เหตุการณ์ที่เสียนฟ่างขับไล่นักเลงถึงห้าคนด้วยตัวคนเดียวที่ถนนชิงหลง เป็ที่กล่าวขานในเมืองฉางอานอยู่หลายวัน บ่าวไพร่ในจวนท่านแม่ทัพเซียที่ได้ยินได้ฟังจากปากของอาเค่อ ที่วันนั้นไปขับรถม้าให้กับเสียนฟ่างด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้สายตาบ่าวไพร่ในจวนที่มองดูเสียนฟ่างแฝงความเคารพนับถือขึ้นมาอยู่หลายส่วน
ตอนนี้เสียนฟ่างทำแปรงสีฟันให้กับตัวเอง โดยใช้ด้ามทำขึ้นจากไม้เนื้อแข็งจากนั้นจึงหาหางม้าจากแส้ปัดที่มีขายอยู่ทั่วไปเอามาดัดแปลง ยาสีฟันก็ผสมขึ้นเอาเองจากน้ำผึ้งอบเชยและก็เกลือ ทั้งยังบังคับให้อาเจียงต้องแปรงฟันเช้าเย็นด้วย ซ้ำยังหาต้นสะระแหน่มาปลูกไว้ที่หน้าเรือนเพื่อเคี้ยวระหว่างวัน
คนในสมัยถังโดยทั่วไปเพียงใช้น้ำเกลืออมบ้วนปาก มีบ้างที่ใช้กิ่งไม้ทุบส่วนปลายให้แตกใช้ทำความสะอาดแต่อย่างไรไม่สู้แปรงสีฟันที่เสียนฟ่างคุ้นเคย
เสียนฟ่างไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมืองฉางอานกว้างใหญ่เป็ระเบียบถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาตัวเองมัวทำอะไรอยู่ นับว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ยิ่งนัก ตอนนี้หาก้าหาบ้านสักหนึ่งหลัง เสียนฟ่างต้องเข้าใจก่อนว่าบริเวณไหนจึงเหมาะสม ต้องไม่อยู่ห่างไกลจากจวนตระกูลเสียนจนเกินไปนัก แต่ก็ต้องไม่ใกล้จวนแม่ทัพเซียจนเกินไป ไม่อย่างนั้นภายหน้าหลังจากหย่ากันแล้ว หากเกิดเดินสวนทางกันขึ้นมาไม่รู้ว่าจะทำหน้าอย่างไรดี หลายวันมานี้เสียนฟ่างเข้าออกสำนักราชบัณฑิตแทบทุกวัน จนคนในสำนักราชบัณฑิตรู้สึกแปลกใจว่าคุณชายเสียนผู้นี้ผีเข้าหรืออย่างไร แต่ก่อนเสียนฟ่างเพียงเข้ามาร่ำเรียนอยู่ไม่กี่คราก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลยซ้ำยังก่อเื่เอาไว้ไม่น้อย
ความรู้คือขุมทรัพย์ นี่เป็ความจริงที่เสียนฟ่างรับทราบมาจากศตวรรษที่ 21 สำนักราชบัณฑิตไม่ได้จำกัดให้เฉพาะบัณฑิตเท่านั้นที่จะเข้ามาอ่านหนังสือหาความรู้ได้ ชาวบ้านทั่วไปหาก้าก็สามารถเข้ามาได้ แต่ว่าจะมีชาวบ้านสักกี่คนกันที่มีเวลาว่าง ทั้งยังอ่านหนังสือออกเข้ามาในที่แห่งนี้ ฉะนั้นสถานที่กว้างใหญ่มีเพียงเสียนฟ่างกับบัณฑิตไม่กี่คนที่เข้ามาอ่านตำราอยู่ในนี้
เมืองฉางอานมีประชาชนอยู่อาศัยเกือบสองล้านคน กำแพงเมืองแต่ละด้านยาวกว่าสิบหกลี้ (แปดกิโลเมตร) มีตลาดใหญ่อยู่สองด้านของเมือง ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ร้านค้ามากกว่าสองร้อยร้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน ยังไม่รวมตลาดเล็กตลาดน้อยในมุมต่าง ๆ ของเมืองอีก หากคิดจะทำการค้าขาย เสียนฟ่างต้องสรรหาสิ่งของที่ชาวฉางอาน้า
“คุณชายน้ำชาขอรับ”
เสียนฟ่างนั่งสรุปข้อมูลที่ได้มาจากสำนักราชบัณฑิตอยู่ที่ศาลาน้อยหน้าเรือนของตัวเอง หากจะค้าขายสินค้า ต้องเป็ที่น่าสนใจมีแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้ สินค้าที่ทำกำไรสูงในยุคนี้มีสามอย่างคือ เกลือ ใบชา โลหะซึ่งล้วนอยู่ในความควบคุมของราชสำนัก หากจะสอดแทรกเข้าไปเสียนฟ่างจำเป็ต้องอาศัยบารมีของบิดา ซึ่งในตอนนี้เป็ไปไม่ได้ หากแต่จะสรรหาอย่างอื่นมาจำหน่าย เสียนฟ่างยังขบคิดไม่ออก หากคิดไม่ออกมิสู้ออกไปชมดูว่าชาวฉางอานชมชอบสิ่งใด
“อาเจียง ข้าจะออกไปข้างนอก เ้าไปจัดเตรียมรถม้า”
“ขอรับ”
เวลานี้หากเสียนฟ่างจะออกไปไหน หากต้องใช้รถม้า อาเค่อไม่ว่าทำสิ่งใดอยู่ต้องขอแลกกับผู้อื่นเพื่อมาขับรถม้าให้กับเสียนฝ่างโดยเฉพาะ นานวันเข้าสวี้เจ้อพ่อบ้านใหญ่จึงมอบหมายตำแหน่งขับรถม้าประจำตัวเสียนฟ่างให้กับอาเค่อเสียเลย
“คุณชายเสียน วันนี้จะไปที่ไหนขอรับ”
เสียนฟ่างสั่งให้บ่าวในจวนเปลี่ยนคำเรียกหาตัวเองใหม่ จากฮูหยินให้เปลี่ยนมาเรียกคุณชายเหมือนเมื่อก่อนแต่งงาน แรก ๆ บ่าวในจวนยังไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไร ก็เสียนฟ่างเองเป็คนสั่งให้ทุกคนเรียกว่าฮูหยิน ตอนนี้มาเปลี่ยนอีก ทำให้ผู้อื่นใช้เวลาอยู่บ้าง แต่ผ่านไปไม่นานทุกคนในจวนก็เรียกหาเสียนฟ่างว่าคุณชายเสียน อย่างที่เสียนฟ่าง้า
“ไปโรงน้ำชาเหนียนคัง”
โรงน้ำชาเป็แหล่งชุมนุมของผู้มีอันจะกินในนครฉางอาน หากไม่มีเงินทองไหนเลยจะมีเวลาว่างในตอนกลางวันออกมานั่งดื่มชาสนทนากัน ฉางอานมีคหบดีมากมาย ดังนั้นโรงน้ำชาขนาดเล็กขนาดใหญ่มีอยู่นับร้อย ตั้งอยู่ทั่วไปในเมืองฉางอาน โรงน้ำชาเหนียนคังนั้นหรูหรามีขนาดใหญ่โต ตัวตึกทำจากไม้มีสองชั้น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดตะวันตก อยู่ในบริเวณที่มีผู้คนพลุกพลาน หากเสียนฟ่าง้าดูว่าชาวฉางอานที่ร่ำรวยใช้เงินทองไปกับสิ่งใด การหาข้อมูลในโรงน้ำชานับว่าเป็ความคิดที่ไม่เลว
เสียนฟ่างเลือกที่นั่งที่ชั้นสองสั่งชาไท่ผิงโหวขุย (ชาเขียวจากอำเภอไท่ผิง) พร้อมของว่างสองสามอย่างนั่งชมดูผู้คนเดินผ่านไปมา คนมากมายทั่วสารทิศที่มาจับจ่ายใช้สอยแถวตลาดตะวันตก ต่างส่งเสียงดังต่อรองราคากัน บ้างหอบหิ้วสินค้าที่ซื้อหามาเต็มสองมือสองแขน คนที่มีบ่าวไพร่ติดตามมาด้วยก็ได้บ่าวไพร่เป็คนหอบหิ้วสิ่งของแทน เสียนฟ่างนั่งอยู่นานยังไม่ได้ความคิดอันใดก็พบเห็นคนคุ้นหน้ากำลังเดินขึ้นบันใดมาที่ชั้นสองของโรงน้ำชา
“นึกว่าเป็ผู้ใดที่แท้ ฮูหยินท่านแม่ทัพเซียนี่เอง” ผู้ที่ทักทายเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดี ใบหน้าขาวเนียนดูไปมีอายุไม่เกินสิบห้าสิบหกปี แต่ว่าในสมัยถังอายุสิบห้าปีก็ถือว่าเป็ผู้ใหญ่แล้ว
“ข้าก็นึกว่าใครที่แท้ เป็เ้านี่เอง” เสียนฟ่างออกปากทักทายเด็กหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาหา ไม่รอให้เสียนฟ่างเชื้อเชิญก็ถือวิสาสะนั่งลงที่ด้านตรงข้ามรินน้ำชาให้ตัวเองก่อน ซ้ำยังหยิบของว่างใส่ปาก หยางหลิงฉีเป็หลานชายของมหาเสนาบดี หยางฉง อายุน้อยกว่าเสียนฟ่างราวสองปี นับเป็คุณชายไม่เอาไหนของฉางอานไม่แพ้เสียนฟ่าง วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นหากไม่อยู่ตามบ่อนพนันก็ตามโรงน้ำชา เพียงแต่ยังไม่กล้าที่จะไปหอนางโลมเท่านั้นเอง นับว่าสนิทสนมกับเสียนฟ่างไม่น้อย
“ข่าวที่ว่าเ้าคนเดียวล้มนักเลงสิบกว่าคนเป็ความจริง ? ”
“เ้าได้ยินจากที่ใด นักเลงไม่กี่คน อีกอย่างพวกมันเห็นแค่ตราจวนสกุลเซีย ไหนเลยจะกล้าลงมือ ข่าวลือพวกนี้เ้าก็เชื่อลงไปได้”
“ข้าก็ได้ยินคนพูดกันทั่วเมือง แต่ก่อนเ้ากระทั่งเด็กคนหนึ่งยังสู้ไม่ได้ ข้านึกว่าแม่ทัพเซียสอนวิชาพิสดารอันใดให้เ้า ถึงก้าวหน้าขึ้นมา ที่แท้ก็ใช้บารมีสกุลเซียขับไล่คน”
เสียนฟ่างไม่แปลกใจสักเท่าไร ที่ข่าวลือต่อเติมสีสันเื่ราวจากคนเพียงห้าคน กลายเป็เสียนฟ่างใช้มือเปล่าล้มคนสิบคนไปได้ ไม่ว่ายุคสมัยไหนข่าวลือมักเป็เช่นนี้ ซึ่งกลับกลายเป็ข้อดีทำให้เสียนฟ่างไม่จำเป็ต้องอธิบายเื่ที่ตัวเองมีฝีมือการต่อสู้ขึ้นมา การอยู่ในยุคโบราณที่ไม่มีกล้องบันทึกภาพทั่วทุกมุมถนนก็มีข้อดีของมันเอง
“แต่ว่า เหตุใดเ้าจึงออกมาข้างนอกได้ หลังจากแต่งงานเ้าก็หายหน้าไปเกือบปี ข้าอยากจะไปเยี่ยมเ้าที่สกุลเซียก็ไม่กล้าไป ใครใช้ให้สามีเ้าเป็เซียถิงกันเล่า” หยางหลิงฉีแม้เสเพลเหลวไหลแต่ก็นับเป็สหายที่ดีคนหนึ่ง ั้แ่เสียนฟ่างแต่งเข้าสกุลเซีย ก็ขาดสหายรู้ใจไปหนึ่งคน ยิ่งได้ข่าวว่าเซียถิงไม่ใส่ใจใยดี ถอดทิ้งเสียนฟ่างไว้ที่สกุลเซียโดยลำพัง ตัวเองกลับรับอาสาไปขับไล่พวกถูเจี๋ยที่ทางเหนือ ก็อดเป็กังวลมิได้ ยิ่งภายหลังสกุลเสียนยังเกิดเื่ซ้ำซ้อนยิ่งทำให้หยางหลิงฉีเป็ห่วงสหายนัก แต่จวนสกุลเซียมิใช่ใครก็เข้าออกได้ หยางหลิงฉีไม่รู้จักเซียถิงเป็การส่วนตัว การไปพบภรรยาผู้อื่นในขณะที่สามีไม่อยู่บ้าน ก็ไม่เป็การสมควร ทำให้กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่ได้พบเจอกับเสียนฟ่าง
“แล้วเ้าอยู่ที่จวนแม่ทัพเซีย ใช่สุขสบายดีหรือไม่” เสียนฟ่างในเวลานี้กินอิ่มนอนหลับ จิตใจกระจ่างแจ่มใสไม่มีท่าทางอมทุกข์ดังข่างลือที่หยางหลิงฉีได้ยินมา ยิ่งดูไม่เหมือนภรรยาที่ถูกสามีทอดทิ้งสักเท่าไร
ยังไม่ทันที่เสียนฟ่างจะได้ตอบคำถาม ที่ถนนด้านล่างมองเห็นผู้คนสองกลุ่มกำลังโต้เถียงกันอยู่ ดูคล้ายว่ารถม้าของทั้งสองฝ่ายเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้นมา
“นั่นมิใช่พ่อบ้านที่จวนสกุลเซียหรอกหรือ” หยางหลิงฉีชะโงกหน้าลงไปดูจากชั้นสอง
“ข้าจะลงไปดูสักหน่อย เ้าก็ไปกับข้า มีหลานชายมหาเสนาบดีไปด้วย ผู้อื่นคงไม่กล้าไม่เกรงใจ”
ที่ด้านล่าง สวี้เจ้อพ่อบ้านใหญ่สกุลเซีย กำลังออกไม้ออกมือทุ่มเถียงกับชายหนุ่มในชุดดูมีราคาผู้หนึ่ง เมื่อมองเห็นเสียนฟ่างกับหยางหลิงฉีเดินมาก็หันมาทำความเคารพ พร้อมกับอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“คุณชายเสียน รถม้าของเราจอดอยู่ดี ๆ ก็ถูกรถม้าของคุณชายอู๋พุ่งเข้ามาชน กล่าวหาว่ารถม้าของเราจอดขวางทางเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย”
“นี่เป็รถม้าบ้านเ้า ? ” ชายหนุ่มที่โต้เถียงกับสวี้เจ้อกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ สายตาพิจารณาดูเสียนฟ่างกับหยางหลิงฉีที่เดินตามหลังมา
เสียนฟ่างจดจำชายหนุ่มผู้นี้ได้ อู๋ซั่วยู่เป็บุตรชายที่เกิดจากอนุของรองราชบัณฑิตอู๋ซั่วเยียน ในสำนักราชบัณฑิตที่ผ่านมาสกุลอู๋เพียงเพราะแซ่เดียวกับพระนางอู๋เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) จึงไม่เป็ที่โปรดปรานในราชสำนัก เมื่อครั้งที่สกุลหลี่ยึดอำนาจกลับมาจากพระนางอู๋เจ๋อเทียน คนแซ่อู๋ที่รับใช้ใกล้ชิดพระนางอู๋เจ๋อเทียนหากไม่ถูกสังหารล้างตระกูลก็ถูกขับไล่ไปอยู่ในที่ห่างไกลจนหมดสิ้น
อู๋ซั่วเยียนความจริงไม่นับเป็ญาติใกล้ชิดกับพระนางอู๋เจ๋อเทียน เพียงใช้แซ่อู๋เหมือนกัน กลับโดนชักลากลงน้ำครำปรักนี้ด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นด้วยความสามารถที่มีคงไม่ต้องจมอยู่ที่สำนักราชบัณฑิตมาจนถึงปานนี้ อู๋ซั่วยู่รับรู้ถึงความโชคร้ายของบ้านสกุลอู๋ดี ที่ผ่านมามักโดนคุณชายในสกุลอื่นข่มเหงรังแก เมื่อมีโอกาสข่มเหงผู้อื่นบ้างจึงไม่รีรออันใด นึกไม่ถึงบ่าวไพร่ขบวนนี้กลับเป็คนในสกุลเซีย ดูท่าวันนี้คงต้องเลิกลาไปก่อน
“คุณชายอู๋ เช่นนี้เกรงว่านอกจากสวี้เจ้อจะไม่ผิดแล้ว เป็ท่านต่างหากที่ต้องชดใช้” เสียนฟ่างกล่าว
“เป็ไรแล้ว หรือว่าต้องให้ข้าเรียกสำนักตรวจการมาตัดสิน” หยางหลิงฉีไม่ได้กลั่นแกล้งคนมานานแล้ว เห็นว่าเสียนฟ่างไม่ยินยอมทั้งยังเรียกร้องค่าเสียหายด้วย จึงกล่าวอ้างถึงสำนักตรวจการ ต่อให้สำนักตรวจการมาจริงยังคงต้องเกรงใจหยางหลิงฉีผู้นี้อยู่ดี
“ได้ เป็คนของข้าผิดเอง” อู๋ซั่วยู่ไม่้าให้เื่ไปถึงสำนักตรวจการ หากเป็เช่นนั้นจริงบิดาอาจจะถูกลากจูงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรหยางหลิงฉีเป็ถึงหลานชายของมหาเสนาบดี สุดท้ายแล้วสำนักตรวจการคงเข้าข้างหยางหลิงฉีถึงยี่สิบส่วน จึงหยิบเงินในอกเสื้อมอบออกไปให้กับเสียนฟ่าง
“สองตำลึงคงไม่เพียงพอ ท่านต้องจ่ายสิบตำลึง”
“เ้า ! รถม้าเ้าไม่ได้เสียหายกลับเรียกเงินมากถึงเพียงนี้”
“เป็ไรแล้วหรือว่าคุณชายอู๋กระทั่งเงินสิบตำลึงยังไม่มีปัญญาควักออกมา”
อู๋ซั่วยู่มีเงินไม่ถึงสิบตำลึงจริง ๆ สกุลอู๋แม้ไม่ยากจน แต่ว่าบิดาทำงานสำนักราชบัณฑิตเงินตอบแทนไม่ได้มากมาย หากมิใช่มารดาของอู๋ซั่วยู่มีกิจการทอผ้าอยู่ข้างนอกคอยจุนเจืออยู่ สกุลอู๋คงไม่มีหน้ามีตาสักเท่าไร เมื่อถูกทวงถามจึงอึกอักอยู่ในใจ
“เช่นนี้เถอะ คุณชายอู๋วันหลังท่านค่อยชดใช้ให้ข้าก็แล้วกัน” เสียนฟ่างไม่ใช่คนใจดีที่ยินยอมให้ผู้อื่นรังแก แต่ก็มิได้้าหักหน้าอู๋ซั่วยู่จนเกินไปจึงกล่าวเช่นนี้ ต่อให้วันหน้าอู๋ซั่วยู่ไม่ยอมชดใช้ก็หาเป็ไรไม่ อู๋ซั่วยู่เห็นว่าเสียนฟ่างยินยอมไว้หน้าตัวเองก็สั่งบ่าวไพร่สะบัดหน้าจากไป
“ท่านพ่อบ้าน ไฉนจึงออกมาที่ตลาดด้วยตัวเองได้”
“เรียนคุณชายเสียน พอดีท่านออกมาก่อน วันนี้ท่านแม่ทัพให้คนส่งข่าวมาว่ากำลังออกเดินทางจากชายแดนกลับมาที่ฉางอาน จดหมายเพิ่งส่งมาถึงเมื่อตอนสาย แต่ว่าส่งออกมาั้แ่เดือนที่แล้ว คาดว่าท่านแม่ทัพคงใกล้ถึงในอีกไม่กี่วัน ข้าจึงออกมาหาซื้อสิ่งของจัดเตรียมไว้ต้อนรับท่านแม่ทัพ ความจริงไปที่ตลาดตะวันออกก่อนแล้วแต่ว่าสิ่งที่้ากลับไม่มีจึงต้องมาหาซื้อจากตลาดตะวันตก”
“เซียถิงกำลังเดินทางกลับมางั้นหรือ” เซียถิงในความทรงจำของเสียนฟ่างเป็ชายหนุ่มหน้าตางดงาม รูปร่างสูงโปร่งถึงกับสูงกว่าเสียนฟ่างเกือบครึ่งศีรษะ นิสัยเ็าไม่ใคร่พูดจา ที่แล้วมาคอยหลบเลี่ยงเสียนฟ่างมาโดยตลอด หากต้องเจอกันในสภาพนี้ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าคงจะกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ก็ดีเสียนฟ่างจะได้ตัดใจเสียที รวมถึงจัดการเื่การหย่าให้เรียบร้อย ตอนนี้เงินที่เสียนฟ่างมีอยู่หาซื้อเรือนหลังใหญ่ได้อย่างสบาย ทั้งยังมีเงินเหลือสำหรับขยับขยายทำกิจการในวันข้างหน้า
“ท่านพ่อบ้านซื้อของครบแล้วหรือไม่ ข้าให้อาเค่อกลับไปก่อนแล้ว คงต้องขอติดรถม้าท่านกลับจวน”
“บ่าวมิกล้า ครบแล้วขอรับคุณชาย เชิญคุณชายขึ้นรถม้าเถอะขอรับ”
“หลิงฉี ข้าจะกลับจวนแล้ว วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมเ้าที่จวนสกุลหยาง”
เสียนฟ่างไม่มีอารมณ์นั่งดื่มชาสนทนาต่อแล้ว ตอนนี้เพียงอยากกลับไปที่เรือนตัวเองนอนหลับสักงีบ ก่อนที่จะคิดว่าจะเริ่มทำกิจการใดต่อไปดี สวี้เจ้อเปิดม่านให้เสียนฟ่างเดินขึ้นไปก่อน จากนั้นจึงติดตามเข้ามาสั่งให้คนขับรถกลับจวนสกุลเซีย เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหากมิใช่เสียนฟ่างออกหน้าเกรงว่าสวี้เจ้อคงต้องทุ่มเถียงกับอู๋ซั่วยู่อยู่นาน ซ้ำยังไม่แน่ว่าตัวเองต้องเป็ฝ่ายจ่ายเงินทองชดใช้ สวี้เจ้อถึงแม้เป็พ่อบ้านในจวนแม่ทัพเซียแต่อย่างไรเป็เพียงบ่าวไพร่ หากวิวาทกับทายาทตระกูลขุนนาง ต่อให้ตัวเองไม่ใช่คนผิดสุดท้ายยังคงต้องรับผิดอยู่ดี
ความรู้สึกที่สวี้เจ้อมีต่อเสียนฟ่างแต่เดิมไม่ค่อยดีนัก ทั้งยังรู้สึกรังเกียจที่อีกฝ่ายคอยตามตื้อแม่ทัพเซีย เหตุการณ์นี้ไม่ถึงกับทำให้สวี้เจ้อเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเสียนฟ่าง แต่สายตาที่มองดูเพิ่มความเคารพเสียนฟ่างขึ้นมาอยู่หลายส่วน เห็นว่าคุณชายจากตระกูลใหญ่จะอย่างไรมีความแตกต่างจากคนทั่วไปอยู่บ้าง
ตลาดตะวันตกอยู่ไม่ไกลจากจวนสกุลเซียมากนัก ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็มาถึงหน้าจวนสกุลเซีย สวี้เจ้อลงไปก่อนแล้วจึงเปิดม่านให้เสียนฟ่างลงมา ด้านหน้าจวนมองเห็นรถม้าอีกคันจอดรออยู่ ด้านข้างรถม้ามีอาเจียงบ่าวของเสียนฟ่างยืนอยู่ด้วยท่าทีร้อนรน พอเห็นเสียนฟ่างก้าวลงมาจากรถม้าก็รีบเร่งเข้ามาหาทันที
“คุณชาย ท่านมาแล้ว บ่าวกำลังจะออกไปตามท่านที่โรงน้ำชาเหนียนคังพอดี คุณชายรีบขึ้นรถม้าเถอะขอรับ นายท่าน นายท่านให้คนมารับคุณชายไปที่จวนสกุลเสียน”
จวนสกุลเสียนมิใช่ถูกปิดตายโดยราชโองการของฝ่าาอยู่หรือ หรือว่าเกิดเื่แล้ว เสียนฟ่างได้ยินก็ร้อนใจเช่นกัน รีบขึ้นรถม้าที่มารอรับในทันที ระยะทางจากจวนสกุลเซียไปที่สกุลเสียนกินเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสียนฟ่างนึกถึงความเป็ไปได้หลายประการที่อาจเกิดขึ้น แต่ว่าสุดท้ายแล้วยิ่งไม่กล้าคิดถึงเื่เลวร้ายที่สุด คงมิใช่ฝ่าาหาคนทำผิดไม่ได้เลยลงโทษสกุลเสียนทั้งตระกูลหรอกนะ