อีกฟากฝั่งหนึ่งของสมรภูมิที่ห่างไกลจากเสียงกลองศึก... ม้าศึกสีนิลกาฬกำลังควบทะยานฝ่ากอหญ้าสูงท่วมหัว เปลวไฟจากลูกหลงของะเิดิน และซากศพทหารที่นอนเกลื่อนกลาด
มันวิ่งลัดเลาะไปตามสันดินคดเคี้ยวอย่างคล่องแคล่วราวกับมีแผนที่อยู่ในหัว ทั้งที่ความจริงแล้ว ทิศทางในป่าหมอกหนาทึบเช่นนี้ควรจะทำให้แม้แต่พรานป่าผู้ชำนาญทางยังต้องหลงทิศ
แต่เ้าม้าตัวนี้รู้ดี... มันกำลังแบก "หัวใจของกองทัพ" ที่กำลังเต้นริบหรี่ลงทุกขณะ
บนหลังม้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและเื กู้เทียนอี้ ฟุบหน้าลงกับแผงคอสัตว์คู่ใจ สติสัมปชัญญะของแม่ทัพผู้เกรียงไกรเริ่มหล่นหาย มันชัดเจนสลับกับวูบดับไปเป็ระยะ โลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพต้นไม้ที่ผ่านตาไปกลายเป็เส้นสีเขียวดำพร่ามัว
เสียงลมหวีดหวิวข้างหูฟังดูห่างไกลออกไปทุกที ราวกับเขากำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิด
ในความมืดที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น เสียงเสียงหนึ่งแว่วเข้ามาในโสตประสาท เป็เสียงที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาด ไม่ใช่เสียงโเี้ของสนามรบ แต่เป็เสียงนุ่มนวลจากอดีตที่ไกลโพ้น
“...อย่าดื้อสิศิษย์พี่... เ้าาเ็ก็ต้องรักษา”
“รักษาทำไม? ...ถ้าวันหน้าข้าเป็ศัตรูกับเ้าเล่า?”
“ศัตรูก็เป็คน... คนเราต่อให้ใส่เสื้อสีต่างกัน แต่เืข้างในก็สีแดงเหมือนกันมิใช่หรือ?”
คำพูดนั้น... ช่างอ่อนโยนและไร้เดียงสาเกินกว่าจะดำรงอยู่ได้ในโลกแห่งการฆ่าฟัน และยิ่งไม่ควรดังก้องอยู่ในหัวของแม่ทัพใหญ่ที่กำลังจะสิ้นลมเพราะลูกศรเต็มเปี่ยมไปด้วยพิษแห่งา
ฮี้—!
ม้าศึกส่งเสียงร้องต่ำๆ เมื่อมันชะลอฝีเท้าลงที่ชายป่าริมหุบเขา ร่างกายของมันเองก็บอบช้ำจากการาเ็และลุยฝ่าวงล้อมมาไม่น้อย ขาหน้าข้างหนึ่งสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในหมอก จนเสียหลักทรุดฮวบลงกระแทกพื้น
ตุบ!
ร่างหนาหนักของกู้เทียนอี้ถูกเหวี่ยงกลิ้งตกลงจากหลังม้า ไถลไปกับพื้นดินที่เปียกชื้น
“อึก...!” ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่างเหมือนถูกไฟช็อต ลมหายใจติดขัดจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง ปลายลูกศรที่ฝังจมอยู่ในอกซ้ายขยับเขยื้อนตามแรงกระแทก หัวลูกศรเหล็กกล้าบิดควงคว้านเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนภายใน ความเ็ปนั้นสาหัสสากรรจ์จนสายตาของเขาพร่ามัวแทบสิ้นสติ
‘ข้าจะมาตาย... ตรงนี้งั้นรึ?’ กู้เทียนอี้กัดฟันกรอด พยายามรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย ยกมือสั่นเทาขึ้นหมายจะจับด้ามศรเพื่อหักมันทิ้งตามสัญชาตญาณนักรบ แต่ทว่า... เรี่ยวแรงกลับเหือดหายไปจนปลายนิ้วชาหนึบ แม้แต่จะกำมือยังทำไม่ได้
ทันใดนั้น... ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลน เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้น
สวบ... สวบ…
เงาร่างของใครคนหนึ่งค่อยๆ เดินแหวกม่านหมอกเข้ามา ไม่ใช่ทหารเกราะดำแห่งหลงเฉิง... และไม่ใช่ทหารเกราะฟ้าแห่งจินหลิง…
ร่างนั้นสวมชุดผ้าคลุมสีเทาหม่นเก่าคร่ำครึ ปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง เหลือให้เห็นเพียงดวงตาภายใต้เงามืด ในมือข้างซ้ายถือขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาว ส่วนมือขวาถือมีดสั้นโค้งงอรูปร่างประหลาด... มันคือมีดสำหรับ “ถอนศร” โดยเฉพาะ
เสียงของคนผู้นั้นเอ่ยขึ้น แ่เบาแต่กังวานเย็นเยือก ราวกับกลัวว่าเสียงที่ดังกว่านี้จะไปปลุกภูตผีปีศาจในป่าให้ตื่นขึ้น
“สหาย... ท่านอย่าได้ขยับ” เ้าของร่างปริศนาย่อตัวลงนั่งข้างๆ อย่างใจเย็น ปลายมีดจ่อที่าแ “ศรดอกนี้หัวเป็ตะขอเกี่ยว... หากเ้าดึงผิดท่าแม้แต่นิดเดียว... ขั้วหัวใจเ้าจะฉีกจนขาด และเ้าจะต้องตายในทันที”
กู้เทียนอี้ฝืนเบิกตาที่หนักอึ้งขึ้นมอง พยายามเพ่งพินิจใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมนั้น แววตาคู่นั้น... สงบนิ่ง ลึกล้ำ และ... ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ไม่ใช่แววตาของศัตรูที่เขาเพิ่งสบตาด้วยบนกำแพงเมือง... แต่มันก็ไม่ใช่แววตาของคนแปลกหน้าเสียทีเดียว
“ผู้าุโ... เป็ใคร...?” เขาเค้นเสียงแหบพร่าถามออกไป ลมหายใจเริ่มขาดห้วง
เงาปริศนานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มือที่ถือมีดนิ่งสนิทไม่ไหวติง ก่อนจะตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มสั่นสะท้านยิ่งกว่าคมมีด
“ข้าคือคนที่ไม่อยากให้ ‘ดวงดาวแห่งหลงเฉิง’ ต้องดับแสงลง... ก่อนที่จะได้รับรู้ความจริง”
สิ้นคำพูดนั้น ประกายมีดก็วูบวาบขึ้น พร้อมกับความลับบางอย่างที่กำลังจะถูกเปิดเผยใต้เงาไม้ใหญ่แห่งนี้
รัตติกาลมาเยือนเร็วกว่าที่คิด... หรืออาจเป็เพราะเมฆหมอกแห่งความพ่ายแพ้ที่ปกคลุมจิตใจ ทำให้ทหารแห่งกองทัพดาราเหล็กต่างรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ช่างมาเร็ว มืดมิดและยาวนานเหลือเกิน
ทัพหลงเฉิงจำใจถอยร่นไปตั้งค่ายห่างจากกำแพงจินหลิงออกไปหลายสิบลี้ เพื่อหลบเลี่ยงวิถีธนูและการตีโต้กลับ ทว่า ฉีหยาง รองแม่ทัพคู่ใจกลับปฏิเสธที่จะหยุดพักแม้เพียงวินาทีเดียว ข้าวปลานั้นไม่ตกถึงท้อง น้ำไม่แตะปาก แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้แดงก่ำด้วยความเครียดแค้นและความเป็ห่วง
“คนเป็ต้องเห็นตัว... หากตายต้องเห็นศพ!” ฉีหยางคำรามในลำคอ คัดเลือกทหารม้าหน่วยลาดตระเวนฝีมือดีที่สุดยี่สิบกว่านาย จุดคบเพลิงแล้วควบม้าย้อนกลับเข้าไปในแนวป่ามรณะทันที
รอยกีบม้าของ ‘เ้าทมิฬ’ ม้าศึกคู่ใจแม่ทัพกู้ นำพาพวกเขาขึ้นสู่ภูมิประเทศที่สูงชันและวิบากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้เริ่มบางตา แทนที่ด้วยโขดหินแหลมคม
สายลมูเาพัดหวีดหวิวผ่านช่องหินเกิดเสียงดัง ‘ฮู... ฮู...’ ราวกับเสียงคร่ำครวญของภูตผีที่กำลังรอรับิญญาคนตาย กลิ่นคาวเืจางๆ ที่ปะปนมากับกลิ่นดินชื้นและใบไม้เน่าเปื่อย คือเข็มทิศเดียวที่นำทางพวกเขาไป
จนกระทั่ง... แสงคบเพลิงสาดไปกระทบกับวัตถุสีดำขนาดใหญ่ที่นอนแน่นิ่งอยู่ริมขอบเหว
“นั่นม้าท่านแม่ทัพ!!!”
ทหารนายหนึ่งะโชี้มือ ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจของฉีหยางหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ม้าศึกสีนิลกาฬผู้หยิ่งผยอง บัดนี้นอนตะแคงสิ้นใจอยู่ริมหน้าผา ดวงตาของมันเบิกค้างไร้แวว ลำคอบิดหักในองศาที่ผิดธรรมชาติซึ่งอาจเกิดจากการสะดุดล้มอย่างรุนแรง
ที่สีข้างของมัน... มีลูกธนูดอกหนึ่งยังปักคาอยู่ ลึกจนเกือบมิดด้าม เหมือนตราประทับแห่งชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ไม่นะ... โธ่ เ้าทมิฬ...” ฉีหยางกระโจนลงจากม้าของตนจนเกือบจะล้มลุกคลุกคลาน พุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าลงข้างซากอาชาเพื่อนยาก มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะที่แผงคอสีดำขลับที่เคยเป็ประกาย บัดนี้มันเริ่มเย็นชืดและหยาบกระด้าง
“เ้า... เ้าแบกนายข้ามาได้แค่นี้เองรึ...” เสียงของเขาสั่นเครือ “เ้าสัญญากับข้าว่าจะพาเขากลับบ้านไม่ใช่หรือไง!”
“ท่านรองแม่ทัพ!” ทหารหน่วยแกะรอยรีบเข้ามาดูร่องรอยรอบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าฉงน “มีบางอย่างผิดปกติขอรับ... ตรงนี้ไม่มีรอยลาก... ไม่มีศพ... และที่สำคัญ มีแต่กองเืของม้า แต่เืของคน... มีแค่หยดเล็กๆ ไม่กี่หยด แล้วก็หายไปไร้ร่องรอยใดๆอีก”
ฉีหยางเงยหน้าขวับ มองไปรอบทิศ ความหวังริบหรี่เริ่มจุดประกายในอก แต่เมื่อสายตาปะทะกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า ความหวังนั้นก็แทบมอดลง
เบื้องหน้าพวกเขาคือ “หน้าผาักลืน” หน้าผาหินตัดดิ่งชันที่ลึกลงไปจนมองไม่เห็นก้นเหว หมอกหนาทึบและก้อนเมฆลอยต่ำปกคลุมอยู่เบื้องล่าง ราวกับปากของสัตว์ร้ายในตำนานที่อ้ากว้างพร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมหายไปชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็ร่างกาย หรือิญญา
“หากตกลงไปในนั้น...” ทหารคนหนึ่งชะโงกหน้ามองแล้วรีบถอยกลับมาด้วยความหวาดเสียว พึมพำเสียงสั่น “ต่อให้เป็เทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศ... ก็คงไม่มีทางรอด ร่างคงแหลกเหลวไปกับสายน้ำเชี่ยวข้างล่างแน่”
ปึก!
ฉีหยางกำหมัดทุบลงบนพื้นดินแข็งจนเืซิบ เล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อเรียกสติไม่ให้เตลิดเปิดเปิง ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย
‘ถ้าแม่ทัพตกลงไปจริง... ทำไมไม่มีรอยไถล? ถ้าแม่ทัพถูกจับตัวไป... ทำไมไม่มีรอยเท้าคนอื่น? มีแต่เพียงท่านแม่ทัพจะ... เหาะขึ้นฟ้าไปแล้วถึงจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้’
เขาสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ขาจะยังสั่น แต่แววตากลับแข็งกร้าวขึ้น
“ฟังข้า!” เขาประกาศก้องแข่งกับเสียงลม “หากศพท่านแม่ทัพนอนอยู่ตรงนี้... ข้าจะยอมร้องไห้ให้เต็มเสียง ยอมรับว่าเราแพ้ แต่ตราบใดที่ข้ายังไม่เห็นศพ... ข้าจะไม่ยอมเชื่อเด็ดขาดว่าเขาตาย!”
เขาหันไปสั่งการเสียงต่ำแต่หนักแน่น ดุจคำสั่งสุดท้ายที่ห้ามใครขัดขืน “กระจายกำลังค้นรอบหน้าผา! รื้อดูทุกพุ่มไม้ ดูรอยหักกิ่งไม้ หาดูแม้แต่เศษผ้าที่อาจเกี่ยวติดอยู่ตามซอกหินหรือปลายไม้ คนเป็ต้องเห็นคน คนตายต้องเห็นศพ! หากไม่เจออะไรเลย... แปลว่าเขายังมีชีวิตอยู่!”
“รับทราบ!!!”
ค่ำคืนนั้น... ไม่มีทหารหลงเฉิงคนใดข่มตานอนหลับได้ลง แม้กองไฟในค่ายพักชั่วคราวจะลุกโชนให้ความอบอุ่น แต่ความหนาวเหน็บกลับกัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ไม่ใช่เพราะอากาศบนูเา... แต่เพราะคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของทุกคน ั้แ่พลทหารเลวยันนายกอง
แม่ทัพใหญ่ กู้เทียนอี้... ผู้เป็ดั่งเทพา... ตายแล้วจริงหรือ?
และหากเขาตายจริง... พรุ่งนี้เช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้น กองทัพดาราเหล็กจะเหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้อีก?