วุ่นรักพี่รหัสตัวร้าย

    14:ง้อ

       “ก้มมานี่” ธัพธัยมีสีหน้างงแต่ก็ยอมทำตามที่บอกแต่โดยดี เขาก้มหัวเอียงคอรอฟังสิ่งที่จีน่าต้องการพูด   “ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากกอดลา มันคือของขวัญในโอกาสที่ธัพลืมพี่” จีน่ารั้งคอธัพธัยทำองศาให้พอดีกับมุมที่บางคนมองยังไงก็เหมือนคนกำลังจูบกัน สายตาสวยยังมองสวนกับสายตาของคนในมุมมืด   “ส่งแค่นี้แหละ พี่จะกลับแล้ว” ทั้งสองบอกลากันตรงลานจอดรถหน้าคอนโด   “เดินทางปลอดภัยนะครับ พี่จี” หญิงสาวหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม ยินดีกับสถานะใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา ธัพธัยไม่เคยเรียกเธอว่าพี่เลยสักครั้ง    “คุณครับ คุณมินจุน”   “คะ...ครับ” พอรู้สึกตัวก็เจอเข้ากับใบหน้าหล่อของสัตวแพทย์ยิ้มรออยู่ มินจุนยิ้มแหย๋ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาว หยิบบางสิ่งออกมาวางบนโต๊ะ นั่นทำให้คุณหมอหนุ่มถึงกับหัวเราะ   “ผอมเชียว” เจ้าแมวลายสะลิดนั่งโยกหัวโงนเงนไปมา   “ไปโดนอะไรมาครับ”   “เอ่อ  หลุดมือครับ” มินจุนตอบตะกุกตะกักเมื่อหมอถามถึงสาเหตุของอาการบาดเจ็บที่ขาน้องแมว  และก็เป็นเหตุผลที่เขายัดมันใส่กระเป๋าเสื้อเพราะกลัวทำหลุดมืออีก   “มีอาการขาดน้ำเล็กน้อย ขาที่เจ็บเดี๋ยวก็หาย โดยรวมไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนะครับ” หมอแจ้งอาการป่วยข้างต้นให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้รับทราบ แต่เจ้าของแมวดูเหม่อลอยแปลกๆ   “ถึงผมจะเป็นสัตวแพทย์ แต่ก็พอตรวจให้ได้นะครับถ้าคุณสนใจ อาการคุณน่าเป็นห่วงกว่าน้องแมวอีก” ที่หมอพูดทั้งหมดก็เข้าหูอยู่หรอก แค่ใจยังจดจ่ออยู่ที่ภาพบาดตาหน้าคอนโด เลยอาจจะดูเหมือนเขาเหลือแค่ร่างที่ไร้วิญญาณ   “แกมีเจ้าของแล้วนะ” มินจุนใส่ปลอกคอไซส์เล็กสุดให้กับเจ้าเหมียว แต่ก็ยังมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับตัวมันอยู่ดี มันแทบชูคอไม่ขึ้นคงเพราะหนักปลอกคอ เขามองเจ้าแมวน้อยด้วยความเอ็นดู ขากลับมินจุนยัดเจ้าสก็อตติชลงในกระเป๋าผ้าที่ทางคลินิกมอบให้ เขาพาร่างไร้วิญญาณเดินทอดน่องกลับหอ   “จุนนี่” เป็นพี่เจียและพี่อาร์มขับรถผ่านมาพอดี   “ขึ้นรถดิเดี๋ยวพี่ไปส่ง” พี่เจียคะยั้ยคะยอขอไปส่งมินจุน จนเขาต้องยอมใจอ่อนตามขึ้นรถไป   “คืนนี้กลับหอหรอ” เพราะปกติมินจุนจะอยู่ที่คอนโดกับธัพธัยซะส่วนใหญ่ และยิ่งเห็นเดินคนเดียวด้วย ยิ่งแปลกใจเข้าไปอีก   “พอดีต้องจัดกระเป๋าเตรียมกลับต่างจังหวัดนะครับ”   “แล้วไม่ให้ธัพมาส่งล่ะ”   “พี่เขาติดธุระ” พี่ทั้งสองก็พยักหน้าทำความเข้าใจ  “พี่สองคนรู้จักคนชื่อจีไหมครับ” เป็นเพื่อนสนิทพี่ธัพยังไงต้องรู้จักบ้างไม่มากก็น้อย เขาจึงลองถามเผื่อได้ข้อมูลเพิ่ม   “รู้จักดิ คนที่ไอ้ธัพมันรักมาก” ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกพี่เจียฟาดเข้าให้ ตามด้วยการด่าทางสายตา “น้องมันไม่คิดมากหรอกน่า”   “มีหน้าที่ขับก็ขับไป อย่าพูดมาก” พี่เจียเอ็ดแฟนหนุ่มไปหนึ่งยก ก่อนหันมาส่งยิ้มให้กับรุ่นน้องแล้วเริ่มพูดต่อจากพี่อาร์ม “เคยเจออยู่สองสามครั้ง น่ารักมากเลยล่ะ”   “สวยสเปคไอ้ธัพเลยนะคนนี้” พี่อาร์มพูดแทรกอยากจะนำเสนอเต็มทน จึงโดนหยิกที่แขนอีกรอบ   “อย่าคิดมากเลยนะ แค่รักสมัยเด็ก อ้อ! เป็นเจ้าของหวานเย็นด้วย” เขาจำได้แล้ว มิน่าดูคุ้นๆ เป็นผู้หญิงในรูปคนนั้น ต้นเหตุของการทะเลาะกันครั้งนั้น คนในรูปที่พี่ธัพโครตหวง พอประติดประต่อเรื่องได้ ความข้องใจก็ถูกเฉลย ความรู้สึกทั้งหมดมันดันขึ้นมาจุกที่อก เข้าต้องพยายามกลั้นเอาไว้จนปากเรียวเริ่มสั่น    ในห้องมืด ร่างโปร่งค่อยๆทรุดตัวลงนั่งหลังพิงประตู ความเจ็บที่สุดจะกลั้นกลั่นออกมาเป็นน้ำตานับร้อยเม็ด ไหลรินมาฟ้องความจริงที่ว่าเขาเสียใจมากแค่ไหน ร่างบางสั่นเทาตามแรงสะอื้น ตรงกลากอกมันเจ็บจนต้องยกมือขึ้นมากุมเอาไว้ อีกมือคอยซับน้ำตาให้กับตัวเอง เพิ่งเคยเจ็บจนหมดแรงก็ครั้งนี้ ต้องรักขนาดไหนถึงเป็นได้ขนาดนี้ ดีที่ยังไม่ได้หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กินกับเขา ไม่งั้นคงไม่ต่างจากหมาตัวหนึ่ง ‘ตัวจริงเขากลับมา แล้วกูล่ะ’   “แม่งเอ้ย เสือกรักมากอีก” มือเรียวทุบอกตัวเองดังตุบๆ เผื่อมันจะช่วยบรรเทาความเจ็บได้บ้าง ตบหน้าตัวเองแรงๆเพื่อช่วยดึงสติให้กลับมาอยู่ที่จุดเริ่มต้น แล้วยังไงล่ะ ไม่เพียงลบเขาออกไปไม่ได้ยังเจ็บตัวฟรีอีก เขาถลำลึกเกินจะถอนตัวแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ แบบนี้จะเรียกว่าอกหักได้ไหมนะ เหมียวๆๆ เสียใจก็โคตรเสียใจ แมวก็ต้องเลี้ยง มินจุนนอนตะแครงบนเตียงมองเจ้าสก็อตติช อย่างน้อยๆก็มีจุดโฟกัสของสายตา แต่สมองก็คิดเห็นแต่ภาพบาดตานั่นอยู่ดี แค่นั้นไม่พอสมองยังขุดเรื่องราววันทะเลาะกันเพราะรูปของผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาย้ำ ‘รักมากสินะ ถึงโกรธกูขนาดนั้น เข้าใจแล้ว”    กริ๊ง~ เสียงกระดิ่งที่หน้าประตูดังขึ้น แจ้งให้ทราบเมื่อมีผู้มาเยือน   “ยินดีต้อนรับค่ะ” เจ้าของร้านวางมือจากงานหลังเคาเตอร์หันกลับมากล่าวคำต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใส “จุน! จะมาทำไมไม่โทรบอก แม่จะได้ไปรับที่สนามบิน" หญิงวัยกลางคนสาวเท้าเร็วๆมายังจุดที่มินจุนยืนอยู่  หนุ่มน้อยโผเข้ากอดมารดาทันทีที่มาถึง หัวใจของเขาบอบช้ำหนัก มีเพียงแม่เท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาได้ เขาจึงโหยหาอ้อมกอดของแม่มากที่สุด กันยามองลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแปลกใจ   “เป็นอะไร” เธอสัมผัสได้ถึงความผิดแปลก คนเป็นแม่มักจะรู้ได้ถึงความทุกข์ใจของลูก   “เปล่าครับ” เขาแค่อยากพักใจไม่ได้อยากสร้างความหนักให้ให้กับมารดา จึงแสร้งทำเป็นสบายดีทั้งที่ข้างในแตกสลาย   “ตาแดงๆร้องไห้หรอ” เพราะร้องไห้ยันเช้าแถมยังไม่ได้นอนอีก ตาบวมบูดขนาดนี้แม่จะสังเกตเห็นก็ไม่แปลก   “คิดถึง” สีหน้าคนเป็นแม่ดูไม่ค่อยเชื่อหูสักเท่าไหร่   “ไม่เจอแค่ไม่กี่เดือนเอง” มินจุนก็กลัวจะถูกจับได้เลยทำทีออดอ้อนมารดาเป็นการใหญ่ แต่มีหรือแม่จะดูไม่ออก ต่อให้พยายามกลบเกลื่อนแค่ไหนก็เถอะ   “อะไรอยู่ในกระเป๋า” กันยาเห็นกระเป๋าขยับไปมาเหมือนมีบางสิ่งอยู่ข้างใน   “อ๋อ” มินจุนเปิดกระเป๋าออกให้แม่ดูเจ้าแมวน้อยตากลม   “น่ารักเชียว ของลูกหรอ”   “ครับ มันไม่มีเจ้าของผมเลยรับมาเลี้ยง” มินจุนจิ้มนิ้วที่จมูกสีชมพูน้อยๆ กันยาลอบมองท่าทางของลูกชายอยู่เงียบ แต่เล็กลูกชายคนนี้กลัวแมวยิ่งกว่าอะไรดี ทำไมวันนี้กลับรับเลี้ยงสัตว์ที่แค่ได้ยินเสียงร้องก็ตัวสั่นรอแล้ว  ชีวิตนี้เธอไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพแบนี้เลยด้วยซ้ำ ‘เลิกกลัวแล้วก็ดี’   “แป๋วแว๋วล่ะ” ผู้ช่วยคนเก่งของแม่ที่วันนี้เขายังไม่เห็นเงาจึงถามหา   “ไปส่งขนมให้ลูกค้า เดี๋ยวก็มา”   “งั้น เด๋ยวผมช่วยแม่เอง” มินจุนวางกระเป๋าเป้ที่โต๊ะหลังเคาเตอร์ กำลังจะเอื้อมไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาสวมใส่ แต่ถูกผู้เป็นแม่รั้งแขนไว้ก่อน   “เดินทางมาเหนื่อยๆ เข้าบ้านไปพักเถอะลูก” สีหน้าลูกชายดูอ่อนเพลีย อาจจะเพราะการเดินทางหรือเพราะเหตุอื่น การพักผ่อนนอนหลับจะช่วยให้สภาพร่างการและจิตใจดีขึ้น   “ไม่ต้องห่วงหรอก วันนี้ลูกค้าไม่ค่อยเยอะ แม่กับแจ๋วแว๋วเอาอยู่” กันยาดันหลังลูกชายพร้องสัมภาระออกประตูหลังร้าน เดินลัดเลาะสวนตามเส้นทางเล็กๆไปไม่ไกลนัก เป็นบริเวณบ้านสองชั้น ครึ่งบนเป็นไม้ข้างล่างเป็นปูนสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ มินจุนคืนอิสระให้กับเจ้าแมวเหมียว มันดูสนใจกับห้องใหม่ที่เพิ่งมาถึงจึงเดินสำรวจไปทั่ว ก่อนจะกระโดดขึ้นเตียงมานอนข้างเจ้านายน้อย มินจุนเอาแต่จ้องที่หน้าจอมือถือ เจ้าของสายเรียกเข้าครั้งแล้วครั้งเล่าคนนั้นทำให้น้ำตาที่ปริ่มๆอยู่ของเขา ไหลพรากออกมาไม่อายฟ้าดิน มือเรียวกำผ้าปูแน่น ความเสียใจที่มีจะรับมือยังไงดี น้ำตาจากความเจ็บปวดรินรดหมอนสีขาวจนเปียกชุ่ม ผ่านไปอีกหลายวันคราบน้ำตาที่หมอนถูกซักครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจับผ้าขึ้นสะบัดก่อนจะตากปลอกหมอนที่ราวตากผ้า พอซักออกแล้วก็เหมือนใหม่ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ แต่หัวใจที่บอบช้ำล่ะต้องทำอย่างไรถึงจะเหมือนเก่า    “ไม่รับหน่อยหรอ” กันยาลอบมองอยู่หลายครั้ง ระบบสั่นเตือนจากมือถือของลูกชายสร้างความสงสัยให้เป็นอันมาก   “เพื่อนนะครับ”   “มีธุระสำคัญรึเปล่าลูก โทรถี่เชียว” ไม่ใช่แค่วันนี้ เพราะเธอเห็นทุกวันแทบจะทุกเวลา ดูคร่าวๆก็ประมาณสามร้อยกว่าสายที่ไม่ได้รับ   “ไม่หรอก แค่แกล้ง” กันยาส่งสายตากับแจ๋วแว๋ว ทั้งคู่คิดว่าต้องมีอะไรเกินคำว่าแกล้งแน่ๆ เป็นเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้วที่มินจุนกลับมาบ้าน กลางวันทำตัวปกติที่ดูนิ่งกว่าแต่ก่อน ยิ้มน้อย เหม่อลอยเป็นบางครั้ง ตกกลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ต้องอยู่กับตัวเอง ก็จะมีบ้างที่นอนร้องไห้ เขาฮึดขึ้นสู้อยู่หลายครั้งแต่ก็จบลงด้วยความล้มเหลวทุกครั้ง เพราะอะไรทำไมตัดใจไม่ได้สักที หรือเพราะยังไม่ได้เคลียร์ใจกัน  เขารู้ว่าจะต้องเจอพี่ธัพในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว ยังทำใจเจอหน้าไม่ได้เลย แค่คิดก็น้ำตารื่นขึ้นมาแล้ว   กริ๊ง~ กระดิ่งที่ประตูดังขึ้นเรียกคืนสติให้มินจุน เขาปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติวางมือจากงานเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ ด้วยคิดว่าผู้เป็นแม่คงกลับจากส่งของให้ลูกค้าแล้ว   “กลับมาเร็วจังเลยนะครับ” มินจุนมองไปยังประตูทางเข้าร้านพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม   “พี่ธัพ” เขารู้ดีแก่ใจว่าวันนี้ต้องมาถึง สีหน้ามินจุนเปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นบึ้งตึง เขากรอกตามองบนเพื่อควบคุมไมให้น้ำตามันไหล   “มึงเป็นอะไร ทำไมไม่รับโทรศัพท์กู” คนถูกถามนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ หันกลับไปเช็ดโต๊ะดังเดิม ทำเหมือนธัพธัยไม่มีตัวตน  “อย่าเงียบแบบนี้ มีอะไรมึงบอกกูดิ” คนพี่ร้อนใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาเป็นอาทิตย์ พอเจอหน้ากันกลับทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ   “ไอ้จุน” ธัพธัยดึงแขนมินจุนพลิกตัวน้องให้หันมาประจันหน้ากัน ถึงกระนั้นมินจุนก็ยังไม่ยอมมองหน้าพี่ การกระทำแบบนี้ การพยายามตีห่าง ไม่ยอมพูดจาด้วยมันทำให้ธัพธัยเริ่มหงุดหงิด หากมีปัญหาอะไรก็ควรบอกกันดีๆ ไม่ใช่หนีหายแบบนี้มันจะเข้าใจกันได้ยังไง   “จุน กูขอร้อง มึงพูดอะไรสักคำเถอะ” เขาเริ่มใจไม่ดี ไม่รู่ว่าน้องโกรธเรื่องอะไร ช่วยพูดบอกสักคำเถอะ   “จุน” คนพี่เริ่มน้ำตารื้นน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ เขาดึงร่างบางเข้ากอด  จนมินจุนมีปฏิกิริยาอื่นนอกเหนือกจากการเงียบ ร่างโปร่งเริ่มสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมกอดพี่ ธัพธัยจึงคลายวงแขนออกเพื่อจะมองหน้าน้องได้ชัดๆ   “มึงมีอะไรจะพูดบอกกูใช่ไหม”   “เราเลิกกันเถอะ” มินจุนไม่อยากดูโง่ รีบชิงบอกเลิกก่อน   “พูดอะไรของมึง ใครจะเลิก” ธัพธัยงงหนัก จู่ๆทำไมพูดแบบนี้ ก็ยังรักกันดีไม่มีเหตุให้ต้องเลิกกันนิ หรือไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อนเมาแดด มือหนาอังที่หน้าผากจับตามตัว ‘ตัวก็ไม่ร้อนนิ รึเป็นไบโพล่าร์’   “ไม่รักแล้วหรอ หรือมึงมีคนอื่น” คนจะเลิกกันมันหนีไม่พ้นเรื่องพวกนี้ไม่หมดรักก็มีคนอื่น เป็นสิ่งที่ธัพธัยคิดได้ในตอนนี้   “คนที่มีคนอื่นนะ พี่ไม่ใช่หรอ” คำพูดของน้องยิ่งสร้างความฉงนให้พี่เข้าไปอีก   “กูจะมีใครที่ไหนได้ กูรักมึงจะตายห่าอยู่แล้ว” เรียกได้ว่าทั้งรักทั้งหลงแล้วจะมีคนอื่นได้ไง ยิ่งพูดก็ยิ่งงง   “พี่แม่ง โคตรใจดำเลยว่ะ มึงจูบกับคนอื่นต่อหน้ากู แล้วยังจะตีหน้าซื่อใส่กูอีก” มองอีกคนด้วยสายตาโกระเคืองเชิงตัดพ้อ มินจุนสะบัดแขนสุดแรงเพื่อต้องการหลุดจากพันธนาการของพี่ แต่สุดแรงนั่นยังไม่ได้ครึ่งของแรงธัพธัยเลยด้วยซ้ำ และยิ่งคนพี่ไม่ยอมก็อย่าหวังว่าจะหลุดรอดไปได้ คนน้องเมื่อสู้ด้วยกำลังไม่ได้ เลยเอาแต่ร้องไห้จิตใจที่อ่อนแอส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอไปด้วย   “จูบกับใคร” ธัพธัยพยายามนึกยังไงก็นึกไม่ออก เท่าที่จำได้ก็จูบอยู่แต่กับมินจุน เฮ้อ!มินจุนถอนหายใจด้วยผิดหวัง เป็นผู้ชายควรยอมรับกับเรื่องที่ทำไว้อย่างผ่าเผย ไม่ใช่ปลิ้นปล้อนแถไปเรื่อยแบบนี้   “ถึงผมจะโง่ แต่ผมไม่ใช่ควายนะ พี่จูบกับคนชื่อจีที่หน้าคอนโด ลืมไปแล้วหรอ มึงจูบกับทุกคนเป็นเรื่องปกติหรือไง ทำไมลืมง่ายนัก” มินจุนตะคอกใส่หน้าเสียงดังมีอารมณ์โมโหร่วมด้วย   “กลับไปเลยนะ” ซ้ำยังไล่ตะเพิดอีก มินจุนเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ไล่ส่งอีกคนไปให้พ้น แต่คนพี่มีหรือจะยอมไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ไอ้ที่โดนด่ามาทั้งหมดเขายังไม่ได้ทำสักอย่าง เขากอดรัดร่างโปร่งให้แน่นขึ้น แต่เจ้าของร่างดิ้นผลั่กๆทั้งสองยื้อยุดกันอยู่นาน ธัพธัยจนปัญญาจริงๆ ทั้งถูกด่าทอต่อยตีสารพัดก็ยังยืนหยัดอยู่ไม่ไหวติง ไร้เสียงโต้เถียงใดๆ เพราะอีกคนกำลังร้อนไม่ยอมฟัง จะจัดการกับคนรั้นอย่างมินจุน เขาคิดได้แค่วิธีเดียว เมื่อน้องฟาดมาไม่ว่าจะโดนตรงไหนธัพธัยก็จะหอมแก้มกลับสลับกับจูบปาก อยากตีก็ตีไป เขาจะทำแบบนี้จนกว่าน้องจะใจเย็นลง และนั่นคนพี่ก็ถูกหมัดฟาดเข้าที่มุมปากบ่อยครั้งจนเลือดซิบ มินจุนจึงจำต้องยอมอ่อนลงเพราะทะเลาะกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์   “มึงฟังกูนะ กูกับจีไม่เคยจูบกัน มึงเชื่อกูได้ไหม” สายตาของธัพธัยบอกให้รู้ว่าเขาไม่ได้โกหกแต่อย่างใด เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง จึงกดโทรออกหาจีน่าและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ปลายสายฟัง สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงเสียงหัวเราะ (มุมกล้องอ่ะ พี่กับธัพไม่ได้จูบกันจริงๆ นี่แค่จะแกล้งเล่นๆ ทะเลาะกันจริงจังเลยหรอ พี่ขอโทษนะ) พี่จีน่าพูดพลางกลั้นขำคิดว่าเด็กๆคงเคลียร์กันไปแล้ว ไม่คิดว่าจะยืดเยื้อเป็นอาทิตย์ พอได้ฟังดังนั้นมินจุนก็กลายร่างเป็นเด็กน้อยทันที  ก้มหน้าเขินอายกับสิ่งที่ตนได้ทำลงไป เรื่องจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้แต่ที่รู้คือ เขาพร้อมจะเชื่อหากพี่บอกว่าไม่มีอะไร   “แค่มุมกล้องหรอ มันชัดเจนมากเลยนะ” ยังคงพยายามแถแก้เขินต่อ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้วนิ อายจนทำตัวไม่ถูกเลย   “อย่าเป็นแบบนี้อีกนะ ใจเสียหมด มีอะไรก็พูดตรงๆ มึงตีกูให้ตายตอนนั้นเลยยังดีกว่าเป็นแบบนี้ซะอีก” ธัพธัยทำหน้าตาน่าสงสาร อ้อนสุดฤทธิ์ เขาไม่ได้เสแสร้งหรือแกล้งทำมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เสื้อร้ายจะกลายเป็นแมวน้อยเมื่ออยู่กับคนที่เขารัก   “ขอโทษ” มินจุนพูดได้แค่สองคำก็ถูกประกบปิดปากอยู่นานจนคนพี่พอใจ   “คิดถึง” ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขารู้สึกกลัวมาก กลัวว่าจะไม่ได้เจอ กลัวว่าน้องจะหายไปจากชีวิต ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมามันว่างเปล่า โคตรเงียบเหงา   “กูกลัวมากรู้ป่าว เพื่อนมึงทุกตัวก็ไม่รู้ว่ามึงอยู่ไหน น้องมึงก็ไม่ยอมบอกอะไรกู บอกแค่อีกไม่นานก็ได้เจอกัน แล้วกูทำอะไรได้ มึงใจแข็งไม่รับโทรศัพท์กูได้ไง ชดใช้มาเลยนะ” เสียงงุ้งงิ้งข้างๆหูลบภาพคนอารมณ์ร้ายเกรี้ยวกราดไปหมดสิ้น ธัพธัยกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น พรหมจูบแก้มเนียนครั้งแล้วครั้งเล่า ปากก็เรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับตนเอง   กริ๊ง~ เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นอีก ครั้งนี้มินจุนมั่นใจว่าแม่ต้องกลับมาจากส่งของแล้ว จึงผลักธัพธัยออกห่างอย่างสุดแรง จนคนพี่ถลาถอยหลังไปหลายก้าว   “แม่กลับมาแล้วหรอครับ” มินจุนเหงื่อตกทำตัวไม่ถูกไม่รู้แม่เห็นอะไรบ้าง ธัพธัยเองก็ตกใจไม่น้อยรีบยกมือไหว้ด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ยืนกอดลูกคนอื่นกลางร้านโจ่งแจ้งแบบนี้ จะโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้ารึเปล่าก็ไม่รู้   “เอ่อ พี่ธัพเป็นพี่รหัสผมครับ”   “แค่พี่หรอ?” กันยาเลิกคิ้วถามไม่อาจเชื่อที่ลูกชายบอกได้ เพราะที่เห็นมันเกินคำว่าพี่ไปไกลมาก ธัพธัยก้มหน้ามองต่ำประสานมือที่หน้าท้อง ไม่กล้าสู้หน้าแม่ของมินจุน เมื่อเห็นพี่ถูกจ้องหน้าไม่วางตามินจุนจึงทำทีเข้าอ้อนมารดาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจมาที่ตน   “ใช่เจ้าของเบอร์ที่โทรมาบ่อยๆรึป่าว” กันยาพูดพลางเดินเข้าไปหลังเค้าเตอร์ ธัพธัยก็ถอยหลังหลบให้พ้นทางอย่างนอบน้อม เข้ารู้สึกเกร็งจนตัวแข็งเป็นไม้กระดาน ความใจกล้าบ้าบิ่นที่เคยมีตอนนี้กลับหดหาย หากเป็นความรักแบบชายหญิงเขาจะไม่ลังเลที่จะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่ความรักของเขาทั้งสองมันยากที่จะอธิบาย ไม่สิ มันยากที่ทุกคนจะรับได้กับความสัมพันธ์แบบชายรักชาย   “จุนไม่มีอะไรจะบอกแม่หน่อยหรอ” กันยาลองหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาอีกรอบเผื่อลูกชายจะยอมปริปากอะไรบ้าง   “เอ่อ...ไม่ครับ” มินจุนส่ายหน้าไปพลาง เขาคิดดีแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญมากๆที่ต้องทำจึงเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน คนเป็นแม่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เมื่อลูกพร้อมคงจะบอกกับเธอเอง แค่มินจุนกลับมายิ้มสดใสเหมือนเดิมก็ดีแล้ว   กริ๊ง~ เสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง “ร้านปิดแล้วค่ะ” กันยาเงยหน้าบอกกล่าวกับลูกค้าด้วยอารมณ์ยิ้มแย้ม แต่เธอก็ต้องตกใจและหุบยิ้มในทันที เมื่อลูกค้าที่มาถึงคือเด็กผู้หญิงในวันนั้น กันยาวางมือจากงานสาวเท้าเร็วๆมายืนกันท่าลูกชายไว้    “สวัสดีค่ะ” มินอาไหว้ทักทายผู้ใหญ่ด้วยความนอบน้อม   “ ร้านปิดแล้วค่ะ” สายตาคู่นั้นที่มองมายังมินจุนลูกชายของเธอเหมือนต้องการสื่ออะไรบางอย่าง กันยามั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง เธอรู้สึกกลัวมากหากผู้หญิงคนนี้จะเอ่ยปากคุยกับมินจุน   “ เดี๋ยวฉันไปส่งคุณเอง” ออกจะดูแปลกที่เธอเสนอตัวไปส่งลูกค้าทั้งที่ไม่จำเป็นเลย แต่จะทำอย่างไรได้ กันยารีบกำชับแขนมินอาออกแรงฉุด เพื่อต้องการพาออกไปคุยข้างนอกร้าน   “ ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ” ไม่เพียงมินอาไม่เดินตามแรงจูงของเธอ แต่เด็กสาวกลับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง อะไรคือไม่มีประโยชน์ และทันใดนั้น ชายรูปร่างสูงก็เดินเข้ามาปรากฏตัวในร้าน สีหน้ากันยาพลันซีดเซียวและดูวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เหมือนร่างกายไร้เรี่ยวแรง เกือบยี่สิบปีมาแล้วที่ไม่ได้เจอกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอลืม แม้ใบหน้าแลดูมีอายุมากขึ้น แต่กันยาก็ยังจำได้ดี ชายคนนั้นเข้าสวมกอดร่างของเธอด้วยความดีใจ ตรงกันข้ามกับกันยา เธอไม่ได้มีความยินดีเลยสักนิด โดยรอบร้านทุกคนไม่ได้มีสีหน้าสงสัยกับการปรากฏตัวของแทซันเลย   “ แม่ จำพ่อได้ใช่ไหม” มินจุนเข้าสวมกอดบุพการีทั้งสอง   “ พ่อ! จุนรู้?” ดวงตาสั่นไหวมองลูกชายด้วยความข้องใจ   “ ผมเจอพ่อตอนไปเที่ยวเกาหลี”   “ เจอกันได้ยังไง”   “ จริงๆแล้วตอนนั้นผมประสบอุบัติเหตุ และไปพักที่บ้านมินอา คุณลุงของมินอาก็คือพ่อ เราเจอกันโดยบังเอิญครับ”   “ บังเอิญ?” กันยาย้ำคำพูดของลูกพลางส่ายสายตาไปทางเด็กสาวที่ชื่อมินอา มิน่าล่ะวันนั้นเธอคนนี้ถึงดูมั่นใจนัก   “ แล้วเธอ?” กันยายังสงสัยว่าทำไมเด็กทั้งสองถึงรู้จักกัน   “ ฉันเรียนมหาลัยเดียวกับมินจุนโอปป้าค่ะ” คนฟังพอประติดประต่อเรื่องได้บ้างแล้ว  “ ผมคิดถึงคุณ” คำพูดนี้มันช่างสร้างความเจ็บปวดในใจเหลือเกิน ความทุกข์ระทมตลอดระยะเวลาหลายปีที่กันยาต้องสู้อดทนมา เธอมองหน้าลูกชายสลับกับชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกด้วยน้ำตาแห่งความทุกข์   “ พ่อไม่ได้ทิ้งเราไปนะแม่”   “ ลูกอยากมีพ่อแม่เข้าใจ แต่ทำไมต้องพาเขามา แม่ไม่อยากเจอผู้ชายคนนี้อีก ค่อนชีวิตของแม่ใช้เพื่อเลี้ยงดูลูก เพื่อที่ลูกจะทำแบบนี้กับแม่หรอ” ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของผู้เป็นแม่ทรุดลงกับพื้น อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี ทำไมต้องพาคนๆนี้มาทำร้ายกัน กันยาเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้างดงามแม้จะมีอายุย่างห้าสิบปีแล้วก็ยังสวยอยู่ เธอใจแข็งทนเลี้ยงลูกเพียงลำพัง โดยไม่เคยสนใจผู้ชายที่รายล้อมเข้ามาจีบได้จนอายุปูนนี้ นั่นแปลว่าจิตใจของเธอนั้นแข็งแกร่งดั่งหินผา การมาของแทซันจะไม่ช่วยให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาค่อยๆถูกปรับกลับมาเรียบนิ่ง ดวงตาแข็งกร้าวผุดขึ้นมาแทนที่ดวงตาที่เคยอ่อนโยน   “ คุณควรกลับไป แล้วอย่ากลับมาที่นี่ อยากเป็นพ่อของลูกฉันไม่ห้าม แต่เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” น้ำเสียงเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยความเกลียดชัง กันยายันตัวลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เรียบร้อย หันไปสนใจกับการเก็บกวาดข้าวของเพื่อเตรียมปิดร้าน   “ ไม่เป็นไร ผมจะคุกเข่ารออยู่ตรงนี้จนกว่าคุณจะยอมใจอ่อน” อายุก็มากแล้วร่างกายก็ไม่สู้ดีนัก หากคิดจะคุกเข่ารอให้กันยาใจอ่อนคงนานเป็นเดือนๆ  มินจุนคงยอมไม่ได้   “ อย่ามาเกะกะแถวนี้” ไม่พูดเปล่าซ้ำยังเอาไม้กวาดมากวาดทั่วบริเวณเพื่อขับไล่ไปในตัว   “แม่” มินจุนต้องกลืนทุกถ้อยคำที่กำลังจะเอ่ยลงคอ แม่ดูจริงจังมาก ขนาดตนเป็นลูกยังกลัว ไม่ว่าจะด้วยการพูดหรือด้วยการออดอ้อนคงใช้ไม่ได้ผล เขารู้ว่าแม่เป็นคนใจแข็ง ถ้าไม่ก็คือไม่ มินจุนไม่รู้จะทำอย่างไรดี สงสารพ่อก็สงสาร จึงหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากคนพี่ ธัพธัยพยักหน้ารับการร้องขอจากมินจุน เขาหันไปกดโทรศัพท์อยู่สักพัก ไม่นานนักเหล่าเด็กๆก็หายออกไปจากร้านเหลือเพียงชายหญิงวัยกลางคนประจันหน้าสู้รบกันด้วยสายตาอย่างไม่ลดละ   กริ๊ง~ กระดิ่งหน้าประตูดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่สามคน โพกผ้าปิดบังใบหน้า ถืออาวุธครบมือ แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็สามารถเดาได้ว่าคนเหล่านี้ต้องเป็นพวกโจรแน่   “ เจ๊ น้ำเย็นๆสักแก้วซิ” หนึ่งในสามคนนั้นได้กล่าวขึ้น ดูจากลักษณะน่าจะเป็นหัวหน้าโจร มันนั่งไขว้ขาดีดนิ้วอย่างอารมณ์ดี กันยากลัวจนยืนตัวสั่นอยู่หลังแทซัน   “ กินน้ำกินท่าเสร็จก็กลับออกไปเถอะนะ ร้านป้าไม่มีอะไรให้ปล้นหรอก” แทซันรับแก้วน้ำจากกันยามาส่งให้หัวหน้าโจรที่โต๊ะ   “ มีอะไรน่าปล้น” ไอ้หัวหน้าโจรพูดพลางกวาดสายตาไปรอบร้าน แล้วยังยกกระเป๋าเป้สีดำขึ้นมาเปิดออก ข้างในคือเงินจำนวนมหาศาล ถูกหยิบออกมาวางที่โต๊ะ จัดแบ่งออกเป็นสามส่วนประหนึ่งว่ากำลังแบ่งส่วนแบ่งกันอยู่   “ วันนี้กูอารมณ์ดีปล้นธนาคารได้เงินมาเยอะ จะละเว้นร้านมึงไว้ละกัน” ท่าทางไม่ได้ดูร้อนรนอะไรเลย ราวกลับไม่ได้กลัวการถูกจับกุม คนแก่เพียงคนไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อสู้กับโจรกลุ่มนี้ จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ในมุมๆหนึ่งของร้าน เฝ้ามองด้วยความจดจ่อ กลัวว่าลูกชายจะกลับมาเจอกับเหตุการณ์นี้เข้า ลุ้นจนตัวโก่งให้พวกมันออกจากร้านโดยเร็ว โจรทั้งสามกำลังขะมักเขม้นในการนับเงิน แล้วหัวหน้าโจรก็เปิดภาพปิดหน้าออกทำให้เจ้าของร้านเห็นหน้าของมันเข้า   “ ลูกพี่ เจ้าของร้านมันเห็นหน้าแล้ว” หัวหน้าโจรวางมือจากเงินก้อนสุดท้าย มองมายังเจ้าของร้านด้วยสายตาสุดเหี้ยม   “ เก็บมันไว้ไม่ได้” พูดจบก็เดินย่างสามขุมเข้าหาช้าๆ ใช้ความเชี่ยวชาญเข้าล็อคแขนคนทั้งสองโดยเร็ว แม้แต่แทซันเองยังไม่สามารถป้องกันได้ มันรีบใช้มือปิดปากก่อนคนทั้งสองจะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือ ดวงตาถูกปิดด้วยผ้าดำ ปากถูกปิดด้วยเทปหนังอย่างดี ทั้งสองคนถูกพาตัวไปในความมืดที่ไม่สามารถมองเห็นทิศทางได้ กันยาและแทซันถูกเคลื่อนย้ายด้วยรถยนต์จากร้านไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง   “ จับพวกเรามาทำไม” กันยาถามขึ้นทันทีที่ผ้าปิดตาและเทปปิดปากถูกเปิดออก ทั้งสองถูกมัดติดกับเก้าอี้หลังพิงกัน   “ มึงเห็นหน้ากูแล้วก็ตั้งฆ่าปิดปาก” หัวหน้าโจรก้มหน้าบอกให้คนทั้งสองรู้ชะตากรรมที่จะต้องเจอ   “ ปล่อยเราไปเถอะนะ ฉันสาบานจะไม่บอกใครทั้งนั้น นะ”  กันยาสรรหาทุกคำพูดเพื่อการรอดชีวิตของตนและแทซัน  แต่เหมือนจะไม่เป็นผล พวกโจรเหล่านั้นไม่ได้ฟังคำอ้อนวอนของเธอเลย   “ งั้นปล่อยลุงเขาไปเถอะนะ ลุงเขาเป็นคนต่างชาติฟังไทยไม่รู้เรื่องหรอก” คำพูดนั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร กลุ่มโจรยังยืนยันที่จะสังหารทั้งสองชีวิตอยู่ดี   “ พวกมึงสั่งลากันตามสบาย ยังเหลือเวลาอีกสามสิบนาที ก่อนตู้คอนเทนเนอร์นี้จะถูกโยนทิ้งที่แม่น้ำ” พูดจบพวกมันก็ออกจากตู้ไปและปล่อยไว้เพียงสองชีวิตในที่มืดๆ สักพักก็รู้สึกได้ถึงการถูกเคลื่อนย้าย แทซันลองขยับแขนแรงๆ ปมเชือกที่ถูกผูกไว้หลวมๆก็คลายออก เขาจึงหันมาแก้มัดให้กันยา แต่ถึงจะแก้มัดได้ก็ไม่สามารถออกไปจากตู้ได้อยู่ดี กันยาร้องขอความช่วยเหลือ สองมือก็ทุบผนังตู้เผื่อมีใครได้ยิน แต่เหมือนว่าจะไม่ได้ผล คนทั้งสองเริ่มสิ้นหวัง รู้สึกเจ็บระบมไปทั้งมือ เสียงก็แหบแห้งลง ได้แต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ นาทีนี้สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดคือมินจุน ลูกชายสุดที่รัก   “ ไม่เป็นไรนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็จะอยู่ตรงนี้” แทซันแม้จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เข้าใจสถานการณ์ดี  ถ้าจะต้องจากโลกใบนี้ไป เขาก็ไม่เสียใจ เพราะสุดท้ายก็ได้ตายอยู่กับคนที่ตนรัก  เพียงแต่เสียดาย ที่ไม่ได้อยู่กับลูกชายนานกว่านี้    “ จะไม่เป็นไรหรอพี่ แม่ร้องไห้หนักแล้วนะ” ธัพธัย มินจุนและมินอานั่งดูบรรยากาศในตู้คอนเทนเนอร์ผ่านหน้าจอมอนิเตอร์   “ รอดูอีกหน่อยเหอะ กูมั่นใจเมื่อถึงวินาทีชีวิตท่านทั้งสองต้องยอมคุยกันดีๆ” ธัพธัยมั่นใจเป็นอย่างมากว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แม้จะเป็นการจัดฉากแบบลวกๆแต่สำหรับคนอายุมากอย่างทั้งสองท่าน เพียงแค่เห็นอาวุธสงครามและใบหน้าที่โหดเหี้ยมของโจรปล้นธนาคาร ก็กลัวจนลืมใส่ใจความสมเหตุสมผลอย่างอื่นแล้ว    “ ไหนๆเราก็จะตายกันอยู่แล้ว คุณบอกผมได้ไหม ทำไมคุณต้องหอบลูกหนีผมมา”   “ ได้ ยังไงเราก็คงไม่รอดแล้ว ฉันจะบอกให้คุณเข้าใจก่อนเราจะลาโลกไป ชีวิตที่ถูกกำหนดโดยครอบครัว ต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่แม่คุณเลือก แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่าคุณไม่ซื่อสัตย์ต่อฉัน คุณไปนอนกับผู้หญิงคนนั้น และที่สำคัญกว่า แม่ของคุณต้องการแย่งมินจุนไปจากฉัน ฉันจะอยู่ที่นั่นต่อไปได้ยังไง” กันยาพูดทุกอย่างออกมาด้วยน้ำตา เหมือนตอนนั้นเธอก็หอบลูกกลับมาด้วยใจที่เจ็บช้ำ มันเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว   “ ผมไม่รู้ว่าคุณเจอกับอะไรมาบ้าง แต่ผมกล้าพูดว่าผมไม่เคยคิดจะแต่งงานกับผู้หญิงคนไหนนอกจากคุณ วันที่ไปพบคุณแม่ก็เพื่อต้องการปฏิเสธเรื่องนี้ แม้จะตื่นมาในห้องห้องหนึ่งในโรงแรมแบบงงๆ แต่ผมจำได้ว่าไม่มีใครนอนอยู่บนเตียงด้วย นอกจากตัวผมเอง ถึงจะรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่หลุดลุ่ยไปบ้าง  แต่ก็ไม่ได้สนใจ รีบตรงกลับบ้านเพราะปล่อยคุณกับลูกไว้ลำพัง แต่ผมกลับเจอแค่ความว่างเปล่า” ดูเหมือนว่าทั้งสองต้องประสบกับการจัดฉากจากคนๆหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่ก็รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจเป็นคำแก้ตัวของแทซัน จะจริงเท็จแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ มีเพียงคนๆเดียวที่สามารถอธิบายได้ พอทั้งสองยอมเคลียร์ปัญหาด้วยดีแล้ว แสงสว่างจากข้างนอกค่อยๆสาดเข้ามาในตู้พร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก แทซันกอดร่างของกันยาที่สั่นเทาด้วยความกลัว เป็นภาพที่มินจุนเฝ้ารอมาทั้งชีวิต เขาเข้าไปประคองมารดาพาเดินออกมาข้างนอก ภายในตู้มันแคบจนเขาเองก็รู้สึกอึดอัด แม่ต้องรู้สึกไม่ดีมากแน่ๆ   “ นี่มันอะไรกัน” กันยาถามลูกชายด้วยความสงสัย รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ก็จอดอยู่บริเวณร้าน ไหนจะโจรทั้งสามตัวที่อยู่กันพร้อมหน้าอีก   “ จัดฉากหรอ” แทซันเดาได้ทันทีจากภาพการณ์ที่เห็น ถูกเด็กๆจัดฉากเอาจนได้   “ อื้อ ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรอ ผมอยากพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกเหมือนครอบครัวอื่นมานานแล้ว” เด็กน้อยรีบเข้าออดอ้อน เพราะแม่กำลังจะกลายร่างเป็นนางยักษ์ แต่ถึงเขาจะน่ารักแค่ไหนก็ยังโดนฟาดเข้าให้อยู่ดี   “เกิดแม่หัวใจวายตายขึ้นมาจะทำไง”   “แม่ก็ปลอดภัยดีนิ”   “เข้าไปพักข้างในก่อนเถอะค่ะ” มินอารู้สึกตื้นตันมาก สุดท้ายปัญหานี้ก็ถูกแก้ เธอรู้สึกขอบคุณธัพธัยที่ออกแรงช่วยอีกทาง แม้จะเป็นวิธีที่ค่อนข้างเสี่ยงกับสุขภาพของคนมีอายุก็เถอะ แต่มันก็ใช้ได้ผลดีทีเดียวมินอาพยุงท่านทั้งสองเข้าร้านไปก่อน ส่วนมินจุนรอคนพี่จัดการเรื่องการจัดจ้างในการจัดฉาก ยืนส่งจนรถขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เคลื่อนที่ออกจากบริเวณร้าน ทั้งสองกำลังตะมุ่งหน้าเข้าร้าน แต่ก็ต้องหันขวับกลับมาที่ถนน เมื่อจู่ๆรถตู้สีดำวิ่งมาด้วยความเร็วเบรกดัง เอียด! ฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชายฉกรรจ์สวมสูทสีดำจำนวนสี่คนลงมาจากรถตู้ เข้าฉุดตัวและโป๊ะยาสลบใส่มินจุน ธัพธัยที่เข้ายื้อยุดกับกลุ่มชายชุดดำถูกชก ถูกต่อยจนหน้าคว่ำ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ชนะสามต่อหนึ่งได้ยาก แต่เขาไม่คิดที่จะยอมถอย ให้มันเอาตัวมินจุนไปไม่ได้   “เกิดอะไรขึ้น” มินอาและผู้ใหญ่ทั้งสองวิ่งกรูกันออกมาที่จุดเกิดเหตุ แต่เธอมาถึงธัพธัยก็ถูกยันโครมลงกองกับพื้น และเมื่อคนพี่ตั้งหลักได้กำลังจะวิ่งเข้าสู้อีกครั้งก็ถูกรั้งจากมินอา เมื่อรถหรูอีกคันเลื่อนกระจกลงเผยให้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคย   “ฮัลมอนี” คนที่ต้องการพาตัวพี่ขายของเธอไปก็คือคุณย่านั่นเอง ทุกคนอยู่ในอาการหวั่นวิตก กลัวว่าจากนี้จะไม่มีอะไรง่ายอีกต่อไป เพราะย่าของเธอนั้นขึ้นชื่อเรื่องจอมเผด็ดการ   “ฉันจะรับตัวหลานชายของฉันไปใครก็อย่าขวาง” พูดจบกระจกก็ถูกเลื่อนปิด รถสองคันวิ่งตามกันจากไป เหลือไว้แค่ความมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธัพธัยได้แต่นั่งคุกเข่าที่ตรงนั้น ส่วนแทซันไม่อาจปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ได้ ในฐานะพ่อจะปล่อยให้ย่าควบคุมชีวิตมินจุนไม่ได้ ‘ต้องทำอะไรสักอย่าง’

       “คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ผมจะส่งเลขาส่วนตัวไปเจรจา จะต้องช่วยลูกเราให้ได้”