อันเถี่ยสือชี้หน้าข่มขู่"เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าข้าฝีมือเป็นอย่างไร!แค่ครึ่งปีในลานประลองแห่งนี้ ข้าก็สร้างชื่อขึ้นมาได้แล้วหากเจ้ากล้าทำร้ายน้องสาวข้าแม้แต่น้อย เตรียมตัวรับหมัดเหล็กของข้าได้เลย!"
จางเจิ้นอันเพียงยิ้มรับเขาไหนเลยจะกล้ารังแกนางได้ลงคอ
อันซิ่วเอ๋อร์ซบหน้ากับอกของจางเจิ้นอันแอบปาดน้ำตาจนแห้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามพี่ชาย "พี่ใหญ่ท่านยังจะเอาดีทางเป็นนักสู้อะไรนี่อีกนานแค่ไหนหรือ"
"แน่นอนสิ! ข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดีเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง"
อันเถี่ยสือถอยห่างไปสองก้าว"เอาล่ะ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเจ้ารีบกลับกันเถอะ เรื่องนี้อย่าลืมเก็บเป็นความลับให้ข้าด้วยล่ะ ไม่แน่หรอกนะ เป็นนักสู้อยู่สักสองสามปีข้าอาจจะออกไปสมัครเป็นทหาร แล้วได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ก็ได้ ใครจะไปรู้"
"พี่ใหญ่นี่ เชื่อคำคนง่ายจริงๆการสมัครทหารแล้วได้เป็นแม่ทัพมันง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ" อันซิ่วเอ๋อร์ค้อนให้เขา "เวลาฝึกซ้อมก็หัดใช้สมองคิดบ้างสิ พอถึงเวลาขึ้นประลองจริงอย่าเอาแต่ร้องโหวกเหวกพุ่งเข้าไปทื่อๆ ไม่อย่างนั้น ท่านคิดว่าชื่อมีคำว่า‘เถี่ย’ แล้วจะเป็นมนุษย์เหล็ก ทนทายาดจริงๆหรืออย่างไร"
"เอาน่าๆ พี่รู้แล้วน่า"อันเถี่ยสือรู้ดีว่าน้องสาวเป็นห่วง หลักการพวกนี้น่ะเขาก็เข้าใจแต่หลายสิ่งหลายอย่างไหนเลยจะเป็นไปดังใจคิดได้ เขาได้แต่ยิ้มขื่นในใจ
"เจ้าไม่รู้หรอก พวกเรานักสู้น่ะมีแต่ตอนขึ้นเวทีเท่านั้นถึงจะได้เงิน ผู้ชนะไม่เพียงได้เกียรติยศชื่อเสียงแต่ยังหมายถึงเงินทองที่จะตามมาอีกด้วย"
"แล้วผู้แพ้เล่า ก็เท่ากับสู้เปล่าเจ็บตัวเปล่าน่ะสิ"
แม้ในใจอันซิ่วเอ๋อร์จะพอเข้าใจความจำเป็นของพี่ชายแต่ก็อดแย้งขึ้นมาไม่ได้ ความจริงแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็เป็นเช่นนี้แม้แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ ผู้คนก็ยังมองถึงผลประโยชน์นับประสาอะไรกับสถานที่อย่างลานประลอง ที่นี่ไม่เลี้ยงคนไร้ค่าหากเจ้าไม่สามารถสร้างกำไรให้พวกเขาได้ ก็มีแต่จะถูกทอดทิ้งเท่านั้น
"มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น ถึงจะไม่มีใครโค่นล้มได้" จางเจิ้นอันเอ่ยเสริมอยู่ข้างๆแต่ก็เห็นได้ชัดว่า อันเถี่ยสือยังห่างไกลจากจุดนั้นนัก
"น่าๆ เจ้าวางใจเถอะ ฝีมือระดับพี่คนที่มาสู้ด้วยก็พอๆ กันนั่นแหละรอบที่พี่สู้ล้วนเป็นการประลองที่อัตราต่อรองไม่สูงไม่ได้เสี่ยงอันตรายอะไรนักหรอก ทุกคนต่างก็รักตัวกลัวตายกันทั้งนั้นพวกเราไม่ใช่ยอดฝีมือที่ตระกูลใหญ่ๆ ชุบเลี้ยงไว้ ปกติไม่สู้กันถึงตายหรอกน่า"
อันเถี่ยสือพยายามปลอบอันซิ่วเอ๋อร์"อย่างไรเสีย ตอนนี้พี่ก็ยังชนะมากกว่าแพ้ไม่ถึงกับทำให้ลานประลองขับไล่ แถมยังพอหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง"
พูดพลางเขาก็ล้วงถุงผ้าเล็กๆใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ "นี่เงินที่พี่เพิ่งหามาได้เจ้าเอาไปให้ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านนะ"
"ท่านเก็บไว้เถอะเจ้าค่ะตอนนี้ผักในสวนก็โตงามดี ที่บ้านไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น อีกอย่าง ยังมีข้าอยู่ทั้งคน"อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ยอมยื่นมือไปรับ มีบางคำที่นางไม่ได้พูดออกมาอันที่จริงนางกลัวว่าหากรับเงินนี้ไป แล้ววันใดอันเถี่ยสือเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะไม่มีเงินพอซื้อยาให้เขา
แต่ไหนเลยอันเถี่ยสือจะยอมให้น้องสาวที่แต่งออกไปแล้วต้องมารับผิดชอบเรื่องทางบ้านได้เขายืนกรานจะยัดเงินใส่มือให้ อันซิ่วเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
"เอาเถอะน่า พี่ใหญ่หากข้ารับเงินท่านไป พอกลับถึงบ้านท่านพ่อท่านแม่ถาม ข้าก็ต้องพลอยโกหกไปด้วยท่านก็รู้ว่าข้าพูดปดไม่เก่ง พอท่านพ่อท่านแม่ซักเข้า เรื่องก็แตกพอดี"
เห็นอันเถี่ยสือลังเลนางจึงถอยหลังไปสองก้าว กล่าวว่า "เอาล่ะเจ้าค่ะฟ้ามืดแล้ว พวกเรากลับก่อนนะ พี่ใหญ่อยู่ข้างนอกคนเดียว อย่าหักโหมเกินไปมีเรื่องอะไรต้องบอกทางบ้าน หากทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ ก็กลับมาเสียคนอื่นจะมองอย่างไรก็ช่าง ถึงท่านพ่อท่านแม่จะอยากให้ท่านมีอนาคตที่ดีแต่ไม่ว่าอย่างไร สุขภาพและความสุขของท่านคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเรารู้หรือไม่"
"พี่เข้าใจ เจ้าวางใจเถอะ"อันเถี่ยสือพยักหน้า ฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย
อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ้มบางๆลักยิ้มข้างแก้มบุ๋มลงน้อยๆ แต่ในใจนางเป็นห่วงเขาเพียงใด เขาไหนเลยจะล่วงรู้ได้
ตอนที่หันหลังจะเดินจากไปอันซิ่วเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปสวมกอดอันเถี่ยสืออีกครั้งอันเถี่ยสือลูบศีรษะนางเบาๆ แล้วรีบคลายอ้อมกอดออก
เขารู้ดีว่าน้องสาวคนนี้ที่เขาทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็กบัดนี้ได้แต่งงานเป็นภรรยาของผู้อื่นแล้ว ระหว่างเขากับนางบัดนี้มีจางเจิ้นอันคั่นอยู่และยังมีเรื่องความไม่เหมาะสมระหว่างชายหญิงเข้ามาเกี่ยวข้องอันที่จริงเขายังอยากกอดนางไว้อีกสักครู่ แต่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร
"เอาล่ะ เจ้าตัวเล็ก ฟ้ามืดมากแล้วพวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ" แม้ใจจะอาลัยแต่อันเถี่ยสือก็จำต้องเอ่ยปากไล่
"เช่นนั้นพวกเราไปก่อนนะเจ้าคะ"จางเจิ้นอันเดินเข้ามาจูงมืออันซิ่วเอ๋อร์
อันเถี่ยสือหันไปทางจางเจิ้นอัน"เจ้าหนุ่ม ดูแลน้องสาวข้าให้ดีๆ หากเจ้ากล้าทำไม่ดีกับนางหมัดของข้าไม่ใช่ของเล่นนะ"
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาพูดประโยคนี้ลูกสาวแต่งออกไปเหมือนน้ำที่สาดทิ้ง นับประสาอะไรกับน้องสาวเล่าความจริงแล้วเขาทำอะไรจางเจิ้นอันไม่ได้เลยได้แต่ทิ้งคำขู่ที่แทบไม่มีความหมายไว้สองประโยค สำหรับจางเจิ้นอันแล้วนี่ไม่มีพลังคุกคามใดๆ เลย แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
"ท่านวางใจได้!"
อันเถี่ยสือกลัวว่าหากตนยังยืนอยู่ตรงนี้อันซิ่วเอ๋อร์คงไม่ยอมไปง่ายๆ จึงหันหลังเดินกลับเข้าไปข้างในเสียก่อนอันซิ่วเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของพี่ชายจนลับสายตาไปแล้วจึงเดินออกจากลานประลองไปพร้อมกับจางเจิ้นอัน ฟ้ามืดแล้วทั้งสองจึงไม่ได้เดินเตร็ดเตร่ต่อ แต่เดินตามเส้นทางเดิมกลับไปยังริมแม่น้ำทันที
ยามใกล้ค่ำ ที่ท่าเรือมีผู้คนเดินขวักไขว่เรือในแม่น้ำก็สัญจรไปมาไม่ขาดสาย ทั้งสองลงเรือ ก็พบว่าผ้าที่ซื้อจากร้านนั้นเสี่ยวเอ้อร์ได้นำมาส่งให้เรียบร้อยแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์นับจำนวนดู ไม่ขาดตกบกพร่องจางเจิ้นอันเห็นดังนั้น จึงวางสัมภาระในมือลง แล้วเริ่มถ่อเรือออกไป
ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ฟ้าก็ยิ่งมืดลงแสงสุดท้ายของวันอาบไล้ผิวน้ำจนเป็นสีทองอร่าม ระยิบระยับงดงามยิ่งนักดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป ทิ้งแสงสีแดงฉานไว้เบื้องหลังย้อมแม่น้ำให้กลายเป็นสีเพลิง ดุจเปลวไฟและหยาดโลหิต
ตอนมาไม่รู้สึกว่าใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะถึงตัวเมือง แต่ยามกลับเวลากลับดูเหมือนจะยาวนานขึ้น อันซิ่วเอ๋อร์มองแสงสุดท้ายที่ขอบฟ้าค่อยๆ จางหายไปถูกแทนที่ด้วยจันทร์เสี้ยว ท่ามกลางม่านราตรีดวงดาวก็เริ่มทยอยกันปรากฏโฉมมากขึ้นเรื่อยๆ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนช่างงดงามลึกล้ำและเปี่ยมมนตร์ขลัง เงาสะท้อนในผืนน้ำ ส่องประกายรับกันกับท้องฟ้าแสงจันทร์นวลสาดส่องลงมา ในแม่น้ำจึงคล้ายมีดวงดาวเล็กๆ เพิ่มขึ้นอีกนับไม่ถ้วนลมแม่น้ำพัดเอื่อยๆ ชายฝั่งมีเสียงแมลงร้องแว่วมาเป็นครั้งคราวในค่ำคืนฤดูร้อนอันเงียบสงัดเช่นนี้ ช่างไพเราะจับใจ
เสียงพายกระทบน้ำดังเข้าหูเป็นจังหวะคนพายเรือข้างกายนางร่างสูงใหญ่ ทอดเงาจางๆ ลงบนผืนน้ำเดิมทีอันซิ่วเอ๋อร์ค่อนข้างกลัวความมืด แต่คืนนี้ทุกสิ่งรอบกายกลับดูงดงามเป็นพิเศษ นางไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อยกลับมีอารมณ์สุนทรีย์ชื่นชมหิ่งห้อยที่บินว่อนอยู่ในพงหญ้าริมฝั่งเสียด้วยซ้ำ
ในราตรีอันเงียบสงบ เรือลำน้อยค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้า อันซิ่วเอ๋อร์แย้มยิ้ม แม้ทั้งสองจะไม่ได้เอ่ยคำใดแต่ทุกอย่างก็ดูงดงามลงตัว
ในที่สุดทั้งสองก็เริ่มเห็นแสงไฟริบหรี่บนฝั่ง อันซิ่วเอ๋อร์รู้ว่าใกล้ถึงตัวอำเภอแล้วพายต่อไปอีกไม่นาน ก็จะถึงเขตหมู่บ้าน
บ้านของจางเจิ้นอันอยู่ท้ายหมู่บ้านเรือเทียบท่าตอนกลางคืนเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็นได้ยินเพียงเสียงสุนัขเห่าดังแว่วมาจากที่ไกลๆข้างหูมีเสียงแมลงที่ไม่รู้จักชื่อร้องระงมไม่หยุด ทุกสิ่งดูเงียบสงัดชาวบ้านส่วนใหญ่คงหลับใหลกันหมดแล้ว ทั้งหมู่บ้านอาบไล้ด้วยแสงจันทร์จางๆดูสงบเงียบยิ่งนัก
แม้ว่าวันนี้จะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมาทั้งวันแต่พอกลับถึงบ้าน ทั้งสองก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างโดยเฉพาะจางเจิ้นอันที่ต้องพายเรือตลอดทาง แทบไม่ได้หยุดพัก ช่างลำบากเขาจริงๆ
อันซิ่วเอ๋อร์พักเหนื่อยครู่หนึ่งก็ลุกไปต้มบะหมี่ให้เขาเป็นมื้อค่ำง่ายๆ กินอิ่มแล้ว ชำระล้างร่างกายเรียบร้อยก็เข้านอน
หลายวันต่อมา ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างสงบอันซิ่วเอ๋อร์ปิดปากเงียบสนิท ไม่ได้เล่าเรื่องของอันเถี่ยสือให้ใครฟังทำราวกับว่านางไม่ได้รับรู้อะไรมา ทุกวันนอกจากการเตรียมอาหารให้จางเจิ้นอันแล้วนางก็ง่วนอยู่กับการเย็บปักถักร้อย นำผ้าสีเรียบๆ ที่ซื้อมาทำเป็นผ้าห่มผ้าปูที่นอน และปลอกหมอน
แม้ว่าสำหรับคนในเมืองแล้วของเหล่านี้อาจจะดูธรรมดา แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว ผ้าพวกนี้สภาพดี ไม่ขาด ไม่ปะถือเป็นของดีมีราคาแล้ว
ถึงขนาดตอนที่นางนำผ้าห่มผืนหนึ่งที่ทำเสร็จแล้วไปให้เหลียงซื่อเหลียงซื่อยังอดบ่นไม่ได้ว่านางใช้ของสิ้นเปลือง
"ผ้าดีๆ อย่างนี้เจ้าเอามาทำผ้าห่มเสียได้ ผ้าห่มน่ะ ใช้แค่เสื้อผ้าเก่าๆที่ใส่ไม่ได้แล้วมาปะติดปะต่อกันก็พอแล้ว ไหนเลยต้องใช้ผ้าดีๆ แบบนี้"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้แต่ยิ้มรับฟังมารดาบ่นอยู่นาน จึงเอ่ยขึ้นว่า "ผ้านี้ไม่ได้ดีเด่นอะไรนักหรอกเจ้าค่ะที่ในเมืองขายถูกมาก ข้าเลยตั้งใจซื้อมาเยอะหน่อย เอาไว้ทำปลอกผ้าห่มโดยเฉพาะ"
เหลียงซื่อได้ฟังอันซิ่วเอ๋อร์อธิบายเช่นนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ เพียงแต่พอเจอหน้าใครก็มักจะเล่าชมว่าลูกสาวลูกเขยของตนนั้นดีอย่างนั้นอย่างนี้ชมจนอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกเขินอายไปหมด ในความคิดของนาง นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยท่านพ่อท่านแม่เลี้ยงดูนางมาด้วยความยากลำบากสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นางสมควรทำอยู่แล้ว
เพียงแต่ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยอะไรตอนนี้นางก็ทำได้เพียงเท่านี้เพื่อพวกท่าน
แต่เพราะได้รับรู้สถานการณ์ของอันเถี่ยสือในเมืองตอนนี้นางจึงยิ่งประหยัดมัธยัสถ์มากขึ้นนางคิดเพียงแต่จะพยายามเก็บหอมรอมริบให้ได้มากๆ เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งหากพี่ชายของนางตกที่นั่งลำบากจริงๆ ขึ้นมานางก็จะสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาได้
ด้วยเหตุนี้ยามค่ำคืนนางถึงกับแทบไม่ยอมจุดตะเกียงน้ำมันเลย แต่หันมาใช้วิธี‘รวมหิ่งห้อยยืมแสง’ แทน
วิธีนี้จางเจิ้นอันเป็นคนเล่าให้นางฟังโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเล่าว่า ในอดีตกาลนานมาแล้วมีบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งนามว่าเชออิ้น เขามีฐานะยากจนข้นแค้นแต่รักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ เพื่อประหยัดค่าน้ำมันตะเกียงเขาจึงจับหิ่งห้อยจำนวนมากใส่ถุงผ้าโปร่ง มาใช้แทนแสงเทียนในการอ่านหนังสือสุดท้ายก็ได้กลายเป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงแห่งยุคสมัยจริงๆ
ตอนที่จางเจิ้นอันเล่าเรื่องนี้ทั้งสองกำลังนั่งรับลมเย็นอยู่ที่ลานบ้าน ในลานมีหิ่งห้อยบินว่อนไปมาเขาเพียงแค่อยากหาเรื่องคุยกับอันซิ่วเอ๋อร์ จึงเล่านิทานเรื่องนี้ให้นางฟังใครจะคาดคิดว่าอันซิ่วเอ๋อร์กลับเชื่อเป็นตุเป็นตะถึงกับลากเขาไปช่วยกันจับหิ่งห้อยทันที
ช่วงนี้แตงบวบในสวนผักหลังบ้านของทั้งสองกำลังออกผลหิ่งห้อยก็มีชุกชุมตามไปด้วย ส่วนใหญ่เกาะอยู่ตามใบไม้ ใช้มือค่อยๆจับก็จับได้โดยง่าย ส่วนตัวที่บินอยู่กลางอากาศ อันซิ่วเอ๋อร์ก็หาตาข่ายเล็กๆมาอันหนึ่ง แต่ละครั้งก็จับได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
แสงของหิ่งห้อยนี้แม้จะไม่สว่างเจิดจ้านักแต่หากรวมกันหลายสิบตัว ก็พอจะให้ความสว่างได้เทียบเท่ากับเทียนไขหนึ่งเล่มอันซิ่วเอ๋อร์กลับรู้สึกว่าแสงหิ่งห้อยนี้ดีกว่าตะเกียงน้ำมันเสียอีกตะเกียงน้ำมันมีควันมาก มองนานๆ ก็แสบตา
อีกทั้งพวกมันก็ไม่ได้ส่องแสงอยู่ตลอดทั้งคืนปกติแล้วประมาณหนึ่งหรือสองชั่วยาม แสงก็จะค่อยๆ ดับไปเองไม่ต้องเสียเวลาคอยดับไฟด้วยซ้ำ พอแสงเริ่มริบหรี่ลงอันซิ่วเอ๋อร์ก็จะวางงานในมือลง เตรียมตัวเข้านอนพักผ่อน