ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี ยุค 80

    บทที่ 10 เงินที่หามาได้ก้อนแรก



    “เห็นถาดพวกนี้ไหม เราจะปลูกผักกันในบ้านให้งอกก่อน แล้วค่อยเอามาลงดินในบ้านผักอันนี้” เฟยเฟิ่งเริ่มอธิบาย

    “ถ้างอกแล้วแผ่นคลุมยังไม่มาล่ะครับ” จื่อซวานสงสัย

    “ก็ยังเอามาลงดินไม่ได้ รอให้มาก่อนเราค่อยปลูกลงดิน”

    “รูนี้ไว้ทำอะไรคะ” ซูลี่วิ่งไปชี้ที่หลุมลึกตรงมุมโครงไม้

    “รูนี้ไว้ใส่เศษอาหารที่เราไม่กินแล้วแต่ห้ามใส่เนื้อสัตว์นะ ถ้าเจอหญ้าแห้ง เศษใบไม้แห้งก็ต้องเอามาใส่ด้วย เปลือกมันที่น้าปอก ผลไม้ ผัก ถ้าเรากินไม่ทันก็เอามาใส่ได้”

            เฟยเฟิ่งชี้ให้เด็กๆ ดูเศษมันฝรั่งที่เธอปอกเปลือกนอนแผ่อยู่ในหลุม “แล้วเดี๋ยวเราต้องหารอะไรมาปิดด้วย”

    “ซูลี่หาให้ค่ะ” พูดจบเด็กหญิงก็วิ่งเข้าไปที่หลังบ้าน มีแต่จื่อซวานที่ยังนั่งมองเศษอาหารในหลุม

    “ทำไมน้าไม่เอาไปหมักปุ๋ย” ซีจื่อซวานส่ายหน้า

    “ก็นี่แหละหมักปุ๋ย”

    “ไม่จริงสักหน่อยหมักปุ๋ยต้องทำในถังแยกแบบที่พ่อทำ หรือไม่งั้นก็ใช้มูลสัตว์”

    “ของแบบนี้มีวิธีเดียวซะที่ไหนกัน สิ่งที่น้าทำก็เรียกว่าหมักปุ๋ย เราต้องมีผักผลไม้หรือใบที่ยังไม่แห้งจนเปลี่ยนเป็๞สีน้ำตาลส่วนหนึ่ง เศษกิ่งไม้กับหญ้าแห้งอีกส่วนหนึ่ง ไส้เดือนก็จะมาย่อยให้กลายเป็๞ปุ๋ยไส้เดือนเอง”

    “ไม่ต้องแยกถังจริงเหรอครับ”

    “จริงสิฝังดินแบบนี้ ไม่ต้องเสียเวลาเอามาใส่ด้วย เราแค่ย้ายที่ไปเรื่อยๆ พอแล้ว”

    “แล้วรากต้นไม้ของเราจะไม่ถูกกินเหรอครับ” จื่อซวานที่ได้ยินว่าไส้เดือนกินผักผลไม้ก็กังวลจนต้องขมวดคิ้ว

    “เอ๋…น้าไม่คิดว่ากินนะ น้ารู้แค่ว่าถ้าฝังไว้ดินจะดี เพราะไส้เดือนต้องทะลุมากินอาหาร พอดินไม่แข็งเกินไปรากต้นผักเราก็เจาะไปหาอาหารได้”

           อธิบายจบซูลี่ก็วิ่งมาพร้อมจานเก่าที่มีรูแล้วสองใบ “น้าเฟิ่ง!”

    “โอ๊ะ มาแล้ว ซูลี่เอาไปปิดปากหลุมไว้เลย”

    “ได้ค่ะ”

    “งั้นถ้าปากไหนจะทิ้งเศษผักผลไม้ จื่อซวานจะไปขอมาให้น้าเฟิ่งเยอะๆ เลย”

    “ขอบใจมากจ้ะ เรามาปลูกผักกันดีกว่า ต้องรีบทำให้เสร็จ ตอนบ่ายน้าจะสอนหนังสือให้” 

    “จริงนะน้าเฟิ่ง” จื่อซวานกล่าวพลางสวมกอดเฟยเฟิ่งเข้าเต็มแรง

    “จริงๆ เลิกกอดได้แล้วนะ ทำงานก่อน”

    “ซูลี่ช่วยด้วยค่ะ”

    .

    .

    .

            เมื่อว่านเฟยเฟิ่งและเด็กทั้งสองช่วยกันลงเมล็ดพันธุ์ผักเรียบร้อยแล้วก็ย้ายถาดกลับไปวางข้างหน้าต่างของบ้าน

    “วางแล้วก็ออกมาล้างมือเร็วเข้า แปรงฟันด้วยนะ” เฟยเฟิ่ง๻ะโ๠๲สั่งเด็กๆ ระหว่างที่กำลังเลื่อนกระเป๋าเดินทางของตนกลับเข้าใต้เตียง

    “มากินกันได้แล้ว” เสียงของป้าซูเจินดังขึ้นเรียกให้เฟยเฟิ่งเองก็รีบออกไปเช่นกัน

    “จื่อซวานขออันทอดกรอบๆ” 

    “ยังไม่ล้างมือเลย ไปเลยนะ” เฟยเฟิ่งดุเมื่อเห็นจื่อซวานจะใช้มือที่เลอะดินอยู่จับอาหาร

    .

    .

    .

    “เอ๊ะ อันนี้ไส้ถั่วแดงนี่คะ” ว่านเฟยเฟิ่งขมวดคิ้ว ด้วยตนเองไม่ได้ทำไส้ถั่วแดงไว้

    “แป้งมันเหลือ ป้าเลยทำไส้เพิ่มน่ะ”

    “อ๋า อย่างนี้นี่เอง อร่อยจังค่ะ” เฟยเฟิ่งยิ้มให้ว่าที่แม่สามีเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย “ฉันว่าจะทำอาหารคาวสักสองอย่าง อาหารหวานสองอย่าง ป้าว่ายังไง”

    “ทำไหวก็ทำเถอะ ฉันคงไม่ไปห้ามอะไรเธอหรอก” ป้าอันซูเจินตอบ

    “งั้นวันนี้จะลองเอาโต๊ะมาตั้งขายของก่อน เ๹ื่๪๫ไปตลาดคงต้องเตรียมตัวอีกหน่อย จื่อซวานซูลี่ก็ไปช่วยด้วยนะ”

    “ครับ/ค่ะ”

            เมื่อทุกคนกินอิ่มก็เป็๞เวลาลากของที่กักตุนไว้มาขายออกไปตั้งหน้าบ้าน โต๊ะเก่าถูกวางพิงกำแพงบ้านไว้ ตาชั่งแขวนก็นำออกมาวางไว้ด้วย ส่วนเด็กน้อยทั้งสองรับหน้าที่ออกไป๻ะโ๷๞บอกคนในหมูบ้าน และในหมู่บ้านที่อยู่ติดชิดกัน หลังจัดของเสร็จเฟยเฟิ่งรีบไปอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสะอ้านเพื่อรอรับลูกค้า

            ชุดที่เฟยเฟิ่งใส่วันนี้ก็ยังคงเป็๲ผ้าเนื้อดี จัดเข้าชุดกันอย่างสวยงาม เฟยเฟิ่งนึกชมเ๽้าของร่างตัวจริงที่มีสัญชาตญาณแฟชั่นที่ล้ำสมัย ดูสวยงาม ขนาดในสายตาของเธอเองที่มาจากอนาคตยังต้องยอมรับว่าไม่เชยเลยสักนิด

    “ถ้าฉันเกิดมาทั้งสวยทั้งรวยแบบเธอ ชั้นก็คงจะนิสัยไม่ดีนิดหน่อยเหมือนเธอนั่นแหละ ว่านเฟยเฟิ่ง” พูดจบก็ก้มหน้าเพราะความเศร้า ชีวิตยามเป็๞รสาไม่ได้ดีนัก เกิดมาเป็๞ลูกสาวชาวสวน พอพ่อแม่ตายก็ถูกญาติพี่น้องโกงที่ดินไปจนหมด ต้องตะเกียกตะกายหาลู่ทางมาเรียนต่อเมืองนอกด้วยการสอบชิงทุนการศึกษา หวังจะสร้างชีวิตใหม่ด้วยใบปริญญา กลับมากลิ้งตกเนินตายเพราะความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง

    ไม่ว่าจะเป็๲ใครฉันก็จะต้องสร้างชีวิตใหม่ที่สุขสบายให้ได้

    เพล้ง

            เสียงของตกแตกดึงรสาที่ยามนี้เป็๲เฟยเฟิ่งให้หันกลับไปมองได้ในทันที

    “เสียงอะไรน่ะ” อันซูเจิน๻ะโ๷๞ถาม

    “แจกันตกน่ะป้า จู่ๆ ก็ร่วงลงมา” เฟยเฟิ่งที่หักมาตามเสียงเห็นแจกันร่วงอยู่ก็แปลกใจด้วยตนเองปิดประตูและหน้าต่างไว้ทั้งหมด

    “ระวังด้วย ต่อให้เป็๞สินเดิมก็อย่าสิ้นเปลือง! เพราะตอนเงินหมดคงไม่พ้นของลูกชายฉันแน่” อันซูเจินบ่นออกมาตามนิสัยเดิม

    “ฉันไม่ได้ทำเลยป้า มันตกเองจริงๆ”

    “นี่นายทำแจกันฉันร่วงเหรอ ถ้าทำลายข้าวของกันแบบนี้ฉันจะไม่ช่วยจริงๆ ด้วยบอกไว้ก่อน” เฟยเฟิ่งตัดสินใจโวยวายกับอากาศ “ฝากไว้ก่อนเถอะ”

            เมื่อคาดโทษเรียบร้อยแล้วเฟยเฟิ่งก็ออกไปที่โต๊ะขายของหน้าบ้าน พบกับผีหนุ่มตนนั้นที่ยืนรออยู่

    “ผมไม่ได้ทำแจกันสหายว่านตก ผมเข้าบ้านนี้ไม่ได้” 

    “แล้วมันจะตกลงมาเองได้ยังไงกัน ลมไม่มีสักนิด” เฟยเฟิ่งเดินไปพูดกับผีหนุ่มที่ริมรั้วด้วยความไม่พอใจนัก ท่าทางแข็งกร้าวจนลืมว่ากำลังมีเ๱ื่๵๹กับผี

    “บ้านสหายว่านมีผีผู้หญิงอยู่ เขาไม่ให้เข้าไป แต่จริงๆ ถ้าฝืนก็เข้าได้แน่ เพราะเขาอ่อนแอมาก” ผีหนุ่มอธิบายออกไป

    “ห้ะ บ้านฉันมีผีเหรอ”

    “อืม ผมเข้าไปได้แค่ที่ดินหลังบ้าน เพราะสหายเป็๞คนเช่า และอนุญาตไว้”

    “อ๋อ งั้นไว้ฉันไปขายของที่ตลาดจะพูดกับป้าขายผักให้นะ” 

           เมื่อเฟยเฟิ่งให้คำมั่นผีตนนั้นก็หายวับไปอีกครั้ง ปล่อยให้เฟยเฟิ่งหันมองรอบบ้านอย่างหวาดระแวง หวนนึกถึงคืนแรกที่ตนเองเห็นผีสะท้อนมาจากโอ่งเก็บน้ำ

    ใช่แน่ๆ ฉันไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ

            แต่คิดเพ้อเจ้อได้เพียงไม่นาน ซูลี่ก็วิ่งมาพร้อมกับลูกค้าคนแรกของวันนี้ “น้าเฟิ่ง ซูลี่พาลูกค้ามาแล้ว”

    “สหายมีแป้งสาลี แป้งข้าวโพด กับข้าวสารครบเลยใช่ไหม” สตรีที่ดูโตกว่าร่างนี้เพียงสองสามปีเอ่ยขึ้น

    “มีจ้ะ เอากี่กิโลดี ฉันชั่งให้”

    “ข้าวสารสี่จิน แป้งสาลีสองจิน ส่วนแป้งข้าวโพดจินเดียวก็พอแล้วจ้ะ”

    “ได้เลย ฉันชั่งให้เดี๋ยวนี้เลย” เฟยเฟิ่งรีบหยิบถุงจัดการให้กับลูกค้า ส่วนซูลี่ที่พาลูกค้ามาส่งก็ขอไปเล่นกับหลันลี่อ้างว่างานตัวเองเสร็จแล้ว 

    “ตะวันตรงหัวแล้วต้องกลับมานะ”

    “จ้ะน้าเฟิ่ง สหายรอเดี๋ยวนะ ฉันพึ่งขายวันแรก ยังกะปริมาณไม่เก่งเท่าไหร่” เฟยเฟิ่งพูดพลางตักแป้งเพิ่ม เพราะแท่งไม้ยังไม่ตรงดี

    “ได้ๆ ยืนรอแค่นี้ดีกว่าเดินไปถึงตลาดเยอะเลย” ลูกค้าสาวยืนยิ้มอย่างพอใจ

    “แต่เดี๋ยววันมะรืนฉันจะไปขายของที่ตลาดด้วย ถ้าสหายอยากได้เนื้อสัตว์สั่งกับฉันไว้ได้เลยนะ มารับที่บ้านฉันตอนเย็น ฉันคิดค่าหิ้วลี่ละเฟินเท่านั้น”

    “ดีจริง งั้นฉันเอาหมูสองลี่ ไก่ลี่เดียว”

    “ได้จ้ะ ฉันจดไว้ให้ ค่าหมูกับไก่ค่อยมาจ่ายตอนรับของ ตอนนี้แค่ค่าหิ้วสามเฟิน ส่วนแป้งกับข้าวสารหยวนนึงพอดี”

    “หนึ่งหยวนสามเฟิน เท่าๆ กับในตลาด ดีจริงๆ ฉันจะบอกคนให้มาซื้อกับสหายนะ”

    “ขอบคุณมากค่ะ” เฟยเฟิ่งตาเป็๞ประกายค้อมหัวขอบคุณลูกค้าจนลับตาไป มือกำเงินที่หาได้ด้วยตนเองก้อนแรกด้วยความหวงแหน

    “น้าเฟิ่ง ลูกค้ามา!” 

            เสียงของจื่อซวานมาก่อนตัว นั่นทำให้เฟยเฟิ่งรู้ว่าการตั้งขายของหน้าบ้านคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

    “รู้แล้ว”