เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 12 เที่ยวงานเทศกาล

    บทที่ 12
    “ฟีน่าเราไปกันเถอะ” หลังจากคลาวด์ลงมาจากห้องก็ลงมาพาฟีน่าไปเที่ยวในเมืองทันที
    “ค่ะ งั้นหนูไปก่อนนะคะท่านป้า ท่านลุง ท่านอาจารย์” ฟีน่าบอกกันทั้งสามคน
    “เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ ถ้าคลาวด์ทำตัวไม่ดีมาบอกป้าได้เลย เดี๋ยวป้าจัดการเอง” นาเดียร์เอ่ยพลางมองมาที่คลาวด์
    “ฝากดูแลฟีน่าด้วยนะลูก” นาเดียร์บอกกับคลาวด์
    “ครับท่านแม่” คลาวด์รับปาก
    จากนั้นผมและฟีน่าก็เดินออกจากบ้านไปด้วยกันเพื่อไปเที่ยวชมเทศกาล
    “เราไปที่ตลาดหาอะไรทานกันดีกว่านะครับ ดูเหมือนฟีน่าตั้งแต่บ่ายยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยใช่มั้ย” คลาวด์ถามฟีน่า เพราะปกติที่บ้านของผมจะทานอาหารกันช่วงเย็นตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก แต่นี่ยังอีกหลายชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน
    “ก็ดีค่ะ เริ่มรู้สึกหิวแล้วเหมือนกัน” ฟีน่าบอกกับคลาวด์
    “งั้นเราไปกัน” ผมเดินนำไปทันที ผมค่อยๆเดินอย่างช้าๆ เพื่อให้ฟีน่าได้เดินเที่ยวจากที่ผมสังเกตุดูเหมือนเธอจะถูกเลี้ยงมาเหมือนนกในกรง เธอดูตื่นเต้นที่ได้เห็นบ้านเมือง ไม่นานผมและฟีน่าก็มาถึงตลาด
    “ว้าว คนเยอะจังเลย” ฟีน่าอุทานอย่างตื่นเต้น
    “เราไปหาอะไรทานกันเถอะ” ผมพาฟีน่าเดินไปตามร้านต่างๆ คอยแนะนำอาหารแต่ละชนิดให้ฟีน่าทาน ดูเหมือนเธอจะชอบมากเลยล่ะ
    “อร่อยทุกอย่างเลยคลาวด์ขอบคุณนะที่พาเรามาเที่ยวเทศกาลนี้” ฟีน่าขอบคุณผม
    “ไม่เป็นไรหรอก” ผมบอกฟีน่าแบบนั้น
    “คลาวด์ทำไมเมืองนี้ถึงไม่มี เด็กแบบพวกเราเลยล่ะ ที่เราเห็นมีแต่ ลุงๆ ป้าๆ ทั้งนั้นเลย” ฟีน่าถามสิ่งที่ตนเองสงสัย
    “อ๋อ เมืองเราแต่ก่อนบ้านนอกมาเลยล่ะฟีน่า ชาวบ้านไม่มีรายได้เลย อาศัยปลูกพืชทานเอง หาปลาทานเอง ล่าสัตว์ทานเอง คนหนุ่มสาวกับเด็กๆเลยค่อยๆย้ายออกไปอยู่เมืองอื่นที่สามารถทำมาหากินได้น่ะ แต่พักหลังมานี้ ท่านพ่อเป็นคนคิดค้นเครื่องปรุงสำหรับใช้ทำอาหารขึ้นมา ท่านหวังว่ามันจะเป็นสินค้า ที่จะเป็นรายได้หลักของเมืองน่ะ เราก็ได้แต่หวังว่า คนที่ย้ายออกไปจะกลับมาเมืองบ้านเกิด ใครจะไม่อยากอยู่บ้านเกิดจริงมั้ย” ผมบอกฟีน่าพลางโกหกเรื่องเครื่องปรุงที่ผมเป็นคนผลิตขึ้นมา
    “อ๋อแบบนี้นี่เอง” ฟีน่าพยักหน้าเข้าใจ
    “ดังนั้นฟีน่าเลยเป็นเพื่อนวัยเดียวกันคนแรกของผมเลยนะ” ผมบอกฟีน่าไปแบบนั้น ใช่เพื่อนคนแรกในโลกใบนี้ แต่อายุจริงๆผมก็เป็นพ่อเธอได้เลย คิดซะว่าเป็นน้องสาวและกัน สมัยก่อนก็ดูแลเด็กแถววัดอยู่บ่อยๆเวลาผู้ปกครองออกไปทำงานรับจ้างเด็กๆเลยชอบมารวมตัว เล่นด้วยกันที่วัด
    “เพื่อนคนแรกหรอ” ฟีน่าเอ่ยเสียงเบา
    “เราไปดูร้านนั้นกันหน่อยนะฟีน่า คนมุงเยอะเลย” ผมบอกฟีน่าหลังจากเห็นร้านหมูสะเต๊ะที่ฝากป้าไว้เมื่อตอนบ่าย
    “อื้อเราไปดูกัน”
    เมื่อผมเดินมาถึงหน้าร้านผมเห็นผู้คนมากมาย ทั้งชาวเมืองเองและพ่อค้า ยืนรอหมูสะเต๊ะกันเนืองแน่น ท่าทางจะเป็นที่นิยมแฮะ
    “ป้าหมูยังไม่ได้อีกหรอผมรอนานแล้วนะ ขอ 10 ไม้เลย” พ่อค้าคนนึงบอกป้าที่กำลังย่าง
    “ใจเย็นๆก่อนเจ้าหนุ่ม มันต้องใช้เวลาย่างกว่าจะสุกแถม คนเสียบหมูเองก็ทำไม่ทันแล้ว เอ็งมองเข้าไปสิ” ป้าบอกโดนที่ยังพลิกหมูบนเตาไม่หยุด
    “ผมเห็นแล้วป้า แต่ผมหิวอ่ะ ช่วยเร่งหน่อยสิ” พ่อค้าบอกป้าพลางเอามือลูบท้อง
    “ใช่ๆ เร่งหน่อยๆ” หลายๆคนพูดเสริมขึ้นมา
    ผมเห็นเหตุการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย ผมหันไปมองฟีน่า
    “ฟีน่า คือผมขอไปช่วยร้านป้าก่อนได้มั้ย ฟีน่าไปนั่งรอม้านั่งใต้ต้นไม้ทางด้านโน้นก่อนก็ได้” ผมชี้ไปทางต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
    “ได้สิคลาวด์ แต่เราจะช่วยด้วย น่าสนุกดีนะ เราไม่เคยทำอาหารเลยขอช่วยด้วยได้มั้ย” ฟีน่าบอกอย่างตื่นเต้น
    “ได้สิไม่ยากหรอก หมูที่ฟีน่าเห็นมันหมักไว้แล้ว แค่เสียบไม้เท่านั้น ไม่ยากหรอกเดี๋ยวสอนให้” ผมพลางพาฟีน่าไปหลังร้าน
    “ป้าครับผมกลับมาแล้ว ให้ผมช่วยนะ” ผมบอกป้าที่กำลังย่างหมูสะเต๊ะอย่างวุ่นวาย
    “ดีเลย นายน้อยกำลังขาดลูกมือเลย ร้านป้าลูกค้าเยอะจริงๆ แล้วคุณหนูทางนั้นล่ะ” ป้าสังเกตเห็นฟีน่าเลยเอ่ยถาม
    “เพื่อนผมเองครับ ป้าเธออยากช่วยด้วย ผมจะให้เธอช่วยเสียบหมูนะ” ผมบอกป้าและค่อยสอนฟีน่าถึงการเสียบหมูแต่ละไม้ ฟีน่าเข้าใจไม่ยากเพราะไม่มีขั้นตอนอะไรเลย แค่หยิบและเสียบเข้าไปเท่านั้น ผมเห็นฟีน่าทำได้แล้วก็เดินมาช่วยย่างทันที
    “ฟีน่าผมฝากด้วยนะ” ผมบอกฟีน่าและเริ่มย่างหมูทันที
    ทางด้านเอริก
    หลังจากที่คลาวด์และฟีน่าออกไปเที่ยวงานเทศกาล เอริก ไอแซคและนาเดียร์ยังนั่งคุยกันอยู่ เอริกหันไปมองนาเดียร์ เธอเข้าใจทันทีสามีคงมีเรื่องส่วนตัวอยากคุยกับเพื่อน
    “เอริก คุณอยู่คุยกันไปก่อนนะ ขอไปเดินดูเทศกาลในเมืองกับอามีน่าก่อน ตอนค่ำเจอกันที่ชายทะเลนะ” นาเดียร์บอกและลุกออกจากห้องไป
    “อืม เจอกันตอนค่ำนะ ผมเสร็จธุระแล้วเดี๋ยวตามไป” เอริกบอกหลังจากเหลือกันอยู่ 2 คนภายในห้อง
    “เอาล่ะ ไอแซค ขอเหตุผลทีเดินทางมาเมืองชายขอบอาณาจักรของข้าหน่อยสิ ข้าไม่เชื่อหรอกนะ ว่าอาจารย์จากโรงเรียนอาคาน่าจะมีเวลาว่างขนาดออกมาจากโรงเรียนได้นานๆ” เอริกถามเข้าเรื่องทันที
    “ปิดเจ้าไม่ได้เลยสินะ รู้ทันเหมือนเดิม” ไอแซคพลางยกชาขึ้นจิบ
    “บอกมาได้แล้ว” เอริกเร่งเพราะเพื่อนคนนี้ ออกมาจากโรงเรียนนานๆ ไม่น่าจะใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไร ทั้งๆที่ทางโรงเรียนบุคลากรก็น้อยอยู่แล้ว
    “ก็ได้ ใจร้อนจริง ข้าออกมาสืบน่ะ” ไอแซคบอกเอริกพลางวางแก้วชาลง และเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    “สืบ สืบเรื่องอะไร” เอริกถามอย่างสงสัย
    “เจ้าจำออคลอร์ดได้มั้ย” ไอแซคบอกกับเอริก
    “จำได้สิ ตอนพวกเรายังรับราชการทหารอยู่ แล้วอเล็กซ์ตอนนั้นยังเป็นเพียงองค์รัชทายาท อยู่ใช่มั้ย” เอริกถาม
    “ใช่ ตอนนั้นเมืองมิลาน บ้านเกินออโรร่าถูกออคลอร์ดบุกโจมตี อเล็กซ์เลยออกนำทัพเองเพื่อมาป้องกันไว้ ข้ากับเจ้าเลยต้องติดตามอเล็กร่วมรบด้วยไง” ไอแซคพลางนึกถึงสมัยที่ออกรบด้วยกัน
    “ตอนนั้นพวกเรา 4 คนถูกเรียกว่า 4 ราชาสินะ” เอริกนึกถึงสมัยก่อน
    “ใช่ ราชาสายลมอเล็กซ์ ราชีนีสายน้ำออโรร่า ราชาไฟเอริก และข้าราชาดิน” ไอแซคเอ่ยฉายาของทั้ง 4 คนออกมา
    “ใช่แล้วมันเกี่ยวยังไงกับออคลอร์ด ข้าจำได้ว่าออโรร่า นางจัดการไปแล้วนี่ พวกเราก็เห็นกับตาทางนางแทงดาบทะลุหัวใจออคลอร์ด ” เอริกถามไอแซค
    “ก็นั่นล่ะ ข้าก็จำได้ศึกนั้นทำให้ออโรร่าบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถรักษาให้กลับเป็นปกติได้ จนทำให้นางร่างกายอ่อนแอ” ไอแซคบอกกับเอริก
    “นั่นเป็นสาเหตุให้นางจากพวกเราไปสินะ” เอริกนึกถึงเพื่อนสาวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
    “เจ้าไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ไม่ใช่ความผิดของเจ้าคนเดียว เป็นพวกเราต่างหากที่แข็งแกร่งไม่พอ” ไอแซคพลางปลอบใจเพื่อนทั้งๆที่ตัวเองก็รู้สึกผิด
    “แล้วมันเกี่ยวยังไงกับเรื่องที่เจ้าออกมาตามสืบ” เอริกกลับเข้าเรื่อง
    “ดูเหมือนออคลอร์ดจะยังไม่ตาย มีเด็กปีสุดท้ายของโรงเรียนอาคาน่าพบถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัด หลังจากฟื้นขึ้นมา จากคำบอกเล่าจากรูปลักษณ์ ข้ามั่นใจมันต้องเป็นออคลอร์ดแน่ๆ เพราะมีผาดแผลที่อกด้านซ้ายที่ออโรร่าแทงไว้ด้วยไง” ไอแซคเอ่ยข้อสันนิฐาน
    “จะเป็นไปได้ยังไง แทงทะลุหัวใจต้องตายแน่นอน ข้าว่าที่หาศพไม่พบน่าจะเพราะลูกน้องของมันเก็บกลับไปแน่นอน” เอริกไม่เชื่อเพราะเห็นออคลอร์ดถุกแทงทะลุล้มลงไปกับตา
    “เจ้าเคยได้ยิน เรื่องอวัยวะภายในกลับด้านมั้ย” ไอแซคถามเอริก
    “มันมีด้วยหรอเรื่องแบบนั้น มันเป็นยังไงเจ้าอธิบายซิ” เอริกถามเพราะไม่เคยได้ยิน
    “อืม ตอนข้าสอนที่อาคาน่า ตอนข้าออกไปคุมภารกิจของลูกศิษย์ในโรงเรียนที่ต้องไปปราบก๊อบลินที่ทางตอนใต้ของอาณาจักรมู น่ะลูกศิษย์ข้าดันโดนทำร้ายปาดเจ็บสาหัด โดนพวกมันแทงทะลุหัวใจเลยล่ะ ตอนนั้นข้าติดรับมือกับฝูงก๊อบลินฝูงใหญ่อยู่ ข้าเลยช่วยไม่ทัน ข้าเห็นแผลทีแรกก็คิดว่าไม่รอดแน่ๆ แต่จู่ๆ ลูกศิษย์ข้าก็รอดได้อย่างกับปาฏิหาริย์ ข้าเลยถามหมอผู้ดูแลรักษา ปรากฏว่า เด็กคนนั้นหัวใจไม่ได้อยู่ทางซ้ายน่ะสิ หมอบอกข้าว่าทั้งชีวิตของเค้าเคยเจอเพียงแค่คนเดียว ลูกศิษย์ข้าเป็นคนที่ 2 น่ะ” ไอแซคอธิบาย
    “มันเป็นอย่างนั้นหรอ อย่าบอกนะว่า….” เอริกชักสังหรณ์ใจไม่ดี
    “อย่างที่เจ้าคิดนั่นล่ะ ข้าเลยสงสัยว่าออคลอร์ดจะยังไม่ตาย เพราะเรื่องศพข้าติดใจมาตลอด พอข้ารู้เรื่องนี้ เลยทำเรื่องลาพักร้อนและออกตามสืบเนี่ยล่ะ” ไอแซคบอกเอริก
    “แล้วจากการสืบ เจ้าได้ความอย่างไรบ้าง” เอริกชักจะนั่งไม่ติดเพราะถ้าเป็นจริงตามที่ไอแซคบอก จะต้องมีคนล้มตายอีกเป็นจำนวนมากแน่นอน
    “อืม ข้าเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อไปหาอเล็กซ์ ปรึกษากับเจ้านั่น ข้ากับอเล็กซ์เลยวางแผนว่าจะออกสืบอย่างลับๆ โดยปลอมเป็นคนคุ้มกันขบวนพ่อค้าน่ะ” ไอแซคอธิบาย
    “ตอนนั้นองค์หญิงเลยแอบตามเจ้ามาสินะ เพราะอย่างอเล็กซ์ไม่มีทางอนุญาติให้ออกมาเสี่ยงอันตรายแน่ๆ เพราะเหลือลูกสาวเพียงคนเดียวแล้ว” เอริกเข้าใจเหตุผลที่องค์หญิงมาอยู่กับไอแซคทันที
    “ใช่ ตอนข้าพบองค์หญิงว่าอยู่ในขบวนด้วยตอนอยู่เมืองมิลานแล้ว จะกลับไปก็เสียเวลา เลยเขียนจดหมายกลับไปแทน อเล็กซ์จะได้ไม่เป็นกังวล”
    “ที่เจ้ากับอเล็กซ์ ต้องออกสืบลับๆ เพราะจะได้ไม่เป็นข่าวประชาชนจะได้ไม่ตื่นตระหนกสินะ” เอริกพยักหน้าเข้าใจที่เพื่อนต้องปลอมตัวออกสืบ
    “ใช่แล้ว หลังจากพวกพ่อค้าหยุดที่เมืองมิลาน ข้าก็แอบออกไปสืบตามหลักฐานที่ได้มา เดินทางเข้าป่าลึกทันที แต่ข้าช้าเกินไป ข้าพบเพียงร่องรอยออคเท่านั้น แต่น่าจะมีไม่ต่ำกว่าร้อยตัวแน่นอน ดูเหมือนมันจะเริ่มสะสมกองกำลังใหม่แล้ว” ไอแซคบอกกับเอริกถึงหลักฐานที่ตัวเองพบ
    “แล้วเจ้าจะรู้ได้ยังไง ว่าเป็นออคลอร์ด ข้าก็ไม่รู้หรอกแต่ข้าสังเกตจากร่องรอย ดูเหมือนมันจะมุงหน้ามาทางเมืองของเจ้า แถมมันไม่ใช่แค่กองกำลังออค ข้ายังพบรอยเท้าก๊อบลินด้วย” ไอแซคบอกข้อมูลที่พบ
    “อะไรนะก๊อบลินด้วยงั้นหรอ อย่างนี้ไม่ดีแน่ ถึงออคที่เจ้าพบ จะไม่มีออคลอร์ด แต่ก๊อบลินยังไงก็อันตรายมาก เจ้าพวกนี้มันขยายพันธ์กันไวมาก” เอริกตกใจกับข้อมูล
    “แต่สบายใจได้เอริก ระหว่างเดินทางมาเมืองเจ้า ข้าสำรวจแล้วไม่พบร่องรอยออค ดูเหมือนมันจะยังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในอาณาจักรเรานี่ล่ะ เจ้าอย่าลืมสิ ออคลอร์ด มันนิสัยปอดแหก ถ้าไม่มั่นใจมันคงไม่ออกมา สู้กับเราตรงๆ ที่สำคัญพวกเรา 4 คนก็ทำมันบาดเจ็บสาหัด ข้าว่ามันคงไม่แข็งแกร่งเหมือนแต่ก่อนแน่ ข้ามั่นใจถ้าเจอมันตอนนี้ ข้าจัดการมันได้แน่นอน ที่น่าห่วงคือ เวลามันอยู่เป็นกองทัพต่างหาก เมื่อมีออคลอร์ดเป็นหัวหน้า มันสามารถสั่งการกองทัพมันได้ นั่นล่ะที่ข้ากังวล” ไอแซคบอกเรื่องที่กังวล
    “แต่เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้ามั่นใจเจ้าสามารถปกป้องเมืองบาร็อคได้แน่ ส่วนเมืองมิลาน ตอนนี้อเล็กซ์ได้เพิ่มกำลังทหารเข้าไปแล้ว ” ไอแซคบอกให้เอริกสบายใจ
    “แน่นอนข้าปกป้องได้แน่ ข้ามีเพลงดาบใหม่แล้วด้วย ข้ามั่นในว่าต่อให้เจ้ากับอเล็กซ์ลุมข้า ก็ไม่แพ้แน่นอน” เอริกหลังจากหายกังวลก็เกทับไอแซคทันที
    “หึไอ้ขี้โม้เอ้ย” ไอแซคไม่สนใจยกชาขึ้นจิบต่อพลางคิดถึงสิ่งที่อเล็กซ์บอกก่อนออกจากเมืองหลวง
    “ไอแซคเจ้ารู้มั้ยทำไมหลังจากข้าขึ้นครองราชย์ ข้าถึงส่งเอริกไปเมืองบาร็อคที่อยู่สุดขอบอาณาจักร” อเล็กซ์ถามไอแซค
    “เพราะเจ้าเอริกมันเกิดที่บาร็อคมั้ง” ไอแซคบอกกับเพื่อนรัก
    “นั่นก็ใช่ แต่ที่สำคัญคือข้าไม่อยากให้เอริก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยส่งออกไปไกลจากเมืองหลวง เพราะเมืองบาร็อคไม่มีใครอยากไปเป็นเจ้าเมืองหรอก เพราะมันทำเงินไม่ได้ ข้าเลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับนิสัยอย่างเอริก รวมถึงข้าติดใจเรื่องศพของออคลอร์ดด้วย เป็นจังหวะกับที่เจ้ามาปรึกษาข้าพอดี ข้าคิดว่าถ้าออคลอร์ดมันยังไม่ตายจริงๆ มันจะต้องกำลังหลบซ่อนอยู่แน่ๆ ลางสังหรณ์ข้าบอกว่ามันอาจจะมุ่งหน้า ไปเมืองบาร็อคเพราะแถวนั้นเดินทางเข้าถึงลำบาก ทำให้กองทัพเดินทางล่าช้า ข้าว่าอย่างออคลอร์ด ถ้ามันยังอยู่มันก็คงมองเห็นจุดนี้ เลยน่าจะไปหลบซ่อนแถวนั้น มีเอริกอยู่ที่นั่นข้าก็สบายใจ” อเล็กซ์ร่ายยาว
    “นั่นสินะ ลางสังหรณ์เจ้ามักแม่นยำเสมอ” ไอแซคบอกพลางนึกถึงลางสังหรณ์ของเพื่อนที่มักแม่นยำ
    “เฮ้ ไอแซคเหม่ออะไรของเจ้า” เอริกถามเพื่อนหลังจากเห็นนิ่งไปนาน
    “อ่อไม่มีอะไร ข้าแค่หิวแล้วล่ะ พาข้าไปเที่ยวเทศกาลหน่อยสิ” ไอแซคบอกปัด
    “นั่นสิ วันนี้ที่บ้านข้าคงไม่มีมื้อเย็นเพราะออกไปข้างนอกกันหมด ไปหาอะไรทานที่เทศกาลกันเถอะ” เอริกชวนไอแซคออกไปทันที
    จบ...