจวินอุ้มแตงโมเข้ามาในบ้าน และเขาก็เห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนกำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ในขณะนี้
เขาใช้มีดหั่นแตงโมและตัดมีนออกมาเป็ชิ้นๆ พอดีคำ จากนั้นจึงยื่นมันไปให้กับจางฉุ้ยเหลียน “กินแตงโมรองท้องไปก่อนนะเดี๋ยวแม่ทำกับข้าวเสร็จแล้วเราค่อยกินกัน !”
ดูเหมือนว่าตงลี่หวาจะได้ยินเสียงพูดคุยกันดังออกมาจากในบ้านหล่อนจึงได้ะโออกไปว่า “ฉุ้ยเหลียน ลูกรอก่อนนะ หิวแล้วรึยัง ?ในตู้กับข้าวมีขนมเค้ก คุกกี้ ขนมถาวซู แล้วก็ขนมเจียงหมี่เถียวอยู่ ลูกกินรองท้องไปก่อนก็ได้นะ!”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ได้ในทันทีว่าขนมทั้งหมดเ่าั้คตงลี่หวาต้องตั้งใจซื้อมาให้เธออย่างแน่นอน เพราะสองสามีภรรยาที่ประหยัดมัธยัสถ์แบบนี้คงไม่ซื้อขนมพวกนี้มากินแน่ ๆ
เธอจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เธอมักจะโทษพวกเขาสองสามีภรรยาเสมอที่ให้เธอเอาแต่เรียนหนังสืออย่างเดียวปิดเทอมก็ยังต้องทบทวนบทเรียนอยู่แต่ในห้องห้ามออกไปเล่นข้างนอกเด็กคนหนึ่งจะต้องอยู่กับกองหนังสือเป็ร้อย ๆ เล่มภายในห้องคนเดียว เธอจึงคิดเสมอว่าพวกเขานั้นปฏิบัติกับเธอไม่ดีแต่เธอลืมเื่ขนมต่าง ๆ ที่พวกเขาเตรียมไว้ให้เธอเหล่านี้ไปได้ยังไง
เด็ก ๆบ้านอื่นมักจะได้กินขนมแบบนี้ใน่วันปีใหม่เท่านั้น แต่เซี่ยจวินและตงลี่หวากลัวว่าลูกของพวกเขาจะหิวก็เลยจัดหาเตรียมเอาไว้ให้ในยุคสมัยนี้ขนมพวกนี้ค่อนข้างที่จะหายากและมีราคาแพง แม้แต่ในท้องตลาดก็ไม่มีแม้แต่ขนมทานเล่นซึ่งขนมเจียงหมี่เถียวและขนมเค้กก็ล้วนแต่เป็ขนมที่เธอชอบกิน ถึงแม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปแล้ว6 ปี จนเธอเติบโตเป็สาว นิสัยของพวกเขาสองสามีภรรยาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
“อย่ามัวยืนเหม่ออยู่เลยมากินแตงโมก่อนสิ !” เซี่ยจวินสะกิดจางฉุ้ยเหลียนเขาเปิดโทรทัศน์พร้อมกับพูดว่า “ดูโทรทัศน์กันดีกว่า !”
จางฉุ้ยเหลียนมองไปทางเซี่ยจวินที่กำลังทำหน้านิ่งเฉยด้วยรอยยิ้มเธอรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาอยากจะพูดคุยกับเธอ
“พ่อ พ่อมานั่งด้วยกันสิมาคุยกันเถอะ !” จางฉุ้ยเหลียนดึงแขนของเซี่ยจวินด้วยท่าทางความสนิทสนมก่อนจะพามานั่งลงที่เตียง
เซี่ยจวินค่อนข้างที่จะระมัดระวังตัวเป็พิเศษแต่เขาก็ยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย จางฉุ้ยเหลียนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กตรงข้ามกับเซี่ยจวินจากนั้นก็ยื่นหน้ามาถามด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อ ทำไมพ่อถึงได้ทำดีกับหนูแบบนี้ล่ะ !”
“อ้าว ! ก็ลูกเป็ลูกของพ่อไม่ใช่หรือ !” เซี่ยจวินหน้าแดงก่ำไม่ค่อยเป็ตัวของตัวเองสักเท่าไหร่
“ตอนเด็ก ๆ หนูยังไม่รู้ความไม่นึกถึงความรู้สึกของพ่อกับแม่ บอกว่าจะไปก็ไปหลายปีมานี้ก็ไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่เลยสักครั้ง พ่อเกลียดหนูรึเปล่า ? ”
นี่เป็าแที่ยากจะสมานกันภายอยู่ในใจของจางฉุ้ยเหลียนมาตลอดมันเป็ความเสียใจที่เธอมีต่อสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ย
“เกลียดอะไรกัน!พวกเขาเป็พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของลูก ลูกจะไปอยู่กับพวกเขามันก็ไม่เห็นจะแปลกโชคชะตาของคนเรามันก็เป็แบบนี้แหละ !”เซี่ยจวินพูดอย่างมีเหตุผล
ก่อนหน้านี้จางฉุ้ยเหลียนคิดว่าพวกเขาคงจะไม่สนใจใยดีลูกสาวบุญธรรมคนนนี้แล้วแต่หลังจากที่เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป เธอกลับเห็นความใจกว้างอันมหาศาลของพ่อแม่คู่นี้ได้อย่างชัดเจนจิตใจของผู้ชายคนนี้ ใคร ๆ ก็ไม่อาจเทียบได้
เื่ที่น่าเศร้าก็คือผู้ชายที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีที่สุดในชีวิตของเธอคนนี้ และครอบครัวที่คอยปกป้องเธอกลับกลายเป็เธอเองที่เป็คนทำร้ายครอบครัวนี้ได้อย่างเ็ปที่สุด
แต่หลังจากนี้มันจะไม่เป็แบบนั้นอีกแล้วจางฉุ้ยเหลียนบอกกับตัวเองอยู่ในใจ
เซี่ยจวินอดที่จะถามเธอไม่ได้ว่า: “ฉุ้ยเหลียน!ลูกลองไปคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนดูก่อนดีไหมคะแนนสอบครั้งที่แล้วและหนังสือแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยของลูกที่โรงเรียนน่าจะยังมีเอกสารอยู่แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ พ่อจะเป็คนออกค่าเดินทางให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไปรายงานเื่นี้กับทางมหาวิทยาลัยพร้อมกับเราเอง!”
จางฉุ้ยเหลียนพยักหน้า: “หนูก็กำลังคิดๆ เื่นี้อยู่เหมือนกันค่ะ งั้นเราลองไปถามดูก่อนก็ได้ ถ้าไม่ได้จริง ๆ มันก็คงจะเป็โชคชะตาของหนูแล้วล่ะค่ะ”
เซี่ยจวินขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด: “ถ้าไม่ได้ก็คงต้องรอไปอีก 1 ปี แล้วค่อยไปสอบใหม่อีกครั้งมันก็ไม่เสียหายอะไร!”
ไม่ใช่ว่าจางฉุ้ยเหลียนไม่อยากสอบแต่ความจริงแล้วเธอไม่มั่นใจในตัวเองมากกว่า เธอไม่เคยอ่านหนังสือเลยตลอด 20ปีที่ผ่านมา การที่จะรวบรวมความรู้ใหม่อีกครั้งมันย่อมเป็เื่ที่ยาก อย่าว่าแต่วิชาง่ายๆ เลย วิชาอื่นเธอเองก็ลืมมันไปหมดแล้วเช่นกัน
สองพ่อลูกไม่ได้คุยอะไรกันอีกทั้งสองคนต่างก็นั่งดูโทรทัศน์กันไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนกับว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นไม่เคยไปจากบ้านหลังนี้เลยอย่างไรอย่างนั้นเซี่ยจวินจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือลำบากใจแต่อย่างใด
“หนูออกไปช่วยแม่ก่อนนะคะ! ” จางฉุ้ยเหลียนพูดกับเซี่ยจวิน จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องครัวทันที
เมื่อตงลี่หวาเห็นจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามา หล่อนจึงรีบโบกไม้โบกมือไล่ให้เธอออกไป: “ไม่ต้อง ๆ ออกไปเถอะลูกไปดูโทรทัศน์โน้นไป ลูกทำอะไรเป็ที่ไหนล่ะ!”
จางฉุ้ยเหลียนแสยะยิ้มออกมาจากนั้นก็แย่งมีดไปหั่นผักพร้อมกับพูดว่า : “แม่!แม่ไม่รู้อะไรซะแล้วฝีมือการทำอาหารของหนูใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ มันพัฒนาขึ้นเยอะมากเลยนะหนูว่าแม่นั่นแหละที่ต้องออกไปดูโทรทัศน์ซะมากกว่า!”
เมื่อสองสามีภรรยาตระกูลเซี่ยได้ยินคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของจางฉุ้ยเหลียนพวกเขาก็รู้สึกปวดใจกับท่าทางนั้นแต่ก็ตื้นตันใจในเวลาเดียวกัน เมื่อเซี่ยจวินได้ยินประโยคนี้เขาก็กำหมัดเคาะโต๊ะดังตึง ๆ ทันที
ส่วนตงลี่หวาที่ยืนมองจางฉุ้ยเหลียนขอดเกล็ดปลาในอ่างอย่างชำนาญอยู่นั้นหล่อนก็อดที่จะแอบปาดน้ำตาไม่ได้
“แม่!แม่ให้หนูทำกับข้าวเถอะ ไว้รอชิมฝีมือของหนูดีกว่ามันจะเป็ยังไง!” จางฉุ้ยเหลียนอารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอคิดที่จะทำอาหารมื้อใหญ่ให้พ่อกับแม่ได้กินเมื่อชาติที่แล้วท่านทั้งสองไม่เคยได้กินอาหารฝีมือเธอเลย ชาตินี้เธอก็อยากจะทดแทนบุญคุณของพวกท่านบ้าง
ตงลี่หวาถูกจางฉุ้ยเหลียนไล่ให้ออกไปดูโทรทัศน์ข้างนอกส่วนเธอก็ทำกับข้าวไปพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข
ห้องครัวของบ้านตระกูลเซี่ยนั้นมีกำแพงกันไฟกั้นระหว่างห้องนอนใหญ่กับห้องครัวแต่ลักษณะของกำแพงนี้มันก็เป็กำแพงครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็หน้าต่างเหมือนกับบ้านอื่นๆ ทั่ว ๆ ไป
เมื่อมองทะลุผ่านหน้าต่างออกไปพวกเขาก็จะสามารถเห็นได้ว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นกำลังทำอะไรแต่ก็ไม่มีใครเข้าไปรบกวนเธอแต่อย่างใด และพวกเขาก็ไม่ได้แอบมองเธอจากทางหน้าต่างด้วยเช่นกัน
จางฉุ้ยเหลียนอารมณ์ดีเพราะเธอกำลังจะได้โชว์ฝีมือการทำอาหารที่สั่งสมมานานกว่า20 ปี ให้พวกเขาทั้งสองคนได้กิน
ฉับ ฉับ ฉับเสียงหั่นผักเป็จังหวะ ตึง ตึง ตึง เสียงสับเนื้ออย่างไม่ลังเล ซ่า ซ่า ซ่า ปุดปุด
ตงลี่หวาพูดขึ้นมาด้วยเสียงเบาๆ ว่า : “คุณดูสิว่าหล่อนต้องผ่านอะไรมาบ้างหล่อนกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้วแท้ ๆ พวกเขาต้องบังคับให้หล่อนทำงานหนักขนาดไหนหล่อนถึงได้กลายเป็แบบนี้ไปได้”
“พอแล้วล่ะ ๆ พูดเบา ๆ หน่อย!” เซี่ยจวินเม้มปากในทันทีพร้อมกับสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
ผ่านไปสักพักจางฉุ้ยเหลียนก็ยกถ้วยและตะเกียบเดินเข้ามาในห้องพร้อมพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มชื่นบานว่า: “หนูตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วมากินข้าวกันเถอะค่ะ!”
ตงลี่หวารีบเข้ามาช่วยในห้องครัวทันทีแต่หล่อนกลับเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ถูกจางฉุ้ยเหลียนทำความสะอาดจนเกลี้ยงแล้วเพราะจางฉุ้ยเหลียนนั้นทำอาหารไปทำความสะอาดไปด้วย คนที่ไม่ได้ทำอาหารบ่อย ๆ นั้นจะไม่มีทางทำแบบนี้แน่นอน
หม้อถูกเช็ดจนสะอาดบนเตาก็ถูกขัดถูจนเงาวับ ขวดกระปุกที่อยู่บนตู้ก็ถูกเช็ดจนสะอาดเกลี้ยง กองฟืนก็ถูกนำมาวางซ้อนๆ กันอย่างเป็ระเบียบ
เมื่อตงลี่หวาเห็นว่าทุกอย่างในครัวสะอาดเรียบร้อยดีแล้วหล่อนจึงช่วยจางฉุ้ยเหลียนยกอาหารเข้าไปในห้อง
ซี่โครงหมูตุ๋นปลานึ่ง มันฝรั่งทอด ผัดมะเขือยาว ถั่วผัดเนื้อวัวแห้ง ผัดผัก 5 สี ไก่ตุ๋นเห็ดหอม หมูสามชั้นตุ๋น เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเธอสามารถทำอาหารทั้งหมด 8 อย่างนี้คนเดียว
“สุดยอดเลย เก่งกว่าแม่ของลูกซะอีก!” เซี่ยจวินรินเหล้าใส่แก้ว จากนั้นก็มองไปที่อาหารทั้ง8 อย่าง ตรงหน้าพร้อมกับยกนิ้วโป้งขึ้นมาด้วยความชื่นชม
“เรียกว่าเป็การบริหารเวลาที่ดีมากกว่าค่ะ!” จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะคิกคักออกมา จากนั้นก็ชี้ไปยังอาหารคาวตรงหน้า แล้วพูดว่า :“ตอนที่ตุ๋นซี่โครงหมู หนูก็นึ่งปลาไว้้าด้วยและตอนตุ๋นไก่ ้าหนูก็นึ่งเนื้อไปด้วย พอทุกอย่างสุก ก็ยกมันออกมาเตาและผัดอาหารต่อได้เลย! ”
ตงลี่หวาพยักหน้า: “อื้อเนื้อตุ๋นกำลังดี ผักก็ผัดได้ไม่เฉาจนเกินไป!ยอดเยี่ยมมาก นึกไม่ถึงว่าเื่ทำกับข้าวลูกจะชำนาญมากขนาดนี้ อยู่ที่นู้นลูกทำกับข้าวบ่อยหรือ?”
จางฉุ้ยเหลียนจึงตอบไปโดยไม่คิดว่า: “ใช่แล้วค่ะ! ตอนนั้นที่หนูออกไปขายซาลาเปาให้กับคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาแถวนั้นที่รินถนนหนูขายดีมากเลย หลังจากนั้นหนูก็ให้พ่อกับแม่ของหนูออกไปขายซาลาเปาหนูต้องลุกขึ้นมานึ่งซาลาเปาทุกเช้า แล้วเตาที่ใช้นึ่งซาลาเปามันก็เป็เตาแบบนี้แหละค่ะ”
สองสามีภรรยาต่างมองหน้ากันก่อนจะทอดถอนใจออกมาเบา ๆ ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดตำหนิสองสามีภรรยาตระกูลจางแต่อย่างใดแต่กลับหัวเราะคิกคักออกมา จากนั้นก็กินข้าวไปพลางพูดชมจางฉุ้ยเหลียนไปพลาง
อีกด้านหนึ่งข่าวของจางฉุ้ยเหลียนนั้นก็ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วบ้านตระกูลจางเองก็หาตัวจางฉุ้ยเหลียนไม่เจอ คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ไม่มีใครเห็นเธอเช่นเดียวกันและทุกคนต่างก็พากันส่งสายตาเกลียดชังมาให้กับจางกว่างฝูผู้ชายบางคนก็ด่าจางกว่าฝูว่าไม่ใช่ลูกผู้ชาย
ที่บ้านของจางกว่างโหยวจางฉุ้ยหลินเดินเข้ามาด้วยตัวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพร้อมกับส่ายหน้าไปทางแม่ของเขาอย่างร้อนใจ : “ไม่มีครับ หาจนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของจางฉุ้ยเหลียนเลย!”
“หาไม่เจอก็คือไม่เจอแล้ว!” คุณย่าของจางฉุ้ยเหลียนพูดออกมาด้วยความโกรธ :“ถ้าอยากจะไปก็ไป ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก!”
หลิวกุ้ยเฟินก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดของแม่สามีแต่อย่างใดหล่อนถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงว่า : “ลูกไปหาที่โรงเรียนมาแล้วหรือยัง?”
จางฉุ้ยหลินดื่มน้ำไปสองอึกก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วพูดว่า : “ไปหามาแล้วครับผมเจอหัวหน้าห้องของหล่อน หัวหน้าห้องของหล่อนก็บอกว่าจะลองติดต่อกับสำนักงานการศึกษาดูว่าจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง!”