นักเลงขี้เมาหันกลับไปมองถังขยะอีกครั้ง “ซากศพเทพเ้าถูกคนทำความสะอาดเอาไปแล้วนี่นา? แต่คนทำความสะอาดจะมาเก็บขยะตอนเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ?
หรือว่าเมื่อกี้เรากับบลูดื่มกันมาตั้งครึ่งค่อนวัน? ครึ่งค่อนวันเราสองคนดื่มกันแค่สี่ห้าขวดเองนะ?!”
เขายกมือเกาหัวด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง พึมพำกับตัวเองว่า “พอแก่แล้ว คอก็อ่อนลงเยอะเลยสินะ… สองสามขวดก็เมาได้ตั้งครึ่งวัน ต่อไปต้องดื่มให้น้อยลงหน่อยแล้ว… เดี๋ยวจะ… เดี๋ยวจะกระทบกับการล่าเทพเ้า…”
พูดจบ เขาก็โซซัดโซเซจากไป
ฉินซือหยางไม่ลังเลแม้แต่น้อยและไม่คิดอะไรมากไปกว่าการวิ่งหนีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยไปตามถนนเล็ก ๆ
ถนนสายนี้มืดและไม่มีคน ทำให้เขาสามารถวิ่งหนีด้วยความเร็วเต็มที่ได้
พอถึงทางแยก เขาเดินกลับสู่ถนนหลักและแสร้งทำเป็คนเดินถนนธรรมดา ๆ ก้มหน้าเดินอย่างรวดเร็วเพื่อหาจังหวะมุดเข้าซอยเล็ก ๆ อีกครั้ง
กลยุทธ์การหลบหนีแบบนี้ทำให้เขาหลบหนีได้อย่างราบรื่นตลอดทาง ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กหนุ่มเสื้อผ้าเรียบ ๆ อย่างเขาเลย
อาจเป็เพราะเลเวลของพลังลำดับเพิ่มขึ้น ทำให้พละกำลังของเขาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น ร่างกายของเขายังรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วยซ้ำ
“ฉันหนีมาเกือบ 20 นาทีแล้ว ผ่านป้ายรถประจำทางมาหนึ่งป้าย แต่ก็ยังไม่มีใครตามมาเลย”
ฉินซือหยางยังคงระมัดระวังอย่างมาก หัวใจของเขาเต้นรัว เืสูบฉีดไปทั่วสมอง กระตุ้นให้เขารักษาความตื่นตัวสูงสุดตลอดเวลา
หางตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ และคอยสังเกตเสียงฝีเท้าที่มาจากด้านหลังอย่างหวาดระแวงว่าจะมีใครตามมาเจอ
“โธ่เอ้ย! ถ้าไม่เจอไอ้ขี้เมานั่นเข้าซะก่อน ฉันคงจะกินซากศพเทพเ้าได้หมดแล้ว! แค่อีกนิดเดียวแท้ ๆ!”
เมื่อคิดถึงชายขี้เมาคนนั้น ฉินซือหยางรู้สึกคับแค้นใจ แต่ก็โล่งอกไปพร้อม ๆ กัน
คนคนนั้นเมาหนักมากจนเดินแทบไม่ตรง ต้องเดินสองก้าวถอยหนึ่งก้าว และยังต้องเกาะผนังเดินด้วย
เขาคงมองไม่เห็นหน้าตัวเองชัด ๆ และสติก็คงเลือนรางด้วย
หากคนนั้นไม่ได้เมา เขาอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติและแจ้งเ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหภาพทันที
และตอนนี้เขาก็คงถูกจับไปแล้วก็ได้!
ดูเหมือนฟ้าจะยังช่วยเขาอยู่บ้าง
“ถ้าฉันถูกจับได้พร้อมกับซากศพเทพเ้าเต็มกระเป๋านักเรียนแบบนี้ ฉันคงพูดอะไรไม่ออกแน่ ๆ”
ถึงแม้เขาจะไม่ได้เอาซากศพในกระเป๋าไปด้วย เขาก็ยังคงถูกกักบริเวณและหนีได้ยากอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้กระเป๋าของเขายังมีซากศพเทพเ้าอยู่สิบกว่าชิ้นด้วย
เหตุผลที่ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็เพราะเขาสามารถคาดการณ์ได้แล้วว่า โอกาสที่จะหาซากศพเทพเ้าจากถังขยะคืนนี้หมดแล้ว
การที่ซากศพเทพเ้าหายไปไม่ใช่เื่ร้ายแรงอะไร เพราะซากศพเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย
ฉินซือหยางเคยเห็นข้อความในอินเทอร์เน็ตมาก่อนว่า มนุษย์กินซากศพเทพเ้าเข้าไปก็ย่อยไม่ได้ สุดท้ายก็จะอาเจียนหรือขับถ่ายออกมาเหมือนเดิม
จึงไม่มีใครจะเอาซากศพเทพเ้าที่ไม่มีประโยชน์เหล่านี้ไป
แม้ว่าซากศพเทพเ้าจะไม่มีประโยชน์ แต่การที่มันหายไปนั้นเป็เื่ที่แปลกมาก
ในเมื่อไม่มีประโยชน์แล้วทำไมถึงถูกขโมยไป หรือว่าเื้ัมีแผนการอะไรซ่อนอยู่?
การที่ซากศพเทพเ้าในถังขยะสองแห่งหายไปติดต่อกันสองวัน จะดึงดูดความสนใจของหลาย ๆ คนแน่นอน
ตำรวจคงเริ่มสังเกตเห็นแล้ว
ฉินซือหยางขโมยซากศพจากถังขยะติดต่อกันสองวันก็เพื่อ้าจะแข็งแกร่งขึ้นในระยะเวลาอันสั้นที่สุด หากเป็คนอื่นอาจจะค่อยเป็ค่อยไป ไม่เข้าไปเอาติดต่อกัน และจะไม่เอาไปจนหมดด้วย
แต่ฉินซือหยางเคยเจ็บช้ำจากการ ‘ค่อยเป็ค่อยไป’ ในชาติที่แล้วมาแล้ว
เขาคิดว่าการทำงานคือการค่อย ๆ สะสมประสบการณ์และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งและเพิ่มเงินเดือน
แต่จนถึงวันตาย เขาก็ไม่เคยได้รับโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งเลย
สิ่งนี้ทำให้เขาตระหนักว่า การวางแผนอย่างช้า ๆ เหมาะกับพวกนายทุนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ไม่เหมาะกับคนจนอย่างเขา
การหวังผลในระยะสั้นคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับชนชั้นแรงงานที่จะลืมตาอ้าปากได้
เพราะเขามีความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนต่ำมาก แค่มีลมพัดเปลี่ยนทิศนิดหน่อยก็สามารถบดขยี้เขาได้แล้ว
ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลสหภาพจัดคนเฝ้าถังขยะทุกแห่ง เขาจะรับมือยังไง?
จะต้องซ่อนตัวไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?
และโอกาสครั้งต่อไปไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึง
ในเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ทั้งที เขาจึงไม่อยากจะรอคอยอีกต่อไปแล้ว ทำได้วันนี้ก็ต้องทำให้เสร็จ ไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้
การทำแต่เนิ่น ๆ ดีกว่าการรอคอย เพราะการรอคอยจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง
เดาได้เลยว่า การที่ฉินซือหยางจะไปเอาซากศพเทพเ้าจากถังขยะอีกครั้ง มีโอกาสสูงมากที่เขาจะถูกจับได้
ในเมื่อนี่เป็ครั้งสุดท้ายแล้ว และคนที่เจอเขาก็เป็แค่คนขี้เมาที่ตอบสนองช้า เขาก็ต้องเอาซากศพไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเอาไปได้
ในทางกลับกัน ไม่ว่าจะเอาหรือไม่เอาซากศพเหล่านี้ไป ถ้าเขาถูกเ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหภาพจับได้ เขาก็หนีได้ยากอยู่ดี
คนกล้าจะได้ดี คนขี้ขลาดจะได้ตาย!
ฉินซือหยางเห็นกระเป๋านักเรียนเริ่มมีเืซึมออกมาเล็กน้อย จึงเปลี่ยนมาอุ้มกระเป๋าไว้ในอ้อมแขน แล้วรีบกลับเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อวิ่งกลับบ้านต่อ
ในซอยเล็ก ๆ ไม่เหมือนกับถนนหลักที่มีไฟถนนสลัว ๆ ตั้งอยู่เป็ระยะ แต่จะมืดสนิท
แสงสว่างเดียวที่มีคือแสงดาวบนท้องฟ้าที่ส่องผ่านกระจกป้องกันภัยเหนือเขตปลอดภัยลงมา
ฉินซือหยางที่มีสมรรถภาพร่างกายสูงขึ้น สามารถมองเห็นถนนในซอยมืด ๆ ได้อย่างชัดเจน
สภาพแวดล้อมที่มืดมิดกลายเป็ข้อได้เปรียบของเขา มันสามารถปกปิดใบหน้าของเขาได้
แม้จะมีคนอื่นอยู่ เขาก็สามารถวิ่งผ่านไปได้อย่างไร้กังวล โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเปิดเผยตัวตน
จะวิ่งกลับบ้านไปทั้งแบบนี้แหละ!
แต่แล้ว พอเขาเพิ่งเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ ที่มืดแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
มีมีดเล็ก ๆ เล่มหนึ่งบินออกมาจากมุมหนึ่งและพุ่งตรงไปที่ตาขวาของเขา
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!
ความว่องไวของเขาเกินกว่าคนทั่วไปไปมาก ขณะที่เห็นมีดเล่มนั้น เขาก็หลบได้ทันที
มีดตกกระทบพื้นหินในซอย ทำให้เกิดเสียงดัง
สายตาของฉินซือหยางจับจ้องไปที่ชายสามคนที่อยู่ข้างถนน
ทั้งสามคนมีผมยาวรุงรังและสีหน้าเยาะเย้ย
“ไม่คิดเลยว่านอนหลับอยู่ตรงนี้จะมีลูกแกะอ้วน ๆ วิ่งผ่านมาเองด้วย”
“ดูเหมือนพวกเราสามพี่น้องจะโชคดีจริง ๆ!”
ทั้งสามคนยืนขึ้นและล้อมฉินซือหยางไว้
ฉินซือหยางถามด้วยน้ำเสียงเ็า “พวกแก้าอะไร?”
“้าอะไรเหรอ? ยังต้องถามอีกเหรอ? ก็ปล้นน่ะสิ”
ปล้นเหรอ?
พวกนี้มองไม่ออกเหรอว่าเสื้อนอกของเขาดูเก่าและขาดขนาดไหน? จะมาปล้นเด็กหนุ่มจน ๆ อย่างเขามีประโยชน์อะไร?
“ฉันไม่มีเงิน” ฉินซือหยางขมวดคิ้ว แต่ในใจรู้สึกกังวลเื่เวลาที่ผ่านไป
เขาไม่มีเวลามาเถียงกับคนสามคนนี้
เื่ที่ซากศพเทพเ้าในถังขยะหายไปอาจจะถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ก็ได้ เขาต้องรีบหนีห่างจากทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 89757 ให้เร็วที่สุด
ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากจุดนั้นแค่สองป้ายรถประจำทาง ยังห่างจากระยะปลอดภัยอีกไกลนัก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังอุ้มกระเป๋านักเรียนที่เต็มไปด้วยซากศพเทพเ้าเอาไว้ด้วย!
ทันใดนั้น หนึ่งในสามคนก็เสยผมหน้าม้าที่มันเยิ้มขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ไม่มีเงินก็ไม่เป็ไร นายแค่ทิ้งกระเป๋าไว้ก็พอแล้ว”
สามคนนี้เล็งกระเป๋าของเขาเหรอ?!