คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 49 ตามหาเส้นทางของชีวิต

            

            “จงอย่าละอายต่อการสำนึกตน”

            ซูฉางอันท่องคำๆ นี้ซ้ำๆ ในใจเขาขมวดคิ้วมุ่น เดินเหม่อไปหยุดอยู่ที่ลานฝึกอย่างลืมตัว

            เพราะเสียเวลากับอวี้เหิงไปเล็กน้อยเมื่อมาถึง ฉู่ซีฟงก็กอดดาบ และยืนรอได้สักพักแล้วสายลมในเดือนสามพัดลูบเส้นผมยุ่งเหยิงของฉู่ซีฟง เผยให้เห็นคิ้วที่กำลังขมวดมุ่นเป็นปมซูฉางอันจึงเดาได้ไม่ยากว่าคนตรงหน้ารู้สึกหงุดหงิดเต็มทีแล้ว

            เมื่อรับรู้ได้ดังนั้นซูฉางอันก็สะดุ้งตกใจ รีบวิ่งเข้าไปหาฉู่ซีฟงทันที

            “มาแล้วรึ?” ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะได้กล่าวอธิบายฉู่ซีฟงก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

            “อืม” ซูฉางอันก้มหน้าลงต่ำ พลางตอบด้วยเสียงแผ่วเบาแม้จะรู้สึกเคารพยกย่องฉู่ซีฟงมากแต่ก็ยังอดรู้สึกหวาดกลัวผู้ชายที่ทั้งเย็นชาและเข้มงวดคนนี้ไม่ได้อยู่ดี

            “เริ่มฝึกกันเถอะ” น่าเหลือเชื่อที่ในครั้งนี้ฉู่ซีฟงไม่ได้ลงโทษเขา แต่กลับตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับการสอนวิชาในวันนี้แทน

            สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ซูฉางอันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่อย่างไรเสีย การไม่ต้องถูกลงโทษก็เป็นเรื่องดีเขาไม่ได้โง่จนถึงกับตามถามถึงสาเหตุหรอกนะ

            สำหรับซูฉางอันแล้ว การฝึกวิชาดาบนับเป็นเรื่องที่จริงจังมาก ดังนั้นเขาจึงเก็บความคิดอื่นๆ และความรู้สึกต่างๆบนใบหน้ากลับไปทันที ซูฉางอันชักดาบบนหลังออกมาพลันใบหน้าก็เย็นยะเยือกลงอย่างฉับพลัน

            “หือ? ไม่เลวเลยนี่ ดูเหมือนการต่อยตีตลอดสองวันมานี้จะไม่เสียเปล่าเลยน่าสนใจจริงๆ” ฉู่ซีฟงยกมุมปากขึ้นพลางกล่าว

            ทว่าซูฉางอันกลับทำราวกับไม่ได้ยินเขาคำรามเสียงดังลั่น จากนั้นก็กระโดดขึ้นสูงระเบิดพลังแห่งดาบและเพลิงศักดิ์สิทธิ์ออกมาปกคลุมร่างเอาไว้อย่างมิดชิดในเสี้ยววินาที

            ฉู่ซีฟงประกายลำแสงบางอย่างออกมาทางดวงตาเขาดูออก ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมา ซูฉางอันมีทักษะทางดาบก้าวหน้าขึ้นมาก

            แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิดเพราะแม้จะกดพลังในตัวให้มีระดับอยู่เพียงระดับเก้าดาราแล้วแต่ฉู่ซีฟงก็มีทั้งประสบการณ์ด้านการต่อสู้ที่โชกโชนรวมไปถึงความเข้าใจที่มีต่อทักษะแห่งดาบในระดับสูงซึ่งอยู่เหนือกว่าซูฉางอันเป็นอย่างมาก ดังนั้น หลังรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อยร่างของเขาก็หายวับไปจากที่เดิมทันที เพียงเท่านั้นฉู่ซีฟงก็หลบจากการโจมตีอันแสนเฉียบคมของซูฉางอันไปได้แล้ว

            เสียงหนึ่งดังกระหึ่มขึ้นส่งผลให้พื้นหินอ่อนของลานฝึกยุทธ์มีรอยแยกปรากฏขึ้นหลายแห่งพร้อมกัน

            “หากเจ้ายังใช้กระบวนท่านี้เป็นแค่ท่าเดียวต่อให้ในอนาคต พลังของเจ้าจะอยู่ในระดับเก้าดาราแล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็ทำอันตรายข้าไม่ได้อยู่ดี “ฉู่ซีฟงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวันนับตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มฝึกดาบเลยก็ว่าได้เพราะเขาใช้เป็นเพียงการเหวี่ยงฟันซึ่งเป็นกระบวนท่าเพียงหนึ่งเดียวที่มั่วทิงอวี่เคยสอนเท่านั้นทว่ากระบวนท่าที่ฉู่ซีฟงสอนนั้น เขายังใช้ไม่เป็นแม้แต่ท่าเดียวแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะกระบวนท่าของฉู่ซีฟงซับซ้อนและลึกล้ำเป็นอย่างมาก ในหนึ่งกระบวนท่าของเขามีวิธีการขับเคลื่อนพลังวิญญาณ ความเร็วในการเหวี่ยงดาบใช้แรงมากและน้อยในการลงดาบผสมอยู่ซึ่งนักดาบต้องแสดงทั้งหมดออกมาพร้อมกันให้ได้ในครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ตาเห็นเลยสักนิด

            แน่นอนว่านั่นไม่ได้แปลว่าท่าเหวี่ยงฟันของมั่วทิงอวี่สู้กระบวนดาบของฉู่ซีฟงไม่ได้แต่อย่างไรเสีย ซูฉางอันก็ฝึกท่าเหวี่ยงฟันมานานถึงสองปีเต็มๆ แล้ว จนต่อมาตอนเดินทางผ่านเขาโยวหยุน เพราะพลังแห่งดาบและปราณดาราที่มั่วทิงอวี่ทิ้งเอาไว้ให้ ทำให้เขาฝืนแสดงท่านั้นออกมาได้ในที่สุดแต่ท่าเหวี่ยงฟันที่เขาแสดงออกมากลับมีพลังอ่อนด้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับตอนที่มั่วทิงอวี่เป็นผู้แสดงออกมา

            คำพูดของฉู่ซีฟงปลุกให้ความอยากเอาชนะของซูฉางอันระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง เขากัดฟันกรอดจากนั้นก็คำรามด้วยเสียงแผ่ว เส้นเลือดที่ท่อนแขนบวมปูดขึ้นในพริบตาดาบในมือถูกลากไปกับพื้นหินเบื้องล่างจนเกิดเป็นเสียงครืดคราดก่อนตัวดาบจะถูกเหวี่ยงเข้าใส่ฉู่ซีฟงอย่างแรง

            ฉู่ซีฟงเลิกคิ้วขึ้นราวเป็นการชื่นชมขณะที่ปากก็ยังเอาแต่พูดเย้ยหยันขึ้นไม่หยุด “ช้าเกินไป! ”

            ฉู่ซีฟงยกขาซ้ายขึ้นก่อนจะเคลื่อนปลายเท้าอย่างรวดเร็ว

            กระบวนท่าแรกฉู่ซีฟงถีบปลายเท้าลงที่ข้างตัวดาบของซูฉางอัน ทำให้ซูฉางอันถึงกับผงะ

            กระบวนท่าที่สองเท้าของเขาเหยียบลงบนมือที่กำลังถือดาบของซูฉางอันความเจ็บปวดจึงปะทุขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ซูฉางอันกระตุกริมฝีปากด้วยความเจ็บปวดทันที

            กระบวนท่าที่สาม เขาดึงเท้ากลับมาก่อนจะถีบเสยขึ้นไปทางด้านบนอย่างแรงส่งผลให้ดาบของซูฉางอันลอยกระเด็นออกไปจากมือทันที

            เคร้ง... เสียงหนึ่งกังวานขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ดาบของซูฉางอันร่วงลงบนพื้นดินด้านหลัง

            ซูฉางอันจมเข้าสู่ความตกตะลึงแม้ตอนนี้ฉู่ซีฟงกดพลังในตัวลง จนมีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราเท่านั้น

            ...สองวันที่ผ่านมานี้ซูฉางอันเอาชนะนักรบที่มีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราไปตั้งเท่าไรต่อเท่าไรแล้วทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉู่ซีฟง เขากลับอ่อนแอมากเหลือเกินวินาทีที่ดาบร่วงลงบนพื้นดินความได้ใจที่เพิ่งเริ่มประกายออกมาในหัวใจก็ถูกทำลายลงจนไม่มีเหลือแล้ว

            เขายืดตัวยืนขึ้นด้วยท่าทางท้อแท้จากนั้นก็นวดมือขวาที่ถูกเหยียบจนแดงเถือกเบาๆ ซูฉางอันมองไปที่ฉู่ซีฟงพลางพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ขอโทษขอรับท่านผู้อาวุโสฉู่ ฉางอันยังใช้กระบวนท่าพวกนั้นไม่เป็นอยู่ดี”

            แต่ในครั้งนี้ ฉู่ซีฟงกลับไม่ได้ดุด่าหรือตำหนิอย่างที่เขาเคยคาดเอาไว้ แต่กลับยื่นฝ่ามือใหญ่มาลูบหัวซูฉางอันแล้วพูดขึ้นแทน “หากยังไม่เป็นก็แค่ต้องฝึกต่อไปเท่านั้น”

            ซูฉางอันแหงนหน้าขึ้นอย่างตกตะลึงเขารู้สึกว่าฉู่ซีฟงในวันนี้แตกต่างไปจากเดิมมาก จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านไม่โกรธข้ารึขอรับ?”

            ฉู่ซีฟงปรายตามองเขาแวบหนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้น “โกรธเจ้างั้นรึ? เจ้าเรียนวิชาไม่ได้เองเกี่ยวอะไรกับข้า? เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้าด้วย?”

            คำพูดของฉู่ซีฟงไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไรแต่ซูฉางอันรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยในน้ำเสียงของเขา ซูฉางอันหัวเราะแห้งๆออกไปเล็กน้อย จากนั้นก็เก็บดาบที่ตกอยู่บนพื้นดินขึ้นมาแล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ในระนาบเดียวกันกับฉู่ซีฟง

            สายลมพัดผ่าน ลูบให้ชายเสื้อของคนทั้งสองโบกไสวซูฉางอันมองดูสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีตรงหน้ามองดูสำนักเทียนหลานที่แลดูอุดมสมบูรณ์ทว่าแท้จริงกลับเต็มไปด้วยความเงียบเหงาตรงหน้า จากนั้นจึงถามขึ้นอีกครั้ง

            “ท่านผู้อาวุโสฉู่ทำไมข้าถึงฝึกกระบวนท่าที่ท่านสอนไม่สำเร็จเสียทีขอรับ?” เขาเคยถามคำถามนี้กับอวี้เหิงมาก่อนเช่นกันและอวี้เหิงก็ให้คำตอบกับเขาแล้ว แต่เพราะคำตอบนั้นลึกลับซับซ้อนมากเกินไปเขาไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงอยากลองฟังคำตอบของฉู่ซีฟงดูอีกที

            ฉู่ซีฟงชะงักนิ่งไปเล็กน้อยเหมือนจะนึกบางอย่างที่ไม่อยากจดจำขึ้นมาได้ หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งในที่สุดเขาก็พูดขึ้น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้คิดค้นกระบวนดาบของข้า?”

            “ใครกันหรือขอรับ?”

            “ท่านปู่ของข้า นักรบแห่งดาราจักร...นภาหมอง ฉู่ต้วนเยว่”

            ซูฉางอันคำนวณขึ้นในใจ ตอนนี้เผ่ามนุษย์มีนักรบแห่งดาราจักรที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดเจ็ดคนด้วยกันได้แก่มหาจักรพรรดิแห่งแผ่นดินต้าเว่ย อวี้เหิงกับไคหยางแห่งสำนักเทียนหลานนักพรตไท่ไป๋แห่งหอชมดาว ประมุขแห่งตระกูลกู่ในดินแดนทางเหนือ-กู่ชิงฟงปรมาจารย์สายประบี่แห่งเขาสู่ซาน-เยี่ยนกุยชิว และราชันนักสู้แห่งเหลียงโจจากดินแดนตะวันตก-ฝูซันเชียนแต่ในรายชื่อของคนเหล่านี้ กลับไม่มีชื่อของนภาหมอง-ฉู่ต้วนเยว่อยู่ด้วย จู่ๆซูฉางอันก็เข้าใจในอะไรบางอย่าง เขาก้มหน้าลงต่ำ และเงียบไปในทันที

            ฉู่ซีฟงเห็นท่าทางที่ซูฉางอันแสดงออกมาอย่างชัดเจนเขาประกายรอยยิ้มขื่นขมออกมาทางใบหน้าที่เย็นยะเยือกประดุจน้ำแข็งของตัวเองจากนั้นจึงกล่าวขึ้น “เขาตายไปแล้วตายไปตั้งแต่ตอนที่ข้ายังมีอายุเพียงแปดขวบเท่านั้น”

            “เขามอบวิชาดาบกับปราณดาราที่มีให้ข้าดังนั้น ข้าก็เป็นเหมือนเจ้า เป็นผู้สืบทอดของนักรบแห่งดาราจักร”

            “วิชาของนักรบแห่งดาราจักรย่อมยากต่อการฝึกอยู่แล้ว เพราะข้าเองก็ไม่ใช่คนฉลาดอะไร ดังนั้น ในตอนนั้นข้าจึงโดนท่านปู่ลงโทษอยู่เป็นประจำ” เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ฉู่ซีฟงก็หันกลับไปหาซูฉางอัน จากนั้นจึงกล่าวขึ้นอีก “แต่เมื่อท่านปู่ตายท่านก็มอบปราณดาราให้ข้า ด้วยพลังในปราณดาราของเขา ข้าจึงรับรู้ได้ถึงวิชาดาบและเส้นทางแห่งพลังของเขา จึงก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็เหมือนกับมั่วทิงอวี่หากไม่มีปราณดาราของเขา ต่อให้จะฝึกอีกสี่หรือห้าปีเจ้าก็อาจยังไม่ได้แม้แต่เสี้ยวของเขาเลยด้วยซ้ำ”

            ซูฉางอันฟังออกว่าฉู่ซีฟงกำลังพูดปลอบใจเขาแต่ดูเหมือนการปลอบใจเช่นนี้ไม่ได้ทำให้ซูฉางอันรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิดเพราะในที่สุด เขาก็เข้าใจเสียทีว่าที่ตนฝึกท่าเหวี่ยงฟันของมั่วทิงอวี่ได้เป็นเพราะได้รับการสืบดาราจากมั่วทิงอวี่เท่านั้น ทว่าความพยายามของเขากลับมีผลน้อยมากเหลือเกิน มากจนแทบจะมองไม่เห็นเลยก็ว่าได้

            ดังนั้น เขาจึงก้มหน้าลงต่ำแล้วนิ่งเงียบไปอีกครั้ง

            ฉู่ซีฟงเองก็สัมผัสได้ว่าดูเหมือนการปลอบใจของตนจะส่งผลตรงกันข้ามเสียแล้ว เดิมทีเขาก็พูดไม่เก่งอยู่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตั้งใจจะพูดปลอบใจใครสักคนแบบนี้จึงไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนพูดออกไป

            เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “แต่เจ้ามีพรสวรรค์ด้านวิชากระบี่ไม่เบาเลยวิชากระบี่ของท่านอวี้เหิงถือเป็นวิชาที่ล้ำเลิศและยอดเยี่ยมมากนอกจากเยี่ยนกุยชิวแห่งเขาสู่ซานแล้วเกรงว่าคงไม่มีใครในโลกที่จะต้านทานมันเอาไว้ได้อีก ทว่าเจ้ากลับเรียนรู้มันได้รวดเร็วยิ่งนักทั้งยังล้ำหน้ากว่าฟ่งอวี้เสียอีก เด็กคนนั้นน่ะแม้นางจะมีนิสัยดื้อรั้นซุกซนไปหน่อยแต่นางก็นับเป็นยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากในบรรดาคนรุ่นหลังเชียวนะแม้ข้าจะอยู่ไกลถึงดินแดนตะวันตกแต่ข้าก็ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนางมามากเหมือนกันหากนางทุ่มความตั้งใจไปที่วิชากระบี่ล่ะก็ ในอนาคต นางต้องไปได้ไกลมากแน่แต่ตอนนี้เจ้ากับนางกลับมีความสามารถด้านวิชากระบี่ที่กินกันไม่ลงแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้ว ว่าเจ้ามีพรสวรรค์เรื่องศาสตร์แห่งกระบี่มากขนาดไหน”

            นี่น่าจะเป็นการชื่นชมที่ดี ฉู่ซีฟงคิดเช่นนั้นแม้เขาจะเข้มงวดมาก แต่ความจริงแล้ว เขาชอบเจ้าเด็กซูฉางอันคนนี้มากเลยทีเดียวแม้ซูฉางอันจะใสซื่อ และไม่เข้าใจเรื่องทางโลกเอาเสียเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังอีก ทว่าเมื่อยามวัยแรกรุ่น ใครบ้างไม่เป็นเช่นนี้? วัยรุ่นก็เป็นเหมือนลูกวัวที่ไม่กลัวเสือขย้ำหากไม่ถึงทางตัน ก็ไม่มีวันหันหัวกลับ

            ตอนนี้ฉู่ซีฟงไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยรุ่นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะขัดขวางไม่ให้เขารู้สึกชอบซูฉางอันเด็กหนุ่มที่เป็นเหมือนตนในวัยหนุ่มเลยสักนิด

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงก็คือคำชมของเขาไม่ได้ทำให้ซูฉางอันรู้สึกดีใจ หรืออารมณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

            “แต่ข้าชอบดาบนี่ขอรับ” ซูฉางอันพูดขึ้นเช่นนั้น เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉู่ซีฟง น้ำเสียงของเขาเบามากทว่าก็มีความมุ่งมั่นอยู่เต็มเปี่ยม “ข้าชอบท่านอาจารย์และชอบท่านผู้อาวุโสด้วย พวกท่านทั้งสองคนต่างก็มีอาวุธเป็นดาบดังนั้นข้าจึงอยากจะใช้ดาบเป็นอาวุธด้วยเช่นกันข้าเองก็อยากเป็นนักดาบเหมือนพวกท่าน”

            ช่างเป็นเหตุผลที่เรียบง่ายอะไรเช่นนี้เรียบง่ายมาก จนแทบเข้าขั้นไร้สาระเลยทีเดียว

            แต่ฉู่ซีฟงกลับชะงักอึ้งไปเขามองเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่มีรูปร่างค่อนข้างผอมตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ผ่านไปนาน จู่ๆความเย็นยะเยือกบนใบหน้าของเขาก็สลายหายไปอย่างกะทันหัน เขากล่าวถามขึ้น “ฉางอันเจ้ารู้ไหมว่าเมื่อนักรบแห่งดาราจักรตายลง พวกเขาจะไปที่ไหน?”

            ซูฉางอันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรฉู่ซีฟงจึงถามคำถามนี้ออกมาแต่เขาก็ตอบกลับไปอย่างจริงใจ “ได้ยินมาว่าหลังตาย ร่างของนักรบแห่งดาราจักรจะถูกฝังอยู่ในโลกทว่าดวงวิญญาณของพวกเขาจะกลับเข้าสู่ทะเลแห่งหมู่ดาว”

            “แต่ข้าไปที่นั่นไม่ได้” ฉู่ซีฟงหันกลับไปอีกทางแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวันเมฆครึ้มบนท้องนภาบดบังแสงอาทิตย์ไปบางส่วน ดังนั้น แม้ท้องฟ้าจะสว่างเจิดจ้าแต่ก็ไม่ได้แสบตาสักเท่าไร “แม้ข้าจะได้เป็นนักรบแห่งดาราจักรข้าก็ไปที่นั่นไม่ได้อยู่ดี”

            ซูฉางอันแหงนหน้าขึ้นแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าตามฉู่ซีฟงอย่างลืมตัว นอกจากเมฆสีขาวท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากนี้ “เพราะอะไรหรือขอรับ?” ซูฉางอันถามอย่างสงสัย

            “เพราะข้าเลือกเดินทางของท่านปู่ไม่ใช่เส้นทางของตัวข้าเองยังไงล่ะ เหตุนี้ หากสามารถจุดชีพดาราขึ้นมาได้ก็จริงแต่ชีพดาราดวงนั้นย่อมเป็นชีพดาราที่ท่านปู่ทิ้งเอาไว้อยู่แล้วนั่นเป็นชีพดาราของเขา ไม่ใช่ของข้า” ฉู่ซีฟงกล่าวอย่างขมขื่น “เมื่อไม่มีเส้นทางแห่งพลังเป็นของตัวเองย่อมไม่มีชีพดาราเป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน เมื่อไม่มีชีพดาราแล้วจะเดินทางไปที่ทะเลแห่งหมู่ดาวนั่นได้อย่างไรล่ะ?”

            นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉางอันได้ฟังเรื่องเช่นนี้หลังชะงักอึ้งไปสักพัก ในที่สุดเขาจึงถามขึ้นอีกครา “เช่นนั้น ทำไมท่านไม่เลือกเดินเส้นทางของตัวเองล่ะทำไมไม่จุดประกายชีพดาราของตัวเอง?”

            ฉู่ซีฟงส่ายหน้า “เพราะคนตระกูลฉู่รอต่อไปไม่ไหวแล้วพวกเขาต้องการนักรบแห่งดาราจักรและข้าก็คือคนที่ต้องกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรให้ได้”

            ซูฉางอันไม่รู้ว่าทำไมตระกูลฉู่ถึงต้องการนักรบแห่งดาราจักรแต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง จึงกล่าวขึ้น “แบบนั้นไม่...”

            “ไม่ถูกต้องใช่ไหม?” ฉู่ซีฟงปรายตามาที่เขาแล้วพูดต่อประโยคอย่างกะทันหัน

            ซูฉางอันนึกถึงคำพูดที่อวี้เหิงบอกกับเขาภายในห้องเมื่อครู่จึงหน้าแดงขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ในที่สุดก็ยังพยักหน้า แล้วตอบกลับไปดังนี้ “ใช่ ข้าว่ามันไม่ถูกต้อง”

            ฉู่ซีฟงหัวเราะขึ้นแต่เพราะไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อไปอีก จึงพูดขึ้นดังนี้ “เมื่อสิบสองปีก่อนหลังเหยากวงอาจารย์ปู่ของเจ้าตายไป ดาวเหยากวงก็ไม่มีแสงสว่างขึ้นอีกเลย...แต่เมื่อกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรชีพดาราที่มั่วทิงอวี่จุดขึ้นกลับไม่ใช่ดาวเหยากวง เมื่อลองคิดเช่นนี้แล้วดูเหมือนเขาจะเลือกเดินทางของตัวเองไปแล้ว ลำพังแค่เรื่องนี้เขาก็เหนือกว่าข้าไปมากแล้ว”

            เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ฉู่ซีฟงก็ชะงักนิ่งไปอีกครั้ง ก่อนจะมองมาที่ซูฉางอัน แล้วถามขึ้น “ฉางอัน เจ้าอยากเจอเขาไหม?”

            ซูฉางอันชะงักอึ้งไปแต่ก็เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อได้ในทันทีเขามองไปยังฉู่ซีฟงอย่างอึ้งๆ มองเครารุงรังบนใบหน้าของเขา มองเส้นผมยาวๆที่ถูกลมพัดโบก ในที่สุดจึงพยักหน้าหนักๆ แล้วตอบกลับไป “อยาก!”

            “ในเมื่อฝึกวิชาดาบของคนอื่นไม่ได้เช่นนั้นก็เลิกฝึกเสีย”

            “ในเมื่อเจ้าชอบดาบเช่นนั้นก็สร้างวิชาดาบที่เหมาะกับตัวเองขึ้นมาใหม่เสีย”

            “เมื่อวิชาดาบของเจ้าสำเร็จลุล่วงวันนั้น เจ้าจะได้เป็นนักรบแห่งดาราจักรอย่างเต็มตัว”

            “จำเอาไว้นะ ฉางอัน” พูดจบ ฉู่ซีฟงก็มองมาที่ซูฉางอันแล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง

            “เลือกเดินในเส้นทางของตัวเองนักรบแห่งดาราจักรที่มีเส้นทางเป็นของตัวเองจึงจะเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้อย่างแท้จริง”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน