ซวงเหมยอ่านราคาข้างกล่องแล้วกล่าวว่า “2000 ตำลึง”
“ข้าเปิดกล่องนะเ้าคะ” จือิไขกุญแจและเปิดกล่องจนเห็นว่าเป็ตราหยก
“ตราหยกอะไรน่ะ” ซวงเหมยสงสัย
“มีตัวอักษรด้วยเ้าค่ะ สลักว่า พรรคหมื่นบุปผา” จือิหยิบขึ้นมาดูแล้วอ่านให้ฟัง
“เป็พรรคจอมยุทธ์สาวที่โด่งดังเมื่อ 5 ปีที่แล้วนี่เอง แต่ตอนนี้พรรคถูกยุบไปแล้วนี่ ตราหยกนี้ยังจะมีค่าอีกอย่างนั้นหรือ” ซวงเหมยกลัวขายไม่ได้
“ข้านำไปวางตรงจุดแสดงสินค้านะเ้าคะ” จือิอาสา
“ช้าก่อน! เ้าควรเก็บไว้ในกล่องและใส่กุญแจดังเดิม” ซวงเหมยรีบห้าม
“ทำไมล่ะเ้าคะ” จือิสงสัย
“คนที่้าตราหยก น่าจะเป็จอมยุทธ์หญิงที่้าเป็ประมุขพรรคหมื่นบุปผา พวกนางต่างมีวรยุทธ์สูง หากนางจู่โจมและฉกตราหยกไป พวกเราก็จะสูญของเก่าหมายเลข 4 ไป นั่นเท่ากับว่าพวกเราก็จะไม่ได้ค่าสินค้า และท่านป้าก็คงให้พวกเราชดใช้ค่าสินค้าแทน หรือไม่ก็ต้องออกตามหาตราหยกคืนเป็แน่” ซวงเหมยคาดการณ์
“จริงด้วยเ้าค่ะ ข้าได้ยินมาว่าพวกนางต่างมีวรยุทธ์สูง การที่จะไป่ชิงตราหยกกลับคืนมา มันคงลำบากน่าดู” จือิคิดว่าตนคงชิงกลับมาไม่ได้
“ข้าจะเขียนข้อความว่า ‘ขายตราหยกพรรคหมื่นบุปผา’ แปะประกาศไว้ที่หน้าร้านก็แล้วกัน” ซวงเหมยกล่าวแผน
และแล้วผ่านไปสองวันก็ไม่เห็นว่าจะมีวี่แววคนที่้าตราหยกพรรคหมื่นบุปผาเลยสักคน จนกระทั่งจือิได้ยินเสียงเอะอะโวยวายอยู่หน้าร้าน และพอเดินไปดูก็เห็นหญิงสาว 5 คนกำลังยืนถกเถียงกันอยู่
“ข้าต่างหากที่เหมาะที่จะเป็ประมุขพรรค” หญิงสาวคนที่หนึ่งกล่าว
“แต่ข้าเป็ศิษย์พี่ใหญ่ ตำแหน่งนี้ควรจะเป็ของข้าสิ” คนที่สองแย้ง
“ข้ามีวรยุทธ์สูงที่สุดในพรรค ตำแหน่งต้องเป็ของข้าต่างหาก” คนที่สามไม่ยอม
“พวกเราควรหาพินัยกรรมว่าอดีตท่านประมุขได้ยกตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้ใครต่างหาก” คนที่สี่เชื่อฟังท่านประมุขคนเก่า
“ไม่! พวกเราควรใช้วิธีลงมติว่าจะเลือกใครให้เป็ประมุข เพื่อความยุติธรรม” คนที่ห้าไม่อยากเสียเวลาตามหาพินัยกรรมที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่า
“อีกหน่อยลูกพรรคจะมาถึงที่นี่แล้ว รอทุกคนช่วยกันตัดสินใจดีกว่า” หญิงสาวคนที่หนึ่งกล่าวสรุป
“เอ่อ แม่นางจะมาซื้อตราหยกหรือเ้าคะ” จือิเดินเข้าไปขัดจังหวะ
“ทำไมต้องซื้อ ตราหยกเป็ของพรรคหมื่นบุปผาอยู่แล้ว” หญิงสาวคนที่สองแสดงความเป็เ้าของ
“แต่ในเมื่อตราหยกอยู่ในร้านข้าแล้ว มันก็จะกลายเป็สินค้าในร้านข้า ถ้าพวกท่านอยากได้ ก็นำอัฐ 2000 ตำลึงมาซื้อสิเ้าคะ” จือิกล่าว
“พวกเราไม่มีหรอก” หญิงสาวคนที่สามกล่าว
“งั้นพวกเราก็ไม่ขายเ้าค่ะ” จือิไม่ยอมอ่อนข้อ
“เ้าไม่มีสิทธิ์ขายตราหยกพรรคพวกเรานะ” หญิงสาวคนที่สี่กล่าวอย่างเอาเื่
“เสียใจด้วยเ้าค่ะ ข้ามีหน้าที่ขายสินค้า” จือิจำเป็ต้องใจแข็ง เพราะนางจะต้องทำงานชดใช้หนี้สินให้ท่านป้าเหวยลู่
“งั้นก็คงต้องใช้กำลังเสียแล้วสิ ลูกพรรคมีทั้งหมด 20 คน คงถล่มร้านเ้าได้อย่างง่ายดาย” หญิงสาวคนที่ห้าคิดว่าตนมีพรรคพวกมากกว่า
“เห็นทีข้าคงต้องแจ้งทางการเสียแล้วสิเ้าคะ” จือิไม่กลัว
“เ้ากล้าอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวคนที่สี่ตวาด
“เรียนแม่นางทั้งหลาย พวกท่านต่างเป็ชาวยุทธ์ที่เคยมีชื่อเสียง พวกท่านอยากให้ชื่อเสียงถูกทำลายอย่างนั้นหรือ พวกท่านอยากให้จอมยุทธ์พรรคอื่นดูถูกดูแคลนพวกท่านอย่างนั้นหรือเ้าคะ” ซวงเหมยออกมาช่วยพูด
“พวกข้าไม่มีอัฐ 2000 ตำลึงหรอกนะ” หญิงสาวคนที่หนึ่งกล่าว
“ไหนๆ พวกท่านก็ยังเลือกไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็ประมุขพรรค เหตุใดถึงไม่จัดการประลอง และให้ผู้สนใจจ่ายค่าเข้าชมล่ะเ้าคะ” ซวงเหมยเสนอความคิด
“เื่อะไรที่พวกเราจะต้องมาประลองกันให้คนนอกพรรคเห็นด้วยล่ะ” หญิงสาวคนที่สามไม่เข้าใจ
“คนนอกที่ท่านว่า พวกเขาจะได้เป็สักขีพยานให้พวกท่านได้ว่าประมุขพรรคหมื่นบุปผามีความเหมาะสมจริงๆ ไงล่ะเ้าคะ” ซวงเหมยกล่าว
“ก็ดีเหมือนกัน! พวกเราจะได้ไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็หัวขโมยฉกชิงตราหยก การเลือกประมุขพรรคก็เป็การเลือกอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ทุกคนในพรรคและชาวยุทธ์คนอื่นๆ จะได้ยอมรับในตัวประมุขอย่างแท้จริงด้วย” คนที่สองเห็นด้วย
“งั้นดำเนินการตามนี้ก็แล้วกัน” หญิงสาวคนที่สี่กล่าว
“เพื่อให้ชาวยุทธ์ยอมรับ พวกเราควรเรียนเชิญประมุขพรรคอื่นให้มาเป็สักขีพยานด้วยนะ” หญิงสาวคนที่หนึ่งเสนอ
“งั้นพวกเราแยกย้ายกันส่งเทียบเชิญประมุขพรรคอื่นๆ ก่อนก็แล้วกัน” หญิงสาวคนที่ห้ากล่าว
“พวกเราไปกันเถอะ” หญิงสาวทั้งห้าคนตกลงกันด้วยดี
และแล้วกลุ่มจอมยุทธ์หญิงก็ค่อยๆ สลายหายไปเพื่อแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจส่งเทียบเชิญ
“ร้านพวกเรากลับมาสงบดังเดิมแล้ว” ซวงเหมยรู้สึกโล่งอก
“ทำไมการเลือกประมุขพรรคที่สลายไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วถึงจัดอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ล่ะเ้าคะ” จือิคิดว่านี่ก็เป็เพียงพรรคหนึ่งในยุทธจักรเท่านั้น
“และทำไมจอมยุทธ์หญิงเ่าั้ถึงอยากได้ตำแหน่งประมุขกันนัก” ซวงเหมยไม่เข้าใจ
“ได้ข่าวว่าจะมีศึกชิงจ้าวยุทธภพ ผู้ที่เข้าร่วมหรือไปชมการประลองได้จะต้องมีพรรคสังกัดแน่นอนเ้าค่ะ พวกนางคงอยากมีพรรคสังกัด แต่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็ประมุขพรรคดี” จือิอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง” ซวงเหมยพยักหน้าอย่างเข้าใจ
********************************************
สองวันต่อมา
จอมยุทธ์ชายผู้สง่างามก็เดินเข้ามาในร้านขายของเก่าด้วยท่าทางองอาจ
“ยินดีต้อนรับเ้าค่ะ สนใจสินค้าตัวไหนหรือเ้าคะ” ซวงเหมยกล่าวต้อนรับลูกค้า
“ข้าเป็องครักษ์ในวังหลวง ฝ่าาทรงมีรับสั่งให้ข้ามาเป็สักขีพยานการประลองเลือกประมุขพรรคหมื่นบุปผาด้วย ข้าเลยจะเข้ามาสอบถามว่าพวกเขาจัดการประลองกันที่ไหนงั้นหรือ” องครักษ์นายหนึ่งสอบถาม
“ทำไมฝ่าาถึงทรง เอ่อ…..” ซวงเหมยคิดว่าการประลองไม่น่าจะเกี่ยวกับคนในวัง
“พระองค์ทรงสนพระทัยความเป็ไปในยุทธภพด้วยน่ะ” องครักษ์อธิบาย
“เขาประลองกันที่หลังวัดซือต้าเ้าค่ะ” ซวงเหมยยอมบอก
“ขอบใจมาก ข้าไปล่ะ” องครักษ์กล่าว
“งานประลองเริ่มแล้วเ้าค่ะ” จือิวิ่งเข้ามารายงานเ้านายอย่างตื่นเต้น
“หวนเจิน! เ้ายังไม่ตายอย่างนั้นหรือ” องครักษ์แปลกหน้ารีบเดินเข้าไปหาจือิอย่างสนิทสนม
“ใครคือหวนเจินเ้าคะ” จือิงง ถึงกระนั้นนางก็รีบเดินถอยหลังหนีเพราะไม่รู้จักชายตรงหน้า
“เ้าจำไม่ได้งั้นหรือ ข้ากู่เหวินไงล่ะ ข้าคือสามีของเ้า” องครักษ์แนะนำตัวเอง
“อะไรนะเ้าคะ! ท่านจำผิดแล้ว ข้าชื่อจือิ ไม่ใช่หวนเจินหรือฮูหยินของท่านหรอกเ้าค่ะ” จือิรีบปฏิเสธ
“เอ่อ นางคือจือิ ไม่ใช่หวนเจินจริงๆ เ้าค่ะ” ซวงเหมยช่วยพูด
“คงเป็คนหน้าเหมือน งั้นข้าไปงานประลองก่อนก็แล้วกัน” กู่เหวินเริ่มไม่แน่ใจ
พอทหารองครักษ์ในวังหลวงเดินจากไป ซวงเหมยก็เลยรีบถาม “เ้าพอที่จะจำเขาได้หรือเปล่า”
จือิส่ายหน้า
“งั้นพวกเราปิดร้านกันเถอะ” ซวงเหมยเข้าใจความรู้สึกของจือิเพราะนางเองก็จดจำอดีตไม่ได้เช่นกัน
“หวนเจิน! เ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย” ชายอีกคนเดินเข้ามาทักจือิอีกแล้ว
“ท่านเป็ใครเ้าคะ” จือิทำหน้างงเช่นเคย
“ข้าคือประมุขพรรคกงซานนามว่าเสิ่นตั้ว และเป็สามีของเ้าไงล่ะ หวนเจิน” เสิ่นตั้วกล่าวอ้าง
“เอ่อ ข้าไม่ใช่หวนเจินเ้าค่ะ ข้าชื่อจือิ” จือิรีบปฏิเสธ
“ต้องขอโทษด้วยเ้าค่ะ นางคือสาวใช้ร้านข้า นางไม่ใช่ฮูหยินของท่านหรอก” ซวงเหมยช่วยพูด
“ข้าคงจำคนผิด ข้าไปงานประลองก่อนก็แล้วกัน” ประมุขเสิ่นตั้วกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“เ้าค่ะ” ซวงเหมยกล่าว
“ท่านประมุขดูหล่อเหลากว่าองครักษ์คนนั้นตั้งเยอะ ถ้าข้าคือหวนเจินจริงๆ ข้าคงเลือกท่านประมุขนะเ้าคะ” จือิให้ความเห็น
“ข้าว่าไม่หรอก เสิ่นตั้วนั้นดูลึกลับและดูมีเล่ห์เหลี่ยม ถ้าเ้าคือหวนเจินจริง เ้าคงไม่เลือกเขาหรอก” ซวงเหมยคิดในใจว่า “ท่านประมุขคนนี้มีกลิ่นเหมือนชายชุดดำคนที่ฆ่าเซียงเซียงปิดปาก หรือว่าท่านประมุขที่ว่าจะเป็เขา”
“ข้าปิดร้านเรียบร้อยแล้ว พวกเรารีบไปเข้าร่วมงานประลองกันเถอะเ้าค่ะ” จือิอยากเห็นการประลอง
“เ้าไปงานประลองก่อนเถิด ข้าจะไปทำธุระสักหน่อย” ซวงเหมยอยากไปพบท่านเหลียงกัง
“ก็ได้เ้าค่ะ ระวังตัวด้วยนะเ้าคะ” จือิก็เลยรีบเดินออกไปจากร้านและมุ่งหน้าไปที่หลังวัดซือต้าทันที
********************************************
จือิจึงเดินทางไปที่วัดซือต้าเพียงลำพัง แต่ทว่านางเดินไปตามเส้นทาง อยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งฉุดนางเข้าไปในป่า
จือิไม่ทันตั้งตัว จึงเดินไปตามแรงฉุดนั้น พอตั้งตัวได้นางก็เลยรีบจู่โจมคนร้ายที่กล้าลอบเข้ามาฉุดนางกลางวันแสกๆ
หนุ่มสาวปะมือกัน จนกระทั่งฝ่ายชายที่มีพลังยุทธ์เหนือกว่าสามารถจับล็อคตัวหญิงสาวและจุมพิตนางเสียดื้อๆ
จือิพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สักพักก็เคลิบเคลิ้ม ผ่านไปนานพอสมควร นางก็ตั้งสติได้ แล้วรีบผลักฝ่ายชายออกพร้อมกับตบหน้าชายแปลกหน้าอย่างแรง
“ข้าไม่ใช่หวนเจิน อย่าทำแบบนี้กับข้า” จือิกล่าวอย่างโมโห
“เ้าจำอดีตได้แล้วงั้นหรือ หวนเจิน” ชายแปลกหน้ารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
“เปล่า! วันนี้มีคนทักข้าว่าเป็หวนเจินมาสองคนแล้ว แถมมาบอกว่าข้าคือฮูหยินของพวกเขาอีกต่างหาก” จือิบ่น
“เ้าคือฮูหยินของข้าต่างหาก” ชายแปลกหน้ากล่าวอ้างเช่นกัน
“อีกแล้วงั้นหรือ แต่ข้าขอบอกเลยว่าข้าคือจือิ ไม่ใช่หวนเจิน” จือิรีบปฏิเสธ
“ในเมื่อตอนนี้ เ้ายังคงจำอดีตไม่ได้ ก็ไม่เป็ไร จงจำไว้ว่าเ้าคือฮูหยินของซานชุยคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นต่างแอบอ้างทั้งสิ้น พวกเขารู้ว่าเ้ามีความจำเสื่อมก็เลยจะหลอกลวงเ้า” ซานชุยกล่าว
“ข้าจะเชื่อเ้าได้อย่างไร เ้าเองก็อาจหลอกลวงข้าเช่นกัน” จือิคิดว่าเชื่อใครไม่ได้ทั้งนั้น
“ไม่เชื่อข้าก็ไม่เป็ไร แต่ที่สำคัญที่สุด เ้าห้ามเชื่อชายสองคนนั้นเด็ดขาด” ซานชุยกำชับ
“เขาเป็ตั้งองครักษ์และประมุขพรรคกงซานเชียวนะ เขาจะเสียเวลามาหลอกลวงข้าทำไมกัน” จือิไม่เข้าใจ
“รอเ้าฟื้นความทรงจำเสียก่อน เ้าค่อยตัดสิน อย่าเผลอหลวมตัวไปอยู่กับใครทั้งๆ ที่ยังจำใครไม่ได้เด็ดขาด” ซานชุยกล่าวกำชับอีก
“ข้าจะไปงานประลองแล้ว” จือิรีบตัดบท
“รับปากข้าก่อนว่าจะไม่ให้ใครแตะต้องตัวเ้านอกจากข้า” ซานชุยหวงหญิงสาวมาก
“ข้าไม่ให้ใครแตะต้องตัวข้าทั้งนั้นแหละ รวมถึงตัวเ้าด้วย” จือิกล่าวเสียงแข็ง
“ก็ได้! ต่อไปข้าจะระวังตัว ข้าจะไม่เผลอตัวอีก ข้าไปก่อนนะหวนเจิน เอ้ยไม่ใช่ จือิ” ซานชุยกล่าวยิ้มๆ
จือิมองดูจอมยุทธ์หนุ่มพเนจระโหนีหายไป นางคิดในใจว่า “ข้าคือหวนเจินจริงๆ งั้นหรือ สรุปคือข้าเป็ฮูหยินของใครกันแน่ นี่ข้าหลายใจขนาดนั้นเชียวหรือ”
********************************************
ณ ร้านขายอัญมณี สาขาเมืองหนานโจว
“มีธุระอะไรงั้นหรือ” เหลียงกังกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้แสดงท่าทางเ้าชู้ใส่ซวงเหมยเหมือนที่เคยทำเป็ประจำ
“ท่านรู้จักประมุขพรรคกงซานหรือเปล่าเ้าคะ” ซวงเหมยรีบเข้าเื่
“เขาเป็ท่านประมุขที่มีคุณธรรม ใครๆ ต่างก็ยกย่องเขา เ้าถามทำไม” เหลียงกังกล่าวอย่างเ็า
“เขาเคยมีประวัติไม่ดีมาก่อนหรือเปล่าเ้าคะ” ซวงเหมยอยากรู้
“ไม่นี่! เ้าถามทำไมงั้นหรือ หรือว่าเ้าชอบเขา” เหลียงกังกล่าวเสียงแข็ง
“เปล่า! เขาแอบอ้างว่าเป็สามีของสาวใช้ข้า” ซวงเหมยอธิบาย
“เขาเป็คนน่าเชื่อถือ แสดงว่าสาวใช้ของเ้าอาจเป็ฮูหยินของเขาจริงๆ” เหลียงกังเชื่อถือคำพูดของท่านประมุขพรรคกงซาน
“ถ้าข้าบอกว่าเขามีกลิ่นเหมือนชายชุดดำที่ฆ่าเซียงเซียงปิดปากล่ะเ้าคะ” ซวงเหมยยอมเผย
“ไม่มีทาง! จอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงขจรไกลถึงขนาดที่ทุกคนยอมรับ คงไม่ทำเื่ผิดศีลธรรมแบบนั้นหรอก” เหลียงกังไม่เชื่อ
“เอาเถอะเ้าค่ะ ข้าจะไปงานประลองแล้ว” ซวงเหมยผิดหวังที่ฝ่ายชายไม่ยอมเชื่อนาง
“ทำไมเ้าถึงถอดสร้อยที่ข้าให้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้” เหลียงกังยอมพูดเื่ที่เขาไม่พอใจในตัวนาง
“ที่แท้ท่านก็โกรธข้าเื่นี้ ตอนนั้นข้าแค่้าอยากเอาตัวรอด ก็เลยจำเป็ต้องถอดสร้อยที่เซียงเซียงหมายปองทิ้ง เพื่อล่อให้นางไปเก็บสร้อยเส้นนั้น ข้าและเหรินซวงจะได้ถือโอกาสหลบหนี่นี้เ้าค่ะ” ซวงเหมยอธิบาย
เหลียงกังอารมณ์เย็นลง เขาหยิบสร้อยมรกต แล้วเดินไปสวมให้หญิงสาวอย่างเอาแต่ใจและกล่าวว่า “อย่าถอดสร้อยทิ้งอีก หรือว่าเ้าอยากให้ข้าไปหาเ้าที่ร้านทุกวัน”
“ไม่ต้องเ้าค่ะ ข้าสวมตลอดก็ได้” ซวงเหมยไม่อยากมีปากเสียงกับท่านป้าเื่มีผู้ชายเข้าร้านทุกวัน
“เ้าไปงานประลองก่อนเถิด ขอข้าทำบัญชีให้เสร็จก่อน ข้าค่อยตามไปที่งานประลองทีหลัง” เหลียงกังกล่าวแผน
“เ้าค่ะ” ซวงเหมยคิดในใจว่า “ข้าตั้งใจจะมาสอบถามเขาเื่ประมุขพรรคกงซาน แต่กลับต้องมาสวมสร้อยของเขาอีกแล้ว ข้านี่หาเื่จริงๆ”
********************************************
ทั้งเหล่าจอมยุทธ์ คนในวัง และชาวบ้านต่างเสียค่าผ่านประตูเพื่อเข้าไปชมการประลองชิงตำแหน่งประมุขพรรคหมื่นบุปผา พอจอมยุทธ์เก็บค่าผ่านประตูจนครบ 2000 ตำลึง นางก็เลยเดินไปหาซวงเหมยและจือิที่ยืนรออยู่หลังเวทีประลอง
“นี่ไงห่ออัฐ 2000 ตำลึง” จอมยุทธ์หญิงคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับยื่นถุงห่ออัฐให้
“นี่เ้าค่ะ ตราหยกพรรคหมื่นบุปผา” ซวงเหมยจึงยื่นห่อตราหยกให้เป็การแลกเปลี่ยน
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าไปเตรียมตัวประลองก่อนก็แล้วกัน” จอมยุทธ์หญิงขอตัว
“งั้นพวกเรากลับร้านขายของเก่ากันเถอะ” ซวงเหมยชวนสาวใช้
“ท่านจองที่นั่งให้ข้าก่อนจะได้หรือเปล่าเ้าคะ ข้าจะนำอัฐไปเก็บที่ร้านก่อน แล้วข้าจะกลับมาดูการประลองเ้าค่ะ” จือิมีหน้าที่คุ้มกันไม่ให้ใครฉกชิงอัฐไป
“ดูทำไมกัน” ซวงเหมยไม่เข้าใจเพราะมันไม่เกี่ยวกับพวกนาง
“ข้าอยากดูนี่เ้าคะ” จือิอยากเห็นจริงๆ
“ก็ได้! แต่ข้าขอเตือนเ้าอีกครั้ง ตราบใดที่เ้ายังคงจดจำอดีตไม่ได้ เ้าห้ามหลงเชื่อคำพูดใครเด็ดขาด แม้พวกเขาจะมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหนก็ตาม” ซวงเหมยเตือน
“เ้าค่ะ ข้าจะเชื่อท่าน” จือิยอมรับฟัง เพราะเ้านายพูดเหมือนซานชุยไม่มีผิด
“ข้าจะรีบไปจองที่นั่งเดี๋ยวนี้ เ้ารีบไปรีบมาเถิด” ซวงเหมยกล่าว
********************************************
ณ ลานประลอง
จอมยุทธ์สาวคนหนึ่งถือทวน อีกคนถืออาวุธเป็ดาบคู่ พวกนางกำลังตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ แต่ทว่าอยู่ดีๆ จอมยุทธ์สาวที่ดูแลตราหยกก็วิ่งมาบอกทุกคน
“แย่แล้ว! แย่แล้วเ้าค่ะ ตราหยกถูกคนร้ายชุดดำ่ชิงไปแล้วเ้าค่ะ”
“อะไรนะ!”