ตอนนี้ คริสโตเฟอร์ปลอดภัยแล้วถ้าตํารวจลับในไซง่อนจะสอบสวนหลุ่งก่อนที่จะสังหารเขาเสียและถ้าหลุ่งจำเป็ที่จะต้องเปิดปากพูดก็คงจะเล่าให้ตำรวจฟังได้เพียงว่าบุรุษที่เขารู้จักนั่นเป็ชาวอเมริกัน ผมสีบลอนด์ผู้มีนามว่า “ครอฟอร์ด” พูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ความ...มันก็เท่านั้นเอง
และนี่เองคือพร์ประการหนึ่งที่ติดค้างจะต้องอธิบายไว้ั้แ่ตอนต้น สําหรับคุณลักษณะพิเศษของคริสโตเฟอร์คือเขามีหูไว้สําหรับเรียนรู้สําเนียงของทุกภาษาครั้งใดก็ตามที่เขาได้ยินคนพูดกันด้วยสําเนียงใหม่ ๆ แปลก ๆเขาจะบันทึกมันไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว และเพียงไม่นานเขาก็จะเข้าใจภาษานั้น ไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะไม่เคยเรียนมาก่อนก็ตาม และจากพร์นี้เอง ที่ทำให้ครั้งหนึ่งเขาเป็ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนบทกวีได้อย่างมีชื่อเสียง
เขากําลังรําลึกถึงคําพูดที่เขากับบาร์เน่ย์ วอลโกวิกซ์บุรุษจากศูนย์ในไซง่อนได้เคยพูดคุยกันก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมากรุงเทพฯเพื่อพบหลุ่งที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งกลางกรุงไซง่อน
“ผมว่าไอ้หลุ่งของคุณรากเืแน่คราวนี้เชื่อผมเถอะน่า ว่าพวกญวนนี่ไม่เคยเชื่อผมเลยว่าคนอเมริกันจะพูดฝรั่งเศสได้อย่างที่คุณพูด ไอ้พวกนี้อยู่ใต้ตีนฝรั่งเศสมานานเลยคิดว่าพวกมันเท่านั้นที่พูดภาษานี้ได้ดี เอาเป็ว่าคราวนี้คุณจะต้องปลดเบ็ดเสียทีแล้วละปอล”
“ผมว่าหลุ่งไม่น่าจะถึงกับต้องถูกจับนะเพราะเท่าที่รู้มา เขาก็ไม่ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับพวกเวียดกงนี่”
วอลโกวิกซ์บิขนมปังใส่ปาก ยกไวน์ดื่มตามเข้าไปละลายมันเขาเป็คนที่มีเื้ัเกี่ยวกับเื่ฟัน ถึงขนาดที่ต้องเอาออกหมดทั้งปากทั้งนี้มิได้เป็เพราะปัญหาทางด้านสุขภาพหรือ้าที่จะเสริมสวยแต่อย่างไรแต่เป็เพราะ พนักงานสอบสวนชาวญี่ปุ่นในพม่า พยายามที่จะถอนมันออกมาทั้งรากทั้งโคนเมื่อสมัยาโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสำหรับคนที่มีอาชีพอย่างเดียวกันนี้เขาเชื่อกันว่าผู้ที่ผ่านการทรมานถึงขั้นนั้นมาแล้วและยังสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ย่อมเป็ผู้ที่เชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป
วอลโกวิกซ์รู้ตัวดีในเื่นี้
“ความจริงกับความไม่จริงน่ะ มันต่างกันตรงไหนนะคุณรู้ไหมคริสโตเฟอร์ว่าคุณช่วยเหลืออะไรไอ้หมอนั่นไม่ได้แล้ว”
“น่าจะได้” คริสโตเฟอร์ตอบอย่างครุ่นคิด“ตอนนี้หลุ่งอยู่ในกรุงเทพฯกําลังคอยที่จะพบผมผมน่าจะสั่งให้เขาอยู่ที่นั่นต่อไปได้”
“แล้วมันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นบ้างล่ะนูห์ก็บอกเราอยู่แล้วว่า มันกําลังจะตามไปลากตัวไอ้หมอนั่นในกรุงเทพฯเพราะ้าที่จะพิสูจน์ว่า เราให้ความช่วยเหลือมันมากแค่ไหนและถ้าคุณทํามันก็จะต้องรู้ทันทีว่าเรากําลังช่วยเ้าหลุ่งนี่อยู่ ซึ่งเราจะยอมอย่างนั้นไม่ได้”วอลโกวิกซ์แทรกความหนักแน่นลงไปในน้ำเสียง “เรายุ่งยากกับเ้าหมอนั่นกับพรรคการเมืองซังกะบ๊วยมันมามากแล้ว”
“แต่ไอ้พวกนั้นจะฆ่าเขา” คริสโตเฟอร์ว่า
“ใช่ไอ้พวกนั้นจะต้องตามฆ่ามันในกรุงเทพฯแน่ถ้าจําเป็ เราช่วยเหลือมันมากไม่ได้แน่คุณเข้าใจไหม...ผมว่า คุณทําใจเสียดีกว่าน่าคริสโตเฟอร์ชีวิตของคนบางคนน่ะมันก็ไม่คุ้มค่าที่จะให้ความช่วยเหลือนักหรอก”
“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยทําอะไรให้สักหน่อยได้ไหมวอลโกวิกซ์” คริสโตเฟอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมอยากให้คุณเรียกเขาด้วยชื่อ เพราะเขาเป็คนที่มีตัวตนจริง ๆ สูง 5 ฟุต 6 นิ้ว อายุ 29 ปี แต่งงานแล้วมีลูก 3 คน เป็คนที่ได้รับการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย 3 ปีมาแล้ว ที่เขายอมทําทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับการขอร้องให้ทําและเราก็เป็คนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องเป็เช่นนั้น”
“ตกลง...เป็อันว่าเขาเป็คนที่มีเืมีเนื้อละ”วอลโกวิกซ์ว่า “แล้วเขาพิสูจน์ได้ไหมล่ะว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เขาไม่ได้ไปจมอยู่ในเวียงจันทน์”
“ก็เขาถูกสั่งถูกว่าจ้างให้ทําอย่างนั้นไม่ใช่หรือ” คริสโตเฟอร์ว่า “เขาไม่ได้เข้าไปขโมยรายงานนั้นมาเพราะ้าที่จะทําเพื่อตัวเองนี่หว่าแล้วหลุ่งที่ไม่ใช่คนเดียวที่ไม่สามารถจะหาข้อมูลได้ว่า โดมินก่า เข้าไปทําอะไรอยู่ในเวียงจันทน์เมื่อเดือนกันยายน”
“ผมบอกแล้วไงว่าผม้าให้หลุ่งทํางานนี้ให้สําเร็จ เพราะผมรู้ดีว่า เมื่อมันเป็เด็กน่ะมันอยู่ในบ้านของไอ้โดห่...นี่ เพราะฉะนั้นมันก็ควรที่จะเข้านอกออกในบ้านนั้นได้จริงไหม?”
“บาร์เน่ย์” คริสโตเฟอร์เรียกชื่อแรกของวอลโกวิกซ์“คุณก็รู้อยู่ว่า ถ้าหลุ่งทําเช่นนั้นโดจะฆ่าเขาเสียทันทีคุณเข้าใจไหม คุณก็รู้อยู่เต็มอกว่า โดมินว่าเป็หน่วยสืบราชการลับของเวียดนามเหนือ แล้วคุณคิดหรือว่าคนพวกนั้นจะไม่รู้ว่าทุกวันนี้ หลุ่งทํางานให้กับใคร”
“ผมไม่เห็นจะต้องรับรู้ว่าได้โดมันจะรู้อะไรบ้าง”วอลโกวิกซ์ตอบอย่างดื้อดึง “แต่ผมรู้เพียงว่าหลุ่งทํางานให้ผมไม่สําเร็จ”
“อ้าว...หลุ่งก็รายงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารู้เขาเห็นให้คุณแล้วนี่...โดอยู่กับอีหนูกกกันอยู่ในห้องถึง3 วัน 3 คืน เขาเอารูปออกมาให้คุณได้ดูเป็หลักฐานด้วย”
“แต่เขาไม่ยักรู้ว่า อีหนูคนนั้นเป็ใคร...เฮอะ...” วอลโกวิกซ์ทำสุ้มเสียงเยาะเย้ยแล้วเขาก็หันไปหาบริกร ทําสัญญาณให้คิดเงิน ปากก็พูดว่า
“คุณเห็นผู้หญิงคนนั้นไหมคนที่นุ่งบิกินี่สีขาวนั่นน่ะ”
คริสโตเฟอร์หันไปมอง บอกตัวเองได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ฝรั่งเศส...หล่อนกําลังปีนขึ้นมานั่งบนขอบสระน้ำกําลังยกมือขึ้นลูบปอยผมที่เปียกโชก รูปร่างเหมือนนางระบํา
“คุณสังเกตที่หน้าท้องผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า”
คริสโตเฟอร์สั่นศีรษะ
“ดูให้ดี ๆ สิ เห็นไหมว่ายายนั่นไม่มีสะดือสังเกตหรือเปล่า”
คริสโตเฟอร์หันไปมองผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งหนึ่งอย่างสนใจแล้วก็เห็นว่าหน้าท้องของผู้หญิงคนนั้นราบเรียบจริง ๆเสียด้วยซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นรอยบาง ๆ พาดจากเอวซ้ายไปเอวขวา
บริกรเดินเข้ามาส่งบิลล์ให้
“คริสโตเฟอร์” วอลโกวิกซ์ว่ามือก็นับเงินส่งให้บริกร“ผมรู้ว่าคุณเป็คนที่มีจิตใจดีและใคร ๆก็รู้ว่าคุณเป็คนอย่างนั้น แต่จําไว้นะว่า หลุ่งไม่ใช่ลูกคุณ เขาทํางานเป็สายลับคุณไปกรุงเทพฯ สิ ไปพบเขาเสียเอาเงินไปให้เขา เปิดตาเขาออกให้ดูโลกเสียบ้างแต่ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว”
“คุณหมายความว่า นูห์จะจัดการกับเขาอย่างนั้นรึ?”
“ก็ไอ้นูห์เอง มันจะไม่ตายมั่งรึไงนะ” วอลโกวิกซ์ถอนหายใจอย่างรําคาญ “เชื่อเถอะน่าถึงยังไง เราก็เห็นจะต้องลบชื่อนายหลุ่งของคุณออกจากบัญชีได้แล้ว”
บัดนี้ บนเครื่องบินเที่ยวบินกลับนี้เองคริสโตเฟอร์กําลังบังเกิดความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวเองอย่างที่สุด แน่ละ...คําพูดของวอลโกวิกซ์อาจจะไม่ใช่คําสั่งแต่เขาก็ได้ปฏิบัติต่อหลุ่งอย่างไม่ยุติธรรมไปแล้ว...ยิ่งกว่านั้นเขากําลังคิดถึงเวลา 20 วันที่ผ่านมา...20 วันที่เขาเดินทางผ่านมาแล้ว 9 ประเทศ บินผ่านเข้าไปในเขตแดนต่าง ๆ ที่เวลาและอากาศเปลี่ยนแปลงจนไม่รู้ว่าร้อนหรือหนาว ซึ่งทั้งภาษาและชื่อของตัวเองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
เครื่องบินเจ๊ทที่เขาโดยสารกําลังบินผ่านออกจากเขตแดนประเทศไทยรังสีของดวงอาทิตย์ฉายฉานจับต้องยอดเจดีย์อันเป็สัญลักษณ์ของประเทศดูเป็ประกายงามเหมือนแก้วผลึกคริสโตเฟอร์ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ออก...เป็วันสุดท้ายของเดือนตุลาคมปี 1963สถานที่ที่เขาจะต้องกลับไปเพื่อเขียนรายงาน
เขาพยายามสํารวมใจให้ราบเรียบพยายามทบทวนความทรงจําว่าเขาได้ศึกษาได้พบเห็นอะไรมาบ้าง ในระยะ 20 วันที่ผ่านมา...แต่ภาพของหลุ่งก็กลับมารบกวนจิตใจของเขาอีก เขาพยายามปิดเปลือกตาลงภาพของผู้หญิงฝรั่งเศสที่เขาพบที่สระน้ำ...คนที่ไม่มีสะดือ ผลุดขึ้นมาลอยอยู่ตรงหน้า...ภาพของผู้หญิงผิวสีน้ำตาลที่เขาซื้อให้หลุ่งเมื่อคืนก่อนที่กรุงเทพฯและภาพสุดท้าย คือภาพของมอลลี่ สาวน้อยที่กําลังรอคอยเขาอยู่ในกรุงโรม
“ง่วงนอนแล้วหรือคะ?” เสียงแอร์โฮสเตสถามอยู่ข้างๆ
“ไม่ครับ...ขอเหล้าผมสักแก้วสิ” แล้วคริสโตเฟอร์ก็เอนหลังพิงพนัก คิดอะไรต่อมิอะไรชวนสยองใจไปตามเื่
เขารําลึกถึงโคลงบทหนึ่งที่เคยเขียนไว้
“ความปรารถนามิใช่สิ่งที่ความตายจะหยุดยั้งได้...แต่เป็สิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างร่างที่ไร้ิญญากับทารกในครรภ์จากชั่วลมหายใจหนึ่งไปสู่อีก่ลมหายใจหนึ่งนั่นเอง”
นานนักหนามาแล้วที่เขาถูกปลูกฝังให้เกิดความรักในการเขียนหนังสือและความบันดาลใจครั้งแรกที่ทําให้เขาเขียนมันขึ้น ก็คือ หลังจากการตายของปู่มนุษย์คนเดียวที่อุ้มชูเขามา...ความตายมาถึงทุกคนเสมอ และเท่าเทียมกันเพียงแต่ใช้เวลาที่แตกต่างกันเท่านั้น และเขาก็บังเกิดความสงสัยว่าความตายเป็สิ่งสุดท้ายที่นําสันติมาสู่คน ดังที่ใช้พูดปลอบกันอยู่เสมอจริง ๆหรือ...
แต่ทําไมคนที่ซื่อสัตย์จึงต้องถูกปล่อยทิ้งให้ตาย...ทำไมมนุษย์จึงต้องกระทำการที่โหดร้ายต่อกันทั้งที่ต่างคนต่างก็รู้ว่า วันหนึ่งตัวเองต้องตาย
หลุ่ง เริ่มกลับมารบกวนจิตใจของเขาอีกแล้ว...หลุ่งอาจจะเป็คนชาติใดก็ตามที่เกิดมาในโลกนี้แต่ทําไมจะต้องเป็เขาที่ชี้ชะตาและวันตายให้หลุ่ง...ทําไมเขาจะต้องผูกพันตัวเองไว้ถึงเพียงนี้
มนุษย์อาจจะตายด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันแต่มนุษย์ก็ไม่ควรจะฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองอย่างไร้สัจจะถึงเพียงนั้น