อารัมภบท
การตื่นลืมตาขึ้นมาพบเจอความว่างเปล่าในแต่ละวัน เป็สิ่งที่ยืนยันได้ว่าชีวิตของเขาตอนนี้ไม่เหลือใครอีกแล้ว บ้านหลังใหญ่ไร้ซึ่งความอบอุ่น ครอบครัวที่เคยอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ว่าหันไปมองทางไหนก็เห็นภาพความทรงจำที่เด่นชัดขึ้นภายในใจดวงน้อย ๆ ทว่าหลังจากนี้ภาพพวกนั้นคงค่อย ๆ เลือนรางลงไปทิ้งไว้เพียงความรู้สึกหลาย ๆ อย่างในก้นบึ้งหัวใจ
ไม่ง่ายเลยที่เด็กอายุเพียงสิบห้าปีต้องยอมรับความจริงที่แสนโหดร้ายเช่นนี้ เหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เมื่อพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามาต้องจากโลกนี้ไปทิ้งไว้เพียงความคิดถึงที่เขาเฝ้าโหยหา และความทรงจำที่เขาไม่อาจลืมไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไร
เสียงผู้คนจอแจทยอยกันมาร่วมงานศพที่จัดขึ้นภายในวัด แขกมากหน้าหลายตาในชุดสีดำไว้ทุกข์ร่วมมาแสดงความเสียใจกับเด็กหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูล สกุลวานิช ที่ต้องกลายเป็เด็กกำพร้าในวันคล้ายวันเกิดอายุครบสิบห้าปีของตัวเอง
จากงานเลี้ยงกลายเป็งานศพบิดาและมารดา ราวกับฟ้ากำลังแกล้งกัน อยากจะหัวเราะออกมาให้เหมือนคนเสียสติ ทว่าสิ่งที่ทำมีแค่นั่งมองโลงคู่และฉากรูปภาพของคนที่ตัวเองรักวางเคียงคู่กัน เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงหัวเราะ แต่เป็เสียงร้องไห้ที่แทบจะขาดใจ
แม้วันนี้จะเป็วันที่สองของงาน แต่เด็กคนนี้ยังร้องไห้ไม่ขาดสาย เฝ้าถามกับพ่อและแม่อยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมาว่าเหตุใดถึงทิ้งเขาไว้ให้เผชิญโลกกว้างเพียงคนเดียว ทำไมถึงไม่พาเขาไปด้วย
“น้องน่านไปทานอะไรหน่อยดีไหม เดี๋ยวป้าพาไป” เด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาทั้งน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียจนใครต่อใครเห็นก็อดสงสารไม่ได้
ป้าษาเป็พี่สาวแท้ ๆ คนเดียวของแม้ ผู้มีศักดิ์เป็ป้าของเขา นาน ๆ ครั้งที่จะได้เจอกันเนื่องจากไปใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ที่ต่างจังหวัดในภาคเหนือ ่ปิดเทอมใหญ่พ่อกับแม่ถึงจะพาไปเยี่ยมป้าษา
ครั้นรู้เื่เข้าป้าษาก็รีบบินตรงมาเพื่อจัดการงานศพให้น้องสาวและน้องเขยทันที ทั้งยังตั้งใจจะรับน่านน้ำไปอยู่ด้วยหลังจากจัดการเื่งานเสร็จทุกอย่างแล้ว
“แต่น้องน่านยังไม่ทานอะไรเลยั้แ่เมื่อเช้า ทานสักนิดเถอะนะ ไม่งั้นคุณพ่อคุณพ่อท่านจะเป็ห่วงเอา”
“น่านไม่หิว ฮือออ”
ยิ่งพูดถึงพ่อกับแม่ก็เหมือนกระตุ้นความเจ็บภายในใจ หากพ่อกับแม่ยังอยู่ตอนนี้คงได้ทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ทว่าหลังจากนี้ไม่มีอีกแล้ว...
“น่านคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ ฮึก ทำไมทั้งสองคนถึงทิ้งน่าน ทำไมปล่อยให้น่านอยู่คนเดียว ฮือ”
น่านน้ำพรั่งพรูความอึดอัดถามป้าษาออกไป ทั้งน้ำเสียงทั้งคำพูดแทบฟังไม่เป็คำ ร่างกายเล็กร้องไห้ตัวโยน ผู้เป็ป้าได้แต่ดึงหลานชายเพียงเข้ามากอดเอาไว้แน่น ทั้งที่เธอพยายามเข้มแข็งเพื่อหวังให้ตัวเองเป็ที่ยึดเหนี่ยวให้หลานได้ สุดท้ายก็อดกลั้นต่อไปไม่ไหว การสูญเสียน้องสาวคนเดียวที่เธอรักมันเป็เื่เ็ปที่ยากเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเปรียบ
ทว่าเด็กคนนี้คงแตกสลายมากกว่าเขาเป็ไหน ๆ ต่อให้เธอจะทำดีแค่ไหนปลอบใจมากเท่าไร แต่เขารู้ดีว่าแผลที่เกิดขึ้นในใจของน่านน้ำมันจะเป็แผลเป็ตลอดไป ใช้เวลารักษาเท่าไรก็ไม่มีวันหาย ต่อให้เวลานานไปแผลนั้นจะตื้นขึ้นมาในสักวัน แต่หากมีสิ่งใดไปสะกิดแผลนั่นก็อาจทำให้เจ็บขึ้นมาได้อีกครั้ง
เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มแอบมานั่งร้องไห้คนเดียวอยู่ท่ามกลางความมืด เสียงสวดในศาลาดังมาถึงที่เขานั่งอยู่ เขาไม่อยากอยู่ตรงนั้นไม่อยากยอมรับความจริงที่ว่าพ่อกับแม่ได้จากไปแล้ว
“พี่ขอนั่งด้วยได้ไหม”
ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยมองร่างสูงด้วยดวงตาพร่ามัว ทั้งรอบตัวยังมืดมีแสงสว่างเพียงน้อยนิดทำให้เห็นใบหน้าอีกคนไม่ชัดเท่าไรนัก
น่านน้ำไม่ได้ตอบกลับไปเพียงแค่ก้มหน้าเช็ดน้ำตา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่น่าอายไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน เขาไม่ได้อยากอ่อนแอแบบนี้เลยแต่มันยากเกินไป เกินความพยายามของเขา
ข้างกายรับรู้ได้ถึงลมบางเบา เมื่อคนที่ยืนอยู่ก่อนหน้านั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน ไม่มีเสียงพูดจากอีกฝ่าย ทว่าคนแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักกลับยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้กัน
มือเล็กยกขึ้นรับน้ำใจจากอีกคน เด็กคนนี้ไม่ได้รู้จักระวังตัวเลยแม้แต่น้อย หากชายแปลกหน้าคนนี้เป็คนไม่ดีหรือคิดร้ายขึ้นมา เห็นทีคงจะไม่รอด
“ขะ ขอบคุณ อึก ครับ”
เพราะถูกเลี้ยงดูและอบรมมาอย่างดี ไม่ว่าจะเสียใจแค่ไหนก็ไม่ลืมไปถึงมารยาทที่คุณแม่ของตนพร่ำสอนมาั้แ่เล็ก
“มานั่งที่มืด ๆ คนเดียวแบบนี้ยุงไม่กัดเหรอ”
น่านน้ำส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ แม้ว่าความจริงแล้วยุงแทบจะหามเขาไป แต่เสียใจเกินกว่าจะมานั่งตบยุง ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าสัตว์ตัวเล็กจะนำภาหะของโรคไข้เืออกมาสู่เขาหรือเปล่า
หลายนาทีที่ต่างฝ่ายต่างเงียบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ช่วยกลบเสียงสะอื้นเบา ๆ ของเด็กคนนี้ได้เลย
ครั้นหันไปมองทางด้านหลังก็เห็นว่าคนเริ่มทยอยออกจากศาลากันแล้ว เขาเองก็ต้องกลับแล้วเหมือนกัน
“กลับไปที่ศาลาเถอะ อย่านั่งอยู่คนเดียวเลย เผื่อตรงนี้มีสัตว์มีพิษจะเกิดอันตรายได้”
คำเตือนแฝงความห่วงใยของคนแปลกหน้าทำให้น่านน้ำเงยหน้ามองร่างสูงอีกครั้ง เป็ใครกันทำไมถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้กับเขา รู้จักเขาหรือยังไง เพราะคนส่วนใหญ่ที่มางานก็เป็คนรู้จักคุณพ่อกับคุณแม่ ซึ่งจากที่เห็นมาก็ค่อนข้างจะเป็คนรุ่นราวคราวเดียวกับพวกท่าน ทว่าชายคนนี้ที่ดูจะสูงกว่าเขาเยอะพอสมควร หากเพ่งมองผ่านความมืดก็พอจะเดาได้ว่าอายุมากกว่าเขา หรือหากพิจารณาจากน้ำเสียงก็ยังดูหนุ่มอยู่
“พี่ต้องไปแล้ว”
“...”
เมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้ไม่พูดอะไรก็เริ่มเดินห่างออกมา ทว่าออกไปได้ไม่ไกลก็เอี้ยวตัวกลับมาแนะนำตัวอีกครั้ง
“จริงสิพี่ลืมแนะนำตัว พี่ชื่อคินทร์นะ หวังว่าเราจะได้เจอกันใหม่เด็กน้อย”
“ดะ เดี๋ยว”
เรียกไว้ไม่ทันรู้สึกตัวอีกที่พี่ชายคนนั้นก็เดินออกไปไกลเสียแล้ว เด็กหนุ่มหลุบตามองผ้าเช็ดหน้าในมือ รู้แค่ชื่อแล้วเขาจะคืนผ้าเช็ดหน้าให้ได้ยังไง
แต่เมื่อกี้ตอนที่อีกคนเอี้ยวตัวกลับมาไฟจากศาลากระทบเสี้ยวใบหน้านั้นพอดิบพอดี แม้จะเห็นไม่ชัดแต่เขาคิดว่าเขาจะจำรูปหน้าและรอยยิ้มนั้นได้
จะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า...
...
1 ปีต่อมา
หลังจากเจอจุดเปลี่ยนของชีวิต จากเด็กที่มีครอบครัวอบอุ่น กลายเป็เด็กกำพร้า เวลาผ่านมาถึงหนึ่งปีแผลที่เกิดขึ้นในใจยังไม่ได้จางหายไป ทุกวันจรดเช้ายันค่ำเขายังคงคิดถึง่เวลาเ่าั้ที่เคยผ่านมา
จากอายุสิบห้าปีนี้ขึ้นมาเป็สิบหก เขาเลือกที่จะหยุดเรียนไปเต็ม ๆ หนึ่งปี เพื่อนรุ่นเดียวกันต่างขึ้นมอปลายใช้ชีวิตตามวัยของตัวเอง ส่วนเขากลับจมอยู่กับความเศร้าไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามเดิม
เขาย้ายมาอยู่กับป้าษาที่จังหวัดน่านหลังจากจัดการงานศพพ่อกับแม่เสร็จเรียบร้อย เขามาอยู่ที่นี่ตัวเปล่าไม่มีสมบัติใดติดตัวมาแม้แต่น้อย ได้ยินที่ป้าษาคุยกับสามีก็พอจะเข้าใจได้ว่าธุรกิจที่พ่อสร้างขึ้นมาล้มละลาย ถูกยึดทุกอย่างไปทั้งหมดเพื่อชดใช้หนี้สินที่ติดไว้ เขากลายเป็คนสิ้นเนื้อประดาตัว บ้านหลังใหญ่ที่เคยอาศัยอยู่ก็ถูกธนาคารยึด เหตุนี้เขาจึงจำเป็ต้องมาอยู่กับป้าษา
แม้ป้าษาจะดีกับเขามากเท่าไร แต่เด็กที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอย่างเขาก็ไม่เขาตาสามีของป้าษา ตลอดหนึ่งปีเขาพยายามอดทน ช่วยงานทุกอย่างที่ทำได้เพียงเพื่อทดแทนความเมตตาที่ท่านให้ที่พักที่นอน ข้าวปลาอาหาร
ป้าษามีลูกชายสองคนและลูกสาวอีกหนึ่งคน รุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา พี่ชายคนโตค่อนข้างจะใจดีและดูเอ็นดูเขามาแต่ไหนแต่ไร ส่วนอีกสองคนก็เหมือนจะไม่ชอบเขาสักเท่าไร ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน และพยายามเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง
ทว่าเหมือนชีวิตจะยังเล่นตลกกับเขาไม่มากพอ...
“ผมอยากขอรับหนูน่านไปดูครับ”
คำพูดของชายวัยกลางคนที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาขอรับเลี้ยงดูเขาโดยเงื่อนไขที่ยื่นให้กับป้าษาคือการพาเขาไปอยู่ที่บ้านตัวเอง ค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนต่าง ๆ จะเป็คนรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งยังมีเงินตอบแทนให้ก้อนหนึ่งหากป้าษาตอบตกลง
เขาไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการออกความเห็น จะเรียกว่าปลงก็คงไม่ใช่เพราะเขาก็ยังมีความรู้สึกนึกคิดทุกอย่าง เพียงแค่ไม่มีแรงจะต่อต้านใด ๆ ครั้นหันไปมองป้าษาและสามีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังปรึกษากัน จากที่เห็นป้าษาดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย แต่คนเป็สามีกลับตอบตกลงสุดท้ายป้าษาก็ต้องเลือกสามีตัวเองอยู่แล้ว
เขาควรจะสำนึกสำเหนียกและจำให้ขึ้นใจ ว่าต่อให้ป้าษาจะรักเขาแค่ไหนเขาก็เป็ได้แค่คนนอกของบ้านหลังนี้ ที่ยืนของเขามันเล็กเกินกว่าขยับตัวได้ ไม่ว่าใครจะจับให้หันซ้ายหันขวาเขาก็ต้องทำเช่นนั้น
เด็กที่ไม่เคยลำบากมาก่อนเมื่อถึงจุดต่ำสุดของชีวิต แทบจะพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย โลกนี้มันกว้างเกินไปสำหรับเขาจริง ๆ มีอะไรอีกมากมายที่เขาไม่เคยเผชิญ ไม่เคยได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง
“ป้าขอโทษนะน้องน่าน แต่ป้าเชื่อว่าคุณรังสรรค์เขาจะดูแลน่านอย่างดี อย่างน้อยถ้าอยู่กับคุณเขาน้องน่านก็จะได้เรียน ไปอยู่ที่บ้านหลังนั้นก็คงสุขสบายกว่าอยู่กับป้า”
พูดอะไรไม่ออกสักคำ ทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างจำนน ในเมื่อตอบตกลงรับเงินเขามาแล้ว น่านน้ำก็ต้องย้ายไปอยู่ที่นั้นกับคุณรังสรรค์ และต้องออกเดินทางั้แ่วันนี้
ป้าษาช่วยเก็บเสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยนิดใส่กระเป๋าเป้ให้หลายชาย แม้จะรู้สึกไม่ดีที่ต้องทำแบบนี้ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ในเมื่อสามีเป็ฝ่ายตัดสินใจ เพราะแม้แต่เธอบ้านที่อยู่ตอนนี้ก็เป็ของสามี เธอเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงมากพอจะขอร้องให้เห็นใจเด็กคนนี้
“มาแค่ตัวก็ไปแค่ตัว อย่าหยิบจับเอาของที่บ้านฉันไปล่ะ”
คำพูดเหน็บแนมที่มักจะได้ยินอยู่บ่อยครั้งออกมาจากปากของลุงเกริก รู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดพวกนี้ นึกโกรธตัวเองที่อ่อนแอเกินกว่าจะเถียงกลับไป ได้แต่ก้มหน้าเช็ดน้ำตาฟังคำดูถูกต่าง ๆ นานา
เขาไม่รู้ว่ากการไปอยู่ที่บ้านใหม่จะเป็ยังไง ทว่าภาวนาขอให้หลุดพ้นจากความเสียใจนี้เสียที
.
.
บ้าน วิรุฬห์โยธิน
นั่งเครื่องมาถึงสนามบินก็มีคนรถมารอรับเพื่อพากลับมาที่บ้าน แม้ภายนอกจะเฉยชาแต่ภายในใจของเด็กคนนี้กลับนึกกังวลอยู่ไม่น้อย ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าต้องย้ายมาอยู่กับคนแปลกหน้า
ประตูรถเลื่อนเปิดออกให้ผู้เป็เ้าของบ้านได้ลงมา พร้อมกับเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก สาวใช้สามคนเดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น่านน้ำยกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม
“พวกเราเป็แค่คนใช้ไม่ต้องไหว้พวกเราก็ได้ค่ะ”
สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยพูดขึ้นด้วยท่าทีเอ็นดู นึกชื่นชมในมารยาทของเด็กคนนี้ที่กำลังจะขึ้นมาเป็เ้านายอีกคนของเธอ
“หนูน่านเข้ามาในบ้านสิ ทุกคนรออยู่”
น่านน้ำสาวเท้าเดินตามคุณผู้ชายของบ้านมาจนถึงโถงห้องรับแขก มีคนนั่งรออยู่อย่างที่คุณรังสรรค์ว่าไว้จริง ๆ
“นั่งก่อนสิจ๊ะ”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูอายุใกล้เคียงกับแม่ของเขาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม น่านน้ำนั่งลงบนโซฟาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“นี่คุณหญิงกนกอรภรรยาของลุง ส่วนนี่คินทร์พี่ชายคนโต เคนคนกลาง อีกคน...”
“คีนน้องคนเล็ก ยินดีที่ได้รู้จักนะพี่น่านน้ำ”
ไม่ทันที่คุณรังสรรค์พูดจบ ลูกชายคนเล็กก็ชิงแนะนำตัวก่อน ทั้งยังขยับเข้ามานั่งใกล้น่านน้ำอย่างถือวิสาสะ ด้วยความใคนตัวเล็กรีบลุกขึ้นถอยออกห่างทันที
“คีน! พี่เขาใเห็นไหม กลับมานั่งที่เลยไอ้ตัวแสบ”
ผู้เป็แม่รีบปรามลูกชายของเธอ ครั้นหายใแล้วน่านน้ำถึงได้ยกมือไหว้ทุกคน
“สวัสดีครับผม..ชื่อน่านน้ำครับ”
เอ่ยแนะนำตัวเองด้วยเสียงอ้อมแอ้ม คุณหญิงกนกอรยิ้มเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ ก่อนจะจะลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างหน้าสมาชิกใหม่ ถือวิสาสะจับมือน้อย ๆ มากุมไว้
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านวิรุฬห์โยธินค่ะหนูน่าน”
“คะ ครับ”
เขายังมีอีกหลายอย่างที่นึกสงสัย และไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่บ้านหลังนี้ถึงได้รับเขามาเลี้ยงดู ทั้งที่เขาไม่เคยรู้จักหรือคุ้นหน้ามาก่อน
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนสักหน่อยดีไหม ลุงให้คนเตรียมห้องไว้แล้ว ให้พี่คินทร์พาไป”
“คีนขอพาไปเองได้ไหมป๊า”
“เราน่ะนั่งอยู่เฉย ๆ”
เด็กน้อยทำหน้ายู่เล็กน้อยที่ป๊าไม่อนุญาต เขาก็แค่อยากทำความรู้จักกับพี่ชายคนนี้ก็เท่านั้น ทำไมป๊าถึงไม่เข้าใจนะ!
ร่างเล็กเดินตามลูกชายคนโตขึ้นมาชั้นสามของบ้าน ห้องริมสุดทางเดินเป็ห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้ต้อนรับเขาเป็อย่างดี ดวงตากลมใสสำรวจภายในห้องนอนคร่าว ๆ ก่อนจะหันไปขอบคุณคนอายุมากกว่าที่อุตส่าห์เดินมาส่ง
“ขอบคุณพามาส่งครับคุณคินทร์”
“ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกเฮียเหมือนเคนกับคีนก็ได้”
น่านน้ำยืนมองอีกฝ่ายนิ่ง ไม่คิดจะพูดหรือตอบรับอะไรกลับไป ทว่ากลับจำคำที่คนตรงหน้าบอกเอาไว้
“พักผ่อนเถอะ”
“ครับ”
ร่างสูงเดินห่างออกไปหยุดอยู่ตรงประตู ก่อนจะหันกลับมาส่งยิ้มให้พร้อมประโยคที่ทำให้เขาต้องใช้สมองคิดเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำบางอย่าง
“ดีใจนะที่ได้กันอีกครั้ง”
ดีใจที่ได้เขาอีกครั้งอย่างนั้นเหรอ...
#คำขอจากเฮียคินทร์