7. บทที่ 7
"แกพูดจริงใช่ไหมหลี่เหว่ย! ดีจริงๆ แกจะได้พาครอบครัวกลับมาปักกิ่งสักที เฮ้อ"
หลี่เฟยเทียนถึงจะถามย้ำสหายไปให้มั่นใจอย่างนั้น แต่ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความยินดีกับสหาย และโล่งใจที่ครอบครัวซ่งจะได้กลับมา
"ฉันพูดเื่จริงสิตาแก่หลี่ ฉันถึงบอกแกยังไงล่ะว่าวันนี้เป็วันที่ดีจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ท่านพลเรือเอกพิเศษพูดเสร็จก็หัวเราะออกมาเสียงดังราวฟ้าผ่า ทะลุประตูห้องทำงานส่วนตัว ออกไปจนลูกน้องใต้บังคับบัญชาของเขายังได้ยินอย่างชัดเจน
คุณตาซ่งของหลานๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ พลางยกมือแกร่งใช้ปลายนิ้วเรียว เช็ดน้ำตาตรงหางตาที่มันไหลออกมาจากการหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
วันนี้เขาไม่สามารถวางมาดให้ใครดูได้อีกแล้ว ขอสักวันแล้วกันลูกน้องยังเคารพเขาเหมือนเดิมนั่นละ
คุณตาซ่งคิดเข้าข้างตัวเองแบบคิดเองเออเอง และพยักหน้าพอใจกับความคิดนี้ของตัวเองอีกด้วย…
ต้องรู้ก่อนว่าการลงใต้ไปสร้างผลงานที่นั่นถือเป็โอกาสที่ดีมาก และไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้ย้ายลงใต้เพื่อไปสร้างผลงานโดยเฉพาะ
คนหนุ่มเก่งๆ ที่มองหาโอกาสเติบโตจะมองเห็นว่ากว่างโจวเหมาะสมกับการเลื่อนตำแหน่งมาก
แต่คนส่วนมากที่ไม่ใช่ คนหนุ่มเก่งๆ หรือทหารยศสูงมีประสบการณ์แล้ว มักจะมองว่ากว่างโจวไม่เหมาะกับการเติบโตในหน้าที่การงาน
เพราะมีภาพลักษณ์ค่อนข้างแตกต่างจากเมืองทางเหนือที่เป็เมืองหลวง ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วย ราชการและเป็ทางการ
แต่ในกว่างโจวจะรู้สึกและรับรู้ได้ถึง การค้าและความวุ่นวาย พวกเขาจึงมุ่งเน้นไปที่เมืองหลวงเพียงเท่านั้น
แต่ก็ถือว่าพวกเขาคิดถูกแล้ว นั่นก็เพราะว่าที่กว่างโจวมันมีแต่ คนหนุ่มเก่งๆ นี่แหละ
พวกเขาสองสหายถึงได้ดีใจกันมากขนาดนี้ ที่นี่มีแต่คนอยากเก็บผลงานจริงๆ เพราะมีคนเก่งมากความสามารถหลายคน
ตำแหน่งสูงๆ มีไม่ครบคนแน่นอนอยู่แล้ว การอนุมัติจึงต้องใช้เวลาหลายปี เพื่อพิจารณาให้ได้คนที่เหมาะสมที่สุดจริงๆ
ในตอนแรกพวกเขาคิดไว้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็หกปีถึงจะได้กลับปักกิ่ง แต่ตอนนี้ไม่ต้องรอนานถึงขนาดนั้นแล้ว
“แล้วแกจะกลับมาฉลองครบเดือนหย่าเออร์หลานน้อยของฉันเลยรึเปล่าล่ะ”
คุณปู่หลี่ไม่สนใจเสียงหัวเราะที่ดังราวฟ้าผ่าของสหาย ทั้งที่เมื่อครู่หูเขาแทบดับเลยทีเดียว
นี่มันคืออาการปกติของหลี่เหว่ยที่มักจะหลุดบ่อยๆ ยามอยู่กับคนคุ้นเคย ก็เขามันคนเพี้ยนๆ!
“หลานน้อยของแกคนเดียวที่ไหนกันตาแก่หลี่! ฉันจะกลับให้ทันฉลองครบเดือนหลานแน่นอน ก่อนมารับสายแกฉันยื่นเื่ย้ายกลับปักกิ่งแล้ว”
คุณตาซ่งเอ่ยท้วงสหายก่อนจะยืนยันไปฉลองครบเดือนหลานสาว
“ได้ฉันจะรอแก แต่เดี๋ยวก่อนหลี่เหว่ย แกจะเรียกฉันว่าตาแก่อีกกี่คำแกถึงจะพอใจกัน! ฉันอายุแค่ 48 ฉันยังไม่แก่ถึงขนาดใช้คำนั้น! ตาแก่ซ่ง!!”
พูดเสียงดังใส่เพื่อนให้หูดับเป็การแก้แค้นเสร็จก็วางสายทันทีอย่างโมโหเพื่อนรัก
คุณย่าจางยกมือบางปิดปากหัวเราะออกมาเบาๆ เธอนั่งฟังสองเพื่อนสนิทคุยกันเหมือนทะเลาะกันมากกว่าอย่างเคยชิน พวกเขากระชับมิตรกันบ่อยๆแบบนี้นี่ละ
ปีนี้หลี่เฟยเทียนอายุ 48 ถือว่ามากพอสมควร รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำสมกับเป็นายทหารยศสูงที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี
ผิวขาวมากทั้งที่ต้องออกตรวจงานกลางแจ้งในบางที เนื้อผิวกายผิวหน้ายังเต่งตึงมีแค่ร่องรอยประสบการณ์ชีวิตขีดที่หางตาบ้างเล็กน้อย
หน้าตาของเขานับว่าดีมาก นี่คือต้นแบบใบหน้าอันหล่อเหลาของลูกชายเธอเชียวนะ จะหน้าตาด้อยกว่าลูกชายได้อย่างไร
จางเลี่ยงเหลี่ยงปีนี้ 45 แล้วแต่รูปร่างหน้าตาเธอนั้นดีมากนับว่ายังดูสาวสวยสง่าสมกับมีลูกชายหน้าตาหล่อเหลาขนาดนั้น
“คุณยังไม่แก่ค่ะเฟยเทียน ยังดูเป็หนุ่มสุดหล่อสำหรับฉันเสมอค่ะ”
คุณย่าจางผู้ไม่เคยเหนียมอายกับการแสดงความรักกับสามีเธอพูดยืนยันความคิดเธอให้เขาฟัง
“หึ หึ หึ…. แน่นอนว่าคุณก็ยังดูสาวดูสวยเสมอในสายตาของผม”
เฟยเทียนหัวเราะในลำคออย่างชอบใจกับคำพูดภรรยาก่อนดึงเธอมากอดแน่นจนจมอกกว้าง ก่อนทั้งคู่จะพากันไปนอนพักกลางวันให้สมกับที่วันนี้เป็วันหยุดของคุณปู่หลี่
ด้านหลี่เฟยหย่าทารกน้อยที่กินนมอิ่มนอนฝันหวานตอนนี้ แน่นอนว่าฝันหวานจริงๆ ในห้วงฝันลึกของเธอนั้น
เห็นเป็ทิวทัศน์ที่ท่านผู้เฒ่าอุ้มเธอไปส่งให้คุณแม่เธอเลย เพียงแต่มันกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดตรงไหนเลย
ทุ่งดอกไม้กว้างไกลสุดลูกตา ทางเดินหินหยกเรืองแสง ูเาน้ำตกสูงใหญ่ บึงบ่อกว้าง น้ำสีมรกตส่องแสงพราวระยับ ปลาหลี่มากมายสีสวยทั้งหลาย สุดท้ายคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ใหญ่มากๆ นี่อีก
‘นี่มันคฤหาสน์ตระกูลพ่อเธอในโลกเก่านี่’
หลี่เฟยหย่าตอนนี้อยู่ในรูปร่างของเด็กอายุสองขวบครึ่งตัวน้อย แขนขาน้อยๆสั้นป้อมดูน่ารักมาก พูดออกมาอย่างแปลกใจ
เธอไม่แน่ใจว่าอยู่ในความฝันเหมือนที่เธอคิดตอนนี้จริงๆ รึเปล่า เพราะเธอรู้สึกว่าเธอจะทำอะไรก็ได้ในนี้ และขยับร่างกายได้ตามที่ใจ้า ความฝันแบบไหนกันที่ทำได้ขนาดนี้
เมื่อคิดว่าทำได้ดังนั้นแล้ว จึงเดินมุ่งหน้าไปที่บึงบ่อกว้างตรงพื้นตื้นๆ ด้วยความอยากรู้ทันที
แต่พอเดินไปได้สามสี่ก้าวเธอก็หยุดด้วยความขัดใจ นี่มันช้ามาก หนึ่งก้าวที่เธอเดินมันสั้นเกินไป นี่เรียกว่าเดินเตาะแตะไหม ขาเธอมันสั้นป้อมมากมันดูน่ารักเกินไป
ฉันอยากเก็บเอาไว้ให้ครอบครัวใหม่ดูมากกว่าจะมาเดินคนเดียวแบบนี้ คิดแล้วก็เดินต่อแบบไม่รอช้าอีก
พอเดินจนถึงตรงฝั่งตื้นที่สุดแล้วก็ทิ้งตัวลงนั่งเหยียดขาสั้นๆออกด้วยความเหนื่อย นี่มันความฝันแบบใด
จะสมจริงเกินไปแล้ว เฟยหย่ายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไม่มีอยู่จริงตรงหน้าผากออก ก่อนจะใช้อุ้งมือน้อยป้อมๆ ทั้งสองข้างนั่นตักน้ำตรงมีน้ำปริ่มขอบบ่อมาดื่มจนพอใจ เธอรู้สึกหิวมาก
น้ำนี่ไม่เป็ไรหรอกสีมันสวยมากมีแสงระยิบระยับด้วย แถมนี่มันฝันของเธอจะทำอะไรก็ได้
‘ฮ้า….นี่มันสดชื่นมากหวานด้วย!’
พออิ่มแล้วก็ทำเสียงสดชื่น สองมือกุมแก้มป่อง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจ แต่ไม่ได้สังเกตเลย ว่ามันจะอิ่มได้เหมือนกินข้าวได้ยังไงเธอตักน้ำด้วยมือน้อยๆ นั่นมากินสองรอบเองนะ
เฟยหย่าตอนนี้โดนความรู้สึกของเด็กครอบงำจนไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนอีกแล้ว ความฝันที่ไหน จะรู้รสชาติแบบนี้กัน
ได้แต่หวังว่าความรู้สึกเฟยหย่าสองขวบครึ่งตอนนี้จะหายไป ความคิดของจิติญญาดั้งเดิมเธอจะกลับมาโดยไว เพื่อสำรวจมิติที่ท่านผู้เฒ่าให้มา พร้อมโชคอันมากมายของเธอ
.......................................................