บทที่ 8
ความหลงใหล
ที่ร้านทองฟางหรง... ถานเจียวหลิงกำลังเพลิดเพลินกับการเลือกเครื่องประดับที่มีพ่อบุญทุ่มพามาเลือกอย่างละลานตา
“หากเป็ชิ้นนี้เ้าชอบรึไม่?” กู้เทียนเฉิงถามพร้อมนำกำไลมาวางเทียบที่ข้อแขนบางเล็ก
“ชอบ... ข้าชอบมากทุกสิ่งที่ท่านเลือกให้”
“เถ้าแก่เนี้ยนำกำไลขอนนี้ไปใส่ห่อให้ข้าหน่อย”
“เอ๊ะ” หญิงสาวหันมองด้วยความประหลาดใจ “ท่านจะซื้อให้ข้ารึ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าพร้อมเผยรอยยิ้มบาง ๆขณะหญิงสูงวัยแต่งตัวด้วยอาภรณ์หรูหราปรี่เข้ามารับสินค้าไปจับหีบห่อให้ตามคำขอ
“เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน ไยจึงซื้อของมีค่าเช่นนี้ให้ข้า?”
“ก็เพราะว่าเพิ่งรู้จัก... ข้าจึงต้องมอบของขวัญให้สำหรับไมตรีแรกระหว่างเราสองคน”
“หากแต่ข้าช่างน่าอับอายนักเพราะไม่ได้เตรียมสิ่งใดไว้ให้คุณชาย”
“เพียงแค่วันนี้เ้าทำตัวน่ารักและอยู่กับข้าทั้งวันก็พอ”
“เยี่ยงนั้นแล้ว... จะไม่เป็การรบกวนท่านเข้าไปใหญ่หรือ?”
“ไม่เลยหลิงเอ๋อร์...”
“เอ๊ะ?” หญิงสาวตวัดหน้ามองเมื่อถูกเรียกด้วยสรรพนามที่สนิทสนมจนใจเต้นไม่เป็ส่ำ
“เพราะข้าอยู่กับเ้าแล้วถึงได้ค้นพบกับคำว่าชีวิตชีวา...”
รอยยิ้มที่โปรยมาพร้อมดวงตาเป็ประกายของเขาทำให้สตรีตรงหน้ายิ่งเคลิ้มฝัน
“วันนี้เราไปพักผ่อนที่หอชิงไห่หยุนดีรึไม่?”
“หอชิงไห่หยุน...? โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แสนโอ่อ่าแถบชานเมืองบนเขาสูงทอดมองไปเห็นทิวทัศน์เป็มหาสมุทรกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่เหล่าเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงมักจะไปพักผ่อนกันใช่รึไม่?”
เทียนเฉิงผงกศีรษะน้อย ๆ เป็คำตอบ
“ข้าเคยปรารถนาจะไปมานานแล้ว...”
“เราก็ไปด้วยกัน... แค่สองคน...”
คราวนี้ถานเจียวหลิงถึงกับอยู่ไม่สุข หญิงสาวรู้สึกมวนน้อย ๆ บริเวณช่องท้อง หากแต่ก็รับรู้ได้ว่าสถานที่นั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่นางจะรับผิดชอบตนเองได้
“ถึงอย่างไรข้าก็ต้องบอกกล่าวบิดาและมารดาของข้าก่อน ต้องขออภัยท่านแล้วที่ไม่สามารถตอบรับคำเชิญชวนของท่านในวันนี้ได้” นางตัดสินใจยับยั้งตนเองในที่สุด
รอยยิ้มผุดพรายของชายหนุ่มเจือจางลงจนเปลี่ยนเป็ใบหน้าเรียบเฉยอย่างข่มอารมณ์
ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธเขามาก่อนในชีวิต
คนอย่างกู้เทียนเฉิงอยากได้อะไรก็ต้องได้ และยังต้องได้ทันใจเดี๋ยวนี้เสียด้วยซ้ำ
แต่ถึงกระนั้นกลับยิ่งทำให้สตรีผู้นี้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นในสายตาเขา ความรู้สึกว่ายิ่งได้ยากก็ยิ่งท้าทายทำให้เขานึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หากปรารถนาสตรีที่แสนล้ำค่าดังมุกเม็ดงามเช่นนี้ ก็ต้องแลกกับการดำดิ่งสู่ก้นสมุทรเพื่อเฟ้นหามันมาอย่างยากลำบากเช่นกัน
เมื่อได้ของที่สั่งแล้วทั้งสองก็ออกจากร้านแล้วเลือกที่จะเดินเล่นต่อบนถนนเลียบแม่น้ำแทน วันนี้นับว่าผู้คนออกมาสัญจรค่อนข้างคึกคักทั้งทางเรือและทางบก
“สายธาราไหลรินผ่านเรือนเคหาผะแ่เบา... ชีวิตดั่งความฝันลอยล่องตามคลื่นคล้อย เงาไผ่ไหวลู่ลมเย็นใจก็พลันนิ่งสงบ... ถามท่านเถิดชีวิตมีสักเท่าใดดั่งสายธาร เพียงชั่วพริบตาจางหายสู่มหานที...”
เสียงขับบทกวีบนหัวเรือไม้หลังคาสีแดงเืนกทำให้เจียวหลิงหยุดชะงัก
ไม่ใช่เพราะนางเข้าใจความหมายที่ศิลปินกำลังสื่อสาร หากแต่รู้สึกคุ้นเคยน้ำเสียงอ่อนนุ่มนั้นเป็อย่างดี
“ฟู่กวงิ...?” นางพึมพำกับตัวเองแล้วหันมองไปกลางแม่น้ำ
ก็พบร่างสูงโปร่งของคนคุ้นตาด้วยเครื่องแต่งกายสีขาวมุกเรียบๆ กำลังร่ายถ้อยคำสำบัดสำนวนพร้อมยกพัดเจ๋อซ่าน[1]ขึ้นโบกไปมาด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างาม มีผู้คนในเรือลำน้อยใหญ่ซึ่งจอดนิ่งเพื่อรับชมการแสดงของเขาพร้อมปรบมือเสียงดังอย่างชื่นชม
“ใช่จริงๆ”
“ใช่อะไรรึ?” กู้เทียนเฉิงหันมาถามเมื่อเห็นว่าสตรีข้างกายมีอาการประหลาดไป
“เปล่า... ไม่มีอะไร”
“มีใครที่เ้ารู้จักรึ?”
“ไม่มี ไม่มีใครที่ข้ารู้จักทั้งนั้น” หญิงสาวกล่าวตอบน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ข้าอยากกลับแล้ว โส่วจิงรอข้าอยู่ที่หัวมุมทางโน้น ลาก่อน!” เมื่อร้องบอกแล้วถานเจียวหลิงก็วิ่งจากไปทันทีด้วยอารามกระวนกระวาย ปล่อยให้เทียนเฉิงยืนงุนงงกับท่าทางหุนหันพลันแล่นจนลืมรักษามารยาทของตนเอง
นางเพียงไม่ทันตั้งตัวและตื่นกลัวในความผิด
บัดนี้การรับไมตรีจากคุณชายแซ่กู้ทำให้นางมีชนักติดหลังไปโดยปริยาย
“เ้าเข้าใจความหมายของบทกวีนั้นรึไม่ซูหลาน?”
“บ่าวเรียนมาเพียงเพื่อรับใช้เ้านายให้อ่านออกเขียนได้ไม่กี่คำ ความหมายลึกซึ้งเช่นนั้นคนเรียนน้อยเยี่ยงบ่าวไม่เข้าใจหรอกเ้าค่ะ”
“เปรียบชีวิตกับสายน้ำที่ไปไม่หวนกลับ บรรยากาศสงบและเยือกเย็นให้ความความรู้สึกทั้งเศร้าและสงบ แต่ใจให้ปล่อยวางและเข้าใจความแปรเปลี่ยนของชีวิต...” กู้หนิงฮวาถอดความหมายด้วยน้ำเสียงราวพึมพำกับสาวรับใช้ขณะลิ้มรสชาดอกไม้หอมหวานบนเรือพายลำน้อย
ดวงตาเรียวสวยทอดมองไปยังบุรุษหนุ่มซึ่งยืนโดดเด่นเป็สง่าบนเวทีเฉพาะกิจกลางแม่น้ำ ราวกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่สาดส่องไปยังร่างสูงนั้นแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
เหตุใดวันนี้เขาจึงดูดีนัก...
ยามที่อ่านตำราหรือสวมบทบาทเป็ศิลปินกลับดูน่าหลงใหลมิได้ซื่อบื้ออย่างเคย
“ไยคุณหนูถึงได้จ้องมองไปยังบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นมิวางตาเ้าคะ?”
เมื่อถูกสาวใช้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งแซวนางจึงได้รู้สึกตัว
“ข้าไม่ได้มอง” หนิงฮวาปฏิเสธพร้อมทำไม่รู้ไม่ชี้
“นานกว่าชั่วเวลาน้ำเดือดอีกเ้าค่ะ”
ผู้เป็นายเลือกไม่ตอบแต่รินชาจากกาดินเผาใส่ถ้วยแล้วยกจิบด้วยท่าทางลอยหน้าลอยตา
“หอชิงไห่หยุนนั่นไม่มีทางที่จะไปแล้วกลับภายในวันก่อนตะวันตกดินได้แน่นอน” ฮูหยินถานร้องบอกบุตรสาวอย่างตระหนกหลังได้ทราบจากปากว่าถูกบุรุษชักชวนให้ไปท่องเที่ยวยังสถานที่ห่างไกล
“เพราะข้าก็จำได้เช่นนั้นจึงควรมาแจ้งให้ท่านแม่ทราบก่อน”
“ดีแล้วหลิงเอ๋อร์” ผู้เป็มารดายกมือลูบศีรษะลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน “บุรุษมักใจร้อนไม่คิดรอบคอบ บู่มบ่ามใจเร็วเกินไปเราซึ่งเป็สตรีล้วนเป็ฝ่ายเสียหายหากไม่มีหลักประกัน”
“เขาเพียงแต่ชวนข้าไปพักผ่อนเท่านั้นเหตุใดท่านแม่จึงกล่าววาจาน่าหวาดหวั่นเช่นนั้น”
“เด็กน้อยเอ๋ย... ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่รโหฐานลับสายตาผู้คนเ้าจินตนาการว่าเขาจะนั่งเล่นเพียงหมากล้อมกันเท่านั้นรึ?”
หญิงสาวก้มหน้าหลบเืฝาดสีชมพูระเรื่อที่พวงแก้มทั้งสองข้าง
“แม้เจตนาของคุณชายสกุลกู้ผู้นั้นจะชัดเจนยิ่งนัก แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่คิดจะปฏิเสธเขา... เมื่อเป็เช่นนั้น...” ประกายตาของหญิงสูงวัยฉายแววแพรวพราวขึ้นมา
“ท่านแม่จะทำอะไรเ้าคะ?”
“เป็โอกาสดีแล้วหลิงเอ๋อร์”
หญิงสาวยังคงมองมารดาด้วยความฉงน
“หากเขาคิดจะเป็ผู้พิชิตพรหมจรรย์เ้าก็ต้องเรียกให้สมค่าน้ำนมที่แม่เลี้ยงดูมาสักหน่อย...”
“...?”
“ให้เขามาสู่ขอเ้ารับเป็ฮูหยินน้อยจวนสกุลกู้ให้ถูกต้อง หากเขาปรารถนาเ้าจริงแล้วล่ะก็... ให้มาในวันชุนเฟินเสียเลย”
เมื่อได้ฟังสิ่งที่มารดาคิดถานเจียวหลิงก็ใจเต้นไม่เป็ส่ำอีกครั้ง หากเป็เช่นนั้นจริงก็คงจะดีไม่น้อย เพราะ่เวลาที่ได้อยู่กับคุณชายกู้ผู้นั้นแม้เพียงไม่กี่ครั้งแต่นางกลับมีความสดชื่นและเบิกบานเต็มหัวใจทุกครั้งเช่นกัน จินตนาการไม่ออกว่าหากได้ครองคู่เป็สามีภรรยาจริง ๆแล้วจะมีความสุขมากมายขนาดไหน
กู้เทียนเฉิงหัวเราะเสียงดังลงลูกคออย่างชอบใจเมื่อได้อ่านจดหมายที่ส่งมาจากเรือนสกุลถาน
“เพียงเพื่อจะได้พิชิตพรหมจรรย์ของนางข้าต้องเสียทรัพย์สินมากมายถึงเพียงนี้ทีเดียว...”
“คุณชายจะไม่สานต่อความสัมพันธ์กับแม่นางถานผู้นั้นแล้วใช่รึไม่ขอรับ?”
“ไม่...”
“บ่าวก็คิดอยู่แล้วว่านางเล่นตัวเกินไปคงไม่ถูกใจคุณชายเป็แน่” หลงจื่อเสริมต่ออย่างรู้ใจเ้านาย
“ไม่ปฏิเสธต่างหาก...”
“หา?!”
“นางอยากได้ข้าเป็สามี ข้าก็จะเป็...”
“คุณชายจะยอมสละชีวิตหนุ่มโสดเ้าสำราญเพราะนางจริงๆ หรือขอรับ?” บ่าวข้างกายทำหน้าตาตื่น
“เ้าดูจะกังวลกว่าข้าเสียอีก”
“บ่าวเพียงแต่คิดว่าการแต่งงานนั้นช่างเป็เื่ใหญ่”
“สตรีแซ่ถานผู้นี้โดดเด่นกว่าใครในหลิวหยาง ทั้งงดงามอ่อนหวานและซุกซนในคราเดียวช่างต้องใจข้านัก ข้าไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือเป็แน่ เป็สามีก็เป็ไปเหตุใดต้องยุติความสำราญเล่า การแต่งงานไม่มีทางตีกรอบและทำลายชีวิตข้าได้แน่นอน”
กล่าวด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าจนประกายตาสีนิลฉายแววเข้มขึ้นแล้วชายหนุ่มก็ลุกออกจากหอนอนพร้อมนำจดหมายฉบับนั้นไปหามารดาที่เรือนรับรองเรือนใหญ่ทันที
[1] พัดเจ๋อซ่าน คือพัดที่พับได้กางได้อย่างจีนและญี่ปุ่นโบราณมักใช้