มือข้างนั้นปาดน้ำตา ตัดสินใจเอาความคับแค้นทั้งหมด
ทิ้งเอาไว้ที่นี่ พร้อมกับ ...
“อย่าให้มันหนีไปได้สิวะ! เ้าพวกโง่นี่!” เสียงะโด่าทอไล่หลังเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ สาเหตุเพราะพวกเขาไม่เหนื่อยจนเกือบตาย ก็หลบไปพักผลัดกันมาไล่ล่าไม่ให้คลาดสายตา
คิดแล้วก็น่าขำที่บัดนี้เ้าคนแซ่สวี่ตัวจริงนั่น คงเกือบจะคว้าเกียรติยศแห่งการแข่งขันครั้งนี้ไปได้แล้วละมั้ง หญิงสาว มองท้องฟ้าราวกับคอยสัญญาณอะไรบางอย่างทั้งที่ตัวเองก็แทบจะยันร่างกายเอาไว้ไม่ไหว และไม่ใช่แค่ตัวเองและแม้กระทั่งม้าที่ขี่อยู่ ลมหายใจของมันก็แรงจนหัวใจเต้นในจังหวะที่น่ากลัว ความรู้สึกเวทนาผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของหัวใจ ฟันสวยถูกขบด้วยความโกรธจนได้กลิ่นสนิม หนี้ครั้งนี้มีเ้าของ
ในความมืดของป่าดิบชื้นที่ไร้แสงสว่าง เขตแดนวิปลาสระดับสาม ม้าวิ่งเลาะไปตามไหล่เขามาหกวัน คืนมืดมิดนี้ในที่สุดก็เข้าคืนที่เจ็ด เวลาขนาดนี้คงพอแล้วกระมั้ง ยังไม่ทันได้คิดอะไรอื่น เสียงกัมปนาถที่ดังขึ้นราวกับระฆังสัญญาณว่าของวิเศษระดับสูงสุดของที่นี่ ได้ถูกพิชิตแล้วโดยใครบางคน แม้แต่เหล่าคนที่ไล่ตามมายังสบถด้วยความคับแค้น ฟันขบกันแทบแตก ในที่สุดก็รู้ตัวสักทีว่าการไล่ล่าครั้งนี้กินเวลานานเกินไป ความล้มเหลวรูปแบบนี้ปลุกความโกรธของคนได้ผลดีเป็อย่างยิ่ง เมื่อใครสักคนเค้นเสียงว่าให้ฆ่าข้าให้ตาย ข้าก็เกือบจะเอนหลังหัวเราะทั้งที่เืกบปาก
สภาพเช่นนี้จำเป็ต้องทุ่มเทแรงทั้งหมดเพื่อสังหาร ก็นับว่าพวกที่ตามมาคือพวกไร้น้ำยาจริง ๆ บนหัวไหล่มีธนูพิษสองดอกปักทะลุชุดเกราะอยู่อย่างน่ารำคาญ แต่ฤทธิ์ของยาเหมือนจะทำให้ฟั่นเฟือนไปทีละนิด นางสะบัดหัวขับไล่ภาพที่จับต้องไม่ได้และเรียกสติที่เลือนรางเต็มทนของตัวเองให้คงอยู่ กำบังเหียนควบเ้าม้าดำที่ชื่อ “เฮยฉี” ด้วยแรงทั้งหมดที่เหลือ ข้าตบข้างลำคอมันเบา ๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“วิ่งจนสุดฝีเท้า” คำสั่งนี้เรียบง่ายแต่กลับทดสอบแรงใจมหาศาล เส้นทางนี้พาชีวิตของหนึ่งคนหนึ่งม้าไปที่ใด คงมีเพียง์และผู้ถือบังเหียนผู้นี้เท่านั้นที่รู้ เฮยฉียกขาหน้าคำรามมันทั้งขัดเคืองและไม่เห็นด้วย แต่หลังจากสองขาหน้ามันวางลงที่พื้น ความเร็วที่หาจับได้ยากก็ทำให้คนต้องประคองตัวอยู่บนหัวม้าให้แน่นขึ้น
เพราะม้าตัวนี้วิ่งอยู่ มันจึงไม่ได้เห็นสายตาอ่อนจางสายหนึ่งที่ทอดมองมาที่มันจากด้านหลัง เืยังคงกระอักออกจากปากไม่หยุด นางรู้ดีว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึงแล้ว เื่หลังจากนี้คงต้องมอบให้เฮยฉีเป็ผู้ถือมันไว้ด้วยตัวเอง
ชีวิตคน ไม่สู้มาเอง คงได้แต่รอความตาย
เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด อาชาสีดำตัวใหญ่มองเห็นทางสายขาด ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าด้านล่างไม่มีจุดจบที่ดีอะไรรออยู่ แต่นั่นแหละ หนึ่งคน หนึ่งม้า หากมันไม่พาคนบนหลังม้าไปด้วย ตัวมันเองก็คงต้องตายจากการไล่ล่าอยู่ที่นี่เช่นกัน เช่นนั้นแล้วขาทั้งสี่ข้างของมันจึงไม่เหลือความลังเลอีก มันมองไปยังขอบผาฝั่งตรงข้าม ใจเพียงคิดว่าต้องดีดตัวอย่างไรกับน้ำหนักที่มันแบกรับ จึงจะสามารถสลัดการติดตามเหมือนผีและรอดชีวิตกลับไปเล็มหญ้าน้ำค้างที่มันชอบอีกครั้ง
มันััได้ถึงแรงโอบอ่อนล้าลงมาที่รอบคอ ในจังหวะที่มันถอยกลับไม่ได้และดีดตัวสู่ชั้นบรรยากาศ
“ด้วยสายเืรุ่นหลังของผู้ปฏิญาณพันธสัญญาบรรพชน นับแต่บัดนี้ ฟ้าดินไม่ผูกพัน ิญญาไม่จองจำ ลัญจกรกลับสู่ความว่าง! สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์จงหวนคืน!”
ความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วร่างของเฮยฉี ความรู้สึกเ็ปราวกับกำลังััเข็มหมื่นเล่ม แต่ทุกผีเข็มนั้นกลับเหมือนค่อย ๆ ถอนออกเพื่อให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กและใหญ่ของมันกลับมามีชีวิต ซึ่งชีวิตนั้นอาจจะต้องแลกมากับความเ็ปเสียจนสายตาพร่าเลือน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกะทันหันเกินไปจนมันไม่ได้เห็นว่าร่างที่เคยอยู่บนหลัง กดปลดโกรนแล้วทิ้งร่างร่วงหล่นลงสู่หุบเขาเบื้องล่าง ดวงตาทั้งสองคู่จ้องมองไปยังท้องฟ้าเดียวกัน แค่คู่หนึ่งจ้องมองด้วยความเ็ปและไม่เข้าใจ
ส่วนอีกคู่จ้องราวกับจะเก็บภาพสุดท้ายนี้ของชีวิตเอาไว้ มองโซ่ิญญาแห่งพันธสัญญาที่คลายตัวออกแล้วสลายไปท่ามกลางแสงจันทร์ ด้วยดวงตาที่มีประกายระยิบระยับ เฮยฉีไม่ได้รู้เลยว่าร่างกายของมันเปล่งสีดำสลับทองตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มของดินแดนวิปลาส จะงดงามและถูกประทับลงในใจของเด็กคนนั้นขนาดไหน ยามที่แสงสะท้อนของเกล็ดแต่ละชิ้นปรากฏออกมาล้อกับแสงจันทร์ เด็กหญิงหัวเราะอย่างอ่อนแรง
“ข้าว่า ...นี่ดูไม่เลวเลยทีเดียว”
ผลัก!
ความเงียบสงบหลังความตายทำให้นางไม่มีวันได้รู้เลยว่า สายตาเจ็ดคู่ของผู้ที่นั่งเป็เ้าทวีปจ้องมองปรากฏการณ์ของดวงดาวพร้อมกัน ยามที่ท้องฟ้าทั้งกลางวันและกลางคืน ถูกสายลมพัดจนปั่นป่วน สายรุ้งเบาจางข้ามผ่านจากทวีปสู่อีกทวีป รวมถึงกระแสน้ำที่กระแทกตัวอย่างบ้าคลั่งในทะเลลึก
และเพราะกระแสพลังที่ไม่อ่อนโยนนี้
“ไป!” ชายผู้มีผมสีแดงเพลิง ยังพูดไม่ทันขาดคำก็ทะยานตัวทิ้งเหล่าผู้ศรัทธาไว้เื้ั ออกจากยอดสูงสุดของตำหนักทองคำ
ขณะที่อีกซีกโลก ยามที่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น ชายผู้มีผมดำสนิท ก็ปล่อยหมากสีขาวในมือลงสู่จุดหนึ่งในกระดาน ตัวละครทั้งหมด มาครบแล้ว จากนั้นก็ทะยานออกจากที่พำนักเป็ครั้งแรกในรอบร้อยปี
กลางทะเลที่กำลังบ้าคลั่ง ผู้คนกรีดร้องจากภาพคลื่นที่ดีดตัวขึ้นสูงราวกับจะแตะขอบฟ้า เสียงสวดจากภายในชั้นบนสุดของหอคอยพยากรณ์เงียบลงใน่เวลาหนึ่ง ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว เทพธิดาผู้สังเกตการณ์แห่งดวงดาว มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยดวงหน้าเรียบเฉย หลับตาลงกลับไปสวดภาวนาพร้อมสาวกผู้ติดตาม จนเสียงนั้นราวกับจะดังไปทั่วทั้งท้องฟ้า
เพราะรู้ดีว่า จักรวรรดิแห่งยุคสมัยใหม่ กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เฮือก!