กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมาปะทะจมูกก่อนที่ทั้งสองจะเดินถึงขอบหมู่บ้านด้วยซ้ำ ชิงหยวนยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้หยุด กระบี่ในมือยังไม่กลับเข้าฝัก สายตากวาดมองแนวรั้วไม้ไผ่ที่ทอดยาวไปตามทางเดินอย่างระมัดระวังทุกจุด
"อยู่หลังข้า" เขากระซิบ "ถ้ามีอะไรผิดปกติ วิ่งกลับเข้าป่าทันที ไม่ต้องรอข้า"
เฟยหลงพยักหน้า แม้ร่างกายยังอ่อนล้าจากคืนที่ผ่านมา แต่หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวลมากกว่าความเหนื่อย เขาจำได้ดีว่าหมู่บ้านนี้คือที่ที่ชิงหยวนเคยพักรอคอยข่าวอยู่สามวันก่อนจะตามนักฆ่ากลับไปที่หุบเหว บ้านหลังหนึ่งในนี้เคยให้ที่พักพิงแก่เขาโดยไม่รู้ว่ากำลังพาอันตรายเข้าบ้าน
สิ่งที่แปลกที่สุดไม่ใช่ควันดำ แต่คือความเงียบ หมู่บ้านเชิงเขายามเช้าควรมีเสียงไก่ขัน เสียงถังตักน้ำกระทบขอบบ่อ เสียงเด็กวิ่งเล่นก่อนออกไปเลี้ยงวัว แต่ตอนนี้มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหลังคาแตกร้าวและกิ่งไม้เสียดสีกันแ่ๆ ราวกับทั้งหมู่บ้านกลั้นหายใจรอบางอย่างอยู่ด้วยกัน
—
ทั้งสองย่องเข้าไปตามแนวรั้วจนเห็นภาพเต็มตา บ้านไม้หลังหนึ่งกลางหมู่บ้านถูกไฟเผาจนเหลือเพียงโครงดำ ควันยังคุกรุ่นลอยขึ้นเป็เส้นบางๆ จากซากที่ยุบตัว ข้าวของกระจัดกระจายอยู่หน้าลาน เสื่อขาด ไหหม้อแตก และรอยเท้าจำนวนมากเหยียบย่ำโคลนจนเป็แอ่ง ตุ่มน้ำใบใหญ่ที่เคยตั้งอยู่ข้างบันไดล้มคว่ำ น้ำไหลนองจนดินรอบนั้นกลายเป็โคลนดำปนเถ้าถ่าน
รั้วไม้ไผ่หลังบ้านถูกฟันขาดเป็ช่อง ราวกับมีคนพยายามหนีออกไปอย่างเร่งรีบ เฟยหลงมองแล้วรู้สึกจุกแน่นในอก ภาพนั้นทำให้นึกถึงคืนที่เขาเองต้องวิ่งหนีความตายอย่างไม่มีทางเลือก
"นั่นคือ..." เฟยหลงพูดไม่จบประโยค เพราะสังเกตเห็นสีหน้าของชิงหยวนที่แข็งค้างไปทันทีที่มองไปยังบ้านหลังนั้น
"บ้านของลุงเหอ" ชิงหยวนพูดเสียงแ่เบา นิ้วที่กำด้ามกระบี่ขาวขึ้นทีละน้อย "ครอบครัวที่ให้ข้าพักอาศัยสามวันก่อน"
เขาก้าวเข้าไปหาซากบ้านทันทีโดยไม่รอเฟยหลง สายตาส่ายหาอย่างเร่งรีบท่ามกลางเศษไม้ที่ยังร้อนระอุ จนกระทั่งได้ยินเสียงไอแ่ๆ มาจากพุ่มไม้หลังกองฟาง
—
ชายชราคนหนึ่งนอนซุกอยู่หลังกองฟาง แขนซ้ายพันผ้าเปื้อนเืหยาบๆ ใบหน้าเปื้อนเขม่าดำ เมื่อเห็นชิงหยวนก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาที่ขุ่นมัวด้วยความเ็ปกลับเบิกกว้างขึ้นทันที
"ท่าน...ที่พักบ้านข้า" เสียงสั่นเครือ "ท่านยังไม่ตาย"
"ลุงเหอ" ชิงหยวนคุกเข่าลงข้างๆ ทันที มือหนึ่งพยุงหลังชายชราให้พิงกองฟาง อีกมือตรวจแผลที่แขนอย่างรวดเร็ว "เกิดอะไรขึ้น ใครทำเื่นี้"
ลุงเหอกัดฟันกลั้นความเจ็บ เล่าด้วยเสียงขาดๆ หายๆ ว่าเมื่อก่อนฟ้าสางไม่นาน มีชายชุดเทาเข้มปิดหน้าครึ่งล่างจำนวนหนึ่งบุกเข้าหมู่บ้าน ถามหา "ชายหนุ่มถือกระบี่ที่เคยพักอยู่สามวัน" และ "เด็กหนุ่มสองคนที่อาจเดินทางมาทางนี้จากทิศตะวันตก" เมื่อไม่มีใครยอมบอกอะไร พวกเขาจึงจุดไฟเผาบ้านลุงเหอเป็การเตือน และซ้อมคนในบ้านที่ขวางทาง
"ลูกชายข้า...มันสู้เพื่อกันไม่ให้พวกมันเผาเล้าไก่ที่แม่บ้านซ่อนเด็กๆ ไว้ข้างใน" น้ำตาลุงเหอไหลปนเขม่าดำบนแก้ม "มันฟันแขนลูกข้าจนเือาบ ตอนนี้ยังหมดสติอยู่ในป่าที่เพื่อนบ้านพาไปซ่อน"
เฟยหลงยืนนิ่งฟังอยู่ด้านหลัง หัวใจบีบแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ทุกคำของลุงเหอตอกย้ำสิ่งที่เขากลัวที่สุดตลอดคืนที่ผ่านมา — ไม่ใช่แค่ตัวเขาและคนเฝ้าก้นเหวที่ต้องเสี่ยงชีวิต แต่คนธรรมดาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ต้องรับเคราะห์ไปด้วยเพียงเพราะเคยให้ที่พักพิงแก่พวกเขาแค่ไม่กี่คืน
—
เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังมาจากทางลานบ้าน หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้ะกร้าผ้าพันแผลในมือ เมื่อเห็นชิงหยวนนั่งอยู่ข้างสามี สีหน้าของนางเปลี่ยนจากใเป็โกรธแค้นทันที
"ท่านกล้ากลับมาอีก" นางตวาดเสียงสั่น น้ำตาคลอ "เพราะท่านแท้ๆ ที่ทำให้ลูกชายข้าต้องนอนสลบอยู่กลางป่า บ้านข้าไหม้เป็จุณ แล้วท่านยังจะกลับมาทำไมอีก"
ชิงหยวนไม่โต้แย้งแม้แต่คำเดียว เพียงก้มศีรษะลงต่ำ "ข้าไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะข้าเลือกพักที่นี่นานเกินไปโดยไม่คิดถึงอันตรายที่จะตามมา"
"ขอโทษ" หญิงคนนั้นสะอื้นเสียงขม "คำขอโทษเอาลูกข้าที่นอนเือาบกลับมาให้เป็ปกติได้หรือไม่"
ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งยิ่งกว่าเสียงร้องไห้เสียอีก
—
เฟยหลงกัดริมฝีปาก ก้าวเข้าไปใกล้ทั้งที่ร่างกายยังอ่อนล้า เขาไม่รู้จะพูดปลอบใจอย่างไรให้ฟังดูมีน้ำหนัก และรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขอโทษแทนใคร จึงเลือกทำในสิ่งที่พอทำได้แทน — คุกเข่าลงข้างลุงเหอ ฉีกชายเสื้อของตัวเองที่ยังพอสะอาดออกมาพันทับผ้าที่เปื้อนเือีกชั้น มือสั่นเล็กน้อยแต่ทำอย่างตั้งใจ
"ท่านลุงพักก่อนนะ" เขาพูดเบาๆ พยายามให้เสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่ทำได้ "ข้าไม่มีปราณเหลือพอจะรักษาแผลให้ท่านได้ตอนนี้ แต่อย่างน้อยห้ามเืไว้ก่อนดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ"
หญิงคนนั้นมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าที่ก้มหน้าพันแผลอย่างตั้งใจโดยไม่พูดสักคำถึงตัวเอง สีหน้าของนางค่อยๆ อ่อนลงจากความโกรธเป็ความสับสน ราวกับพยายามทำความเข้าใจว่าใครกันแน่คือเด็กหนุ่มคนนี้ที่ไม่รู้จักแต่กลับลงมือช่วยโดยไม่ลังเล
ระหว่างที่มือพันผ้าอยู่นั้น ความคิดของเฟยหลงย้อนไปถึงเื่ที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง — พ่อแม่ของเขาเองก็ตายด้วยโรคระบาดทั้งบ้าน เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ท่านเ้าสำนักพบและรับเลี้ยงไว้ เขาไม่เคยรู้ว่าตอนนั้นมีใครสักคนที่ต้องนั่งมองความตายของคนที่รักโดยทำอะไรไม่ได้เหมือนที่ครอบครัวนี้กำลังเผชิญอยู่หรือไม่ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็มาทั้งชีวิต
"ขอบคุณเ้านะ" ลุงเหอกระซิบ มือแก่ๆ แตะที่มือของเฟยหลงเบาๆ "อย่างน้อยยังมีคนใจดีอยู่บนโลกใบนี้"
คำพูดธรรมดาๆ นั้นกลับทำให้ดวงตาของเฟยหลงเริ่มเปียกชื้นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยได้รับคำขอบคุณแบบนี้มาก่อนในชีวิต ไม่ใช่จากใครที่หวังผลตอบแทนหรือประจบประแจง แต่จากคนที่แทบไม่เหลืออะไรแล้วยังมีน้ำใจมองเห็นความตั้งใจของเขา
—
ชิงหยวนหันมามองเฟยหลงครู่หนึ่ง สีหน้าที่ตึงเครียดคลายลงเล็กน้อยเป็ครั้งแรกนับั้แ่เห็นซากบ้าน เขาไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าให้เบาๆ ก่อนหันกลับไปหาหญิงคนนั้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
"ข้าไม่อาจเอาความเ็ปที่เกิดขึ้นคืนมาได้จริง แต่ข้าสาบานว่าจะกลับมาชดใช้ให้ทุกอย่าง ทั้งบ้านที่ถูกเผาและการรักษาลูกชายท่านให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ข้าไม่ใช่คนไร้สังกัด ท่านสืบถามชื่อสำนักกระบี่์ได้เสมอหากข้าไม่รักษาคำพูด"
หญิงคนนั้นนิ่งไปนาน สุดท้ายพยักหน้าอ่อนแรงโดยไม่พูดอะไรต่อ ความโกรธยังไม่จางหายไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ไม่ผลักไสพวกเขาออกไปทันที
"พวกมันไปทางไหน" ชิงหยวนถามลุงเหอต่อ เสียงเข้มขึ้น "พูดอะไรทิ้งท้ายไว้บ้างหรือไม่ ยิ่งรู้เร็วเท่าไรยิ่งดี"
—
ลุงเหอพยายามนึกทบทวนทั้งที่ยังอ่อนแรง "พวกมันดูรีบร้อนผิดปกติั้แ่แรก คุยกันเบาๆ ว่ามีคนในกลุ่มาเ็มาก่อนแล้ว หัวหน้ากลุ่มดุด่าลูกน้องว่าทำงานพลาดจนโดนสวนกลับ ไม่ได้อยู่รอค้นหมู่บ้านให้ละเอียดเหมือนที่ควรจะทำ" เขาหยุดหายใจแรงๆ ก่อนพูดต่อ "จากนั้นก็รีบมุ่งหน้าไปทางป่าฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านกันทั้งหมด ไม่ทันสว่างดีด้วยซ้ำ เหมือนมีอะไรเร่งให้ต้องรีบไปดูให้ไว"
เฟยหลงพันผ้าปมสุดท้ายเสร็จพอดี หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความกังวลปนคาดเดาไม่ถูก คำว่า "มีคนในกลุ่มาเ็มาก่อนแล้ว" อาจหมายถึงอะไรก็ได้ อาจเป็เพียงการปะทะกับสัตว์ป่า อาจเป็ความผิดพลาดของพวกมันเอง หรืออาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาไม่กล้าคิดถึงตรงๆ
ชิงหยวนนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองไปทางทิศตะวันออกที่แสงเช้าเริ่มสาดส่องผ่านหมอกบางๆ สีหน้าของเขาไม่อาจปิดบังความกระวนกระวายที่ซ่อนอยู่ข้างในได้เต็มที่ แต่ก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดเดี่ยว
—
"เราต้องไปดูให้เห็นกับตา" เขาพูดกับเฟยหลง เสียงเรียบแต่มีน้ำหนัก "ไม่ว่าคำตอบจะเป็อะไรก็ตาม"
เฟยหลงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล แม้ร่างกายจะยังไม่ฟื้นเต็มที่ เขารู้สึกได้ถึงความร้อนวูบวาบเบาๆ ที่จุดปราณสำรองจุดที่ 4 เมื่อขยับตัวเร็วเกินไป จึงบังคับตัวเองให้หายใจช้าลงตามที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง
เขาหันไปมองเพื่อนบ้านสองสามคนที่เริ่มกล้าโผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อนหลังเห็นว่าไม่มีอันตรายแล้ว บางคนยังมองพวกเขาด้วยสายตาหวาดระแวง บางคนเพียงนิ่งเงียบไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร เขาโค้งคำนับให้พวกเขาอย่างสุดใจ แม้จะรู้ว่าคำขอบคุณเพียงคำเดียวไม่มีทางชดเชยสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปได้เลย
"เราจะกลับมา" เขาพูดเบาๆ กับตัวเองมากกว่าใคร สาบานในใจว่าสักวันจะหาทางตอบแทนหมู่บ้านนี้ให้ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ เหมือนที่คนอื่นเคยทำกับเขามาก่อน
—
ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปยังขอบหมู่บ้านฝั่งตะวันออกตามคำบอกของลุงเหอ สายลมเช้าพัดกลิ่นไหม้จางลงทีละน้อยเมื่อเดินห่างจากซากบ้าน แทนที่ด้วยกลิ่นดินชื้นและใบไม้เปียกน้ำค้าง แนวป่าทึบที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาปรากฏขึ้นตรงหน้า หมอกเช้ายังคงลอยเป็สายบางๆ ปกคลุมโคนต้นไม้จนมองไม่เห็นพื้นดินชัดเจน
เฟยหลงหยุดยืนอยู่ตรงขอบแนวป่าครู่หนึ่ง มองเข้าไปในความมืดครึ้มข้างในด้วยความรู้สึกปนเประหว่างความหวังกับความกลัว เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่รอคอยอยู่ข้างในจะเป็คำตอบที่เขาอยากได้ยินหรือไม่
"พร้อมหรือยัง" ชิงหยวนถามเบาๆ มือหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ อีกมือเหยียดออกมาให้เฟยหลงจับเพื่อประคองก้าวแรกที่ยังไม่มั่นคงนัก
เฟยหลงจับมือนั้นไว้แน่น พยักหน้าครั้งเดียว ทั้งสองก้าวเท้าแรกลงบนพื้นป่าเปียกชื้นพร้อมกัน
ทันใดนั้นเองมีเสียงแ่เบาแว่วมาจากส่วนลึกของหมอกข้างหน้า ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าที่คุ้นเคย เป็เสียงที่แ่จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็เสียงคนหรือเพียงจินตนาการไปเอง แต่มันทำให้ทั้งสองหยุดหายใจพร้อมกันในทันที มือที่กำกันไว้แน่นขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว