บทที่ 3 (1/2)
จะช่วยเก็บไว้เป็ความลับ(1)
แล้ววันแรกของการสอนภาษาให้กับเตชินท์ก็มาถึงหลังจากที่อาทิตย์ก่อนธารดาราได้เข้ามานั่งพูดคุยตกลงเื่วันเวลา และสถานที่สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งวันนี้เธอก็มาด้วยการแต่งกายแบบที่ดูน่าเชื่อถือในความคิดของตนเองเหมือนเดิมแต่จะต่างกันก็เพียงแค่สีของชุดเท่านั้น เพราะเธอได้เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองด้วยชุดสูทกระโปรงยาวสีเทาแล้วหลังจากนี้เธอก็ตั้งใจจะแต่งกายแบบนี้มาสอนพิเศษให้กับเตชินท์ทุกครั้ง
ซึ่งเมื่อธารดาราขับรถมาถึงหน้าบ้านของเตชินท์เธอก็เดินลงมาจากรถแล้วไปกดกริ่ง รอเพียงไม่นานก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูรั้วให้กับเธอ แล้วหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็เดินตามมาหาเธอที่ลานจอดรถ
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อจ๋าเป็ลูกสาวของแม่บ้านจีนถ้าคุณ้าอะไรสามารถเรียกใช้จ๋าได้เลยนะคะ”
“สวัสดีค่ะจ๋า อย่างนั้นสองเดือนหลังจากนี้น้ำหวานก็ขอรบกวนด้วยนะคะ” ธารดาราตอบกลับก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในตัวบ้าน
เมื่อธารดาราเดินเข้ามาถึงหน้าบันไดกลางบ้านจ๋าก็แจ้งว่าเตชินท์รออยู่ที่ห้องนอนของเ้าตัวแล้ว จากนั้นอีกฝ่ายก็ขอแยกกลับไปทำงานของตนเองต่อ
ซึ่งธารดาราที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้แวะเข้าไปกล่าวคำทักทายเ้าของบ้านแล้วพอคิดจะถามจ๋าว่าตอนนี้ภัสสรอยู่ที่ไหน อีกฝ่ายก็เดินห่างออกไปไกลแล้วธารดาราจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปยืนบนบันไดขั้นที่ห้าเพื่อมองหาภัสสร แล้วในขณะที่เธอกำลังจ้องมองเข้าไปในห้องรับแขก
“ถ้าพี่น้ำหวานกำลังมองหาแม่ตอนนี้แม่ไม่อยู่บ้านครับ พอดีมีผู้ถือหุ้นของบริษัทท่านหนึ่งป่วยจนต้องเข้าไปนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลแม่ก็เลยต้องรีบออกไปเยี่ยมครับ”
ธารดาราเมื่อได้ยินเสียงของเตชินท์ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังเธอก็ใจนเกือบจะก้าวพลาดตกลงไปจากบันได แล้วเมื่อดึงสติของตนเองกลับมาได้ เธอก็สังเกตเห็นว่า...มือของอีกฝ่ายกำลังโอบอยู่ที่เอวของเธอ
ธารดาราจึงขยับร่างกายของตนเองเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณเตือนอีกฝ่ายให้รีบปล่อยมือ
“ขอโทษครับ เมื่อครู่ผมเห็นพี่น้ำหวานใเลยกลัวว่าพี่จะตกลงไปจากบันไดครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ธารดารากล่าวตอบพร้อมกับหันกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม หลังจากที่เ้าตัวคลายมือออกจากเอวของเธอแล้ว
จากนั้นธารดาราก็เดินตามเตชินท์ขึ้นไปยังห้องนอนของเ้าตัวซึ่งเมื่อเดินเข้าไปในห้อง...อีกฝ่ายก็ได้จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องเขียน สมุดรวมไปถึงของว่างพร้อมกับน้ำดื่ม และเบาะรองนั่งวางไว้ที่ข้างโต๊ะญี่ปุ่นแล้ว
เมื่อเห็นเช่นนั้นธารดาราจึงรีบเดินเข้าไปวางของจากนั้นเธอก็เริ่มลงมือสอนภาษาให้กับเตชินท์ทันทีแล้วในระหว่างที่สอนเธอก็คอยสังเกตท่าทางการหยิบจับของรวมไปถึงท่าทางการนั่งเรียนของเตชินท์ไปด้วย
จนเวลาผ่านล่วงเลยไปถึงตอนเที่ยงภัสสรก็ยังไม่กลับมาธารดาราจึงเดินตามเตชินท์ลงนั่งไปทานข้าวด้วยกันเพียงสองคนที่ห้องรับประทานอาหารด้านล่าง
แล้วหลังจากที่เธอกับเด็กหนุ่มนั่งทานข้าวด้วยกันไปได้สักพักธารดาราก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า
“เตชอบไปเที่ยวกลางคืนหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ค่อยชอบครับแต่ถ้าเพื่อนในกลุ่มโทรมาชวนบางครั้งก็ไป แต่บางครั้งผมก็ไม่ไป ส่วนใหญ่ผมจะถามสถานที่เที่ยวก่อนครับเพราะถ้าไปในสถานที่ที่คนเยอะ ๆ ผมก็จะไม่ค่อยไป คือ...ผมไม่ค่อยชอบกลิ่นบุหรี่น่ะครับ”
‘จริงด้วย!เตไม่ชอบกลิ่นบุหรี่หนิ!’ธารดารานึกขึ้นได้ในใจ จากนั้นเธอก็เอ่ยคำถามถัดไป
“เตชอบทำอาหารหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ถึงขั้นชอบ แต่พอทำกินเองได้ครับ”
“แล้วเตชอบแมวไหมคะ?”
“ไม่ครับผมชอบหมามากกว่า เพราะหมาเป็สัตว์ที่ซื่อสัตย์และรักเ้าของของมัน...เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น! แล้วหมามันก็ยังจดจำและรอคอยคนที่มันรักได้เสมอ ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีรูปร่างหรือหน้าตาที่เปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนก็ตาม หมามันก็ไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากเ้าของของมันเลยครับ”
‘ไม่น่า...เตชินท์ถึงชอบทำสีหน้าราวกับลูกหมากำลังจะถูกทิ้ง’ธารดาราคิดในใจ ซึ่งวันนี้เธอได้แอบถามข้อมูลจากอีกฝ่ายมาพอสมควรแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ได้กลับมาส่วนใหญ่จะเป็สิ่งที่เธออยู่แล้วั้แ่ในวัยเด็ก
ตอนนี้ธารดาราจึงคิดว่าเธอควรจะต้องหยุดถาม เพราะถ้าหากเธอถามมากไปกว่านี้มันอาจจะทำให้เตชินท์เริ่มสงสัยในตัวเธอได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นธารดาราจึงก้มลงไปทานอาหารบนจานข้าวของตนเองต่อแล้วในขณะนั้นเธอก็เห็นสิ่งที่น่าสนใจวางอยู่บนจานผัดผัก...
ธารดาราเอื้อมมือออกไปตักผัดผักรวมโดยเน้นที่ผักคะน้าจากนั้นเธอก็นำไปวางไว้บนจานข้าวของเตชินท์
“ผักมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพอย่างมากเลยค่ะดังนั้นเตควรกินผักให้เยอะ ๆ นะคะ” ธารดาราที่รู้อยู่แล้วว่าเตชินท์ไม่ชอบกลิ่นของผักคะน้าดังนั้นสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่จึงถือว่าเป็การเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อีกฝ่ายทำให้เธอใใน่เช้าที่ผ่านมา
“ขอบคุณมากครับ อย่างนั้นพี่น้ำหวานก็ลองชิมยำรวมมิตรฝีมือของป้าจีนดูนะครับรับรองว่าหากพี่ได้ชิมแล้วจะต้องติดใจครับ”
“เออ...ก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”ธารดาราพูดพร้อมกับมองลงไปยังของที่เตชินท์ตักมาวางไว้บนจานข้าวของเธอ
‘หมูยอหนึ่งชิ้นกับมะเขือเทศหั่นเป็แว่นถึงสามชิ้น! ทำไมเตถึงเน้นตักมะเขือเทศมาให้กับเรา? หรือ...เตจะรู้แล้วว่าเราคือน้ำผึ้ง? แต่ไม่หรอก...มันไม่น่าจะเป็ไปได้’ ธารดาราคิดในใจและเมื่อเห็นว่าเตชินท์กินผักคะน้าที่เธอตักให้หมดแล้ว ซึ่งในฐานะของครูสอนพิเศษและคนที่เคยอยู่ในตำแหน่งลูกพี่! เออ...พี่สาวข้างบ้านอย่างเธอ มะเขือเทศหั่นเป็แว่นแค่เพียงสามชิ้น!มันคงทำอะไรเธอไม่ได้หรอก เมื่อคิดได้ดังนั้นธารดาราจึงตักมะเขือเทศขึ้นมาแล้วใส่เข้าไปในปากของตนเอง
‘ฮือ...หวานก็ไม่หวานเปรี้ยวก็ไม่เปรี้ยว เนื้อััมันก็แหยะ ๆ’
แล้วพอธารดารามองไปทางเด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามเธอก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังตักมะเขือเทศในยำขึ้นไปกิน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเ้าตัวจะเคี้ยวและกินมันได้อย่างมีความสุขมาก!
‘จ้า...พ่อคนชอบกินมะเขือเทศ!!’โมโหไปก็เท่านั้น ธารดาราจึงรีบกลั้นใจเคี้ยวของที่อยู่ในปากแล้วกลืนมันลงคอไปทันที
ซึ่งหลังจากทานข้าวด้วยกันเสร็จเตชินท์กับธารดาราก็กลับขึ้นไปติวภาษากันต่อ