มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าเคลื่อนมาหยุดที่หน้าอนามัย อันเป็ตึกสองชั้นสีขาว พื้นที่โดยรอบกว้างพอจะจอดรถได้ถึงสี่คัน ชั้นล่างเป็ห้องใหญ่ที่มีกระจกบานเลื่อนขวางกั้นแทนประตู ส่วนชั้นสองแบ่งซอยเป็สามห้องเล็ก ด้านซ้ายมือคือหอสูง มีแท็งค์น้ำเก่าสนิมเขรอะประดับอยู่บนยอด
ทั้งสองสำรวจอนามัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จันจะตะเบ็งสุดเสียง เพื่อเรียกน้าชายเ้าปัญหา
“น้าเดช จันมาหาค่า....... ”
“เบาๆ หนวกหูน่า ยัยบ้า”เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบร้องห้าม พร้อมยกมือขึ้นปิดหู แต่จันไม่สนใจ เธอยังะโต่อไป
“น้าเดชออกมาเดี๋ยวนี้ ”
ระหว่างที่เด็กสาวแหกปาก ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องเล็กบนชั้นสอง เขาซ่อนร่างสันทัดในชุดเสื้อบอลสีน้ำเงินเข้ม กางเกงบอลสีเดียวกัน สังเกตให้ดี จะพบว่านายคนนี้สูงวัยกว่าจันและมาวินเล็กน้อย ผิวกายค่อนข้างคล้ำ ผมสั้นดูเซอร์ๆไม่ค่อยเป็ทรง ดวงตาโตที่ขี้เล่นถูกซ่อนอยู่ในแว่นทรงกลม
ทันทีที่หนุ่มรุ่นพี่เห็นวัยรุ่นทั้งสอง ใบหน้าเรียวก็เริ่มแย้มยิ้มนิดๆ ก่อนจะกล่าวทักทายด้วยเสียงทุ้มลึก
“ไง นั่นจันและมาวิน ใช่มั้ย ”
จันขรึมขึ้นมาทันที สองแก้มแดงระเรื่อ ดวงตามองต่ำ พร้อมตอบกลับแ่เบา
“ค่ะ พี่โอม”
“เชอะ หวัดดี พี่โอม”เด็กหนุ่มหัวเขียวทักบ้าง แต่ท่าทางที่แสดงออก กลับดูไม่เต็มใจนัก
“ แหม..... ไม่เจอกันตั้งนาน โตเป็หนุ่มสาวกันหมดแล้ว ครั้งก่อนยังเป็แค่เด็กตัวกะเปื๊ยกที่คอยวิ่งไล่เตะบอลกับพี่อยู่เลย โดยเฉพาะจัน เธอน่าจะสูงพอๆกับพี่ล่ะมั้ง” หนุ่มรุ่นพี่ผู้มีนามว่า “โอม” กล่าวทักทายด้วยอัธยาศัยอันดี
“ ค่ะ พี่โอม ” เด็กสาวตอบสั้นๆ ใบหน้ายังก้มมองพื้น
“ เออ ยังไงก็ขอลาก่อนล่ะ กะว่าจะแวบหนีน้าเดชน่ะ ่นี้ถ้าเข้าไปหา ก็ระวังตัวกันหน่อย เขากำลังทำการทดลองลับอยู่” โอมบอกวัยรุ่นทั้งสองด้วยเสียงกระซิบ พร้อมเหลียวซ้ายแลขวา ท่าทางหวาดระแวง
“ ทดลองอะไรเหรอคะ ” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นถาม ดูเหมือนความสงสัยจะทำให้เธอหลงลืมความอาย
“ ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก พวกเธอต้องมาลองเอง ถึงจะรู้ ” หนุ่มรุ่นพี่แจงเบาๆ สีหน้าแลกระอักกระอ่วน คล้ายไม่อยากพูดถึงสิ่งนั้น
ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ เสมือนว่าทุกคนกำลังทบทวนความคิดของตัวเอง เวลาต่อมา หนุ่มรุ่นพี่ก็รีบอำลา ท่าทางร้อนรน
“ เอาล่ะ พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวน้าเดชมา จะชิ่งหนีแกไม่ทัน แล้วเจอกัน ”
“ ค่ะๆ ” จันรับคำ แต่ไม่ทันได้หายใจ โอมก็จรลาอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้วัยรุ่นทั้งสองมองตาม หัวสมองมีแต่คำถาม
“ น้าเดชกำลังทำอะไร ทำไมพี่โอมถึงต้องกลัวขนาดนั้น ”
……………………..
จันและมาวินพยายามค้นหาน้าชายจอมเพี้ยนทุกซอกทุกมุม แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ทำให้ทั้งสองหงุดหงิด
“ น้าเดชหายไปไหนนะ ” เด็กสาวเริ่มโวยวาย
“ นั่นดิ หาจนเหนื่อยแล้ว ตาแก่สติเฟื่องหายไปไหนฟะ ” มาวินโวยบ้าง นับเป็ครั้งแรกที่ทั้งสองคิดตรงกัน
สองวัยรุ่นยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวอยู่พักใหญ่ ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ลุกวาวและตื่นตัว
“ รู้แล้ว แม่เธอบอกว่าน้าเดชชอบไปหมกตัวอยู่บนหอสูงไม่ใช่เหรอ ”
“ เออ จริงด้วย งั้นเราไปหากัน ” เด็กสาวถึงบางอ้อ
…………………….
เหล่าวัยรุ่นร่วมกันค้นหาคุณน้าผู้ลึกลับ แรกเริ่มก็สำรวจพื้นที่โดยรอบจากนั้นก็ปีนขึ้นไปหาต่อบนยอดหอ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่พบน้าชายจอมป่วน ทำให้พวกเขาเริ่มท้อใจ
“ เฮ้อ…… ไอ้น้าบ้าหายไปไหนกันนะ ” มาวินนอนแผ่หลาท้าแสงแดดยามบ่ายตรงพื้นที่ว่างบนยอดหอสูง
“ เอาน่า ชั้นเชื่อว่าแกต้องอยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวก็คงหาเจอ ” เด็กสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆพูดขึ้นมาบ้าง สายตาทอดมองลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
“ เหรอ แล้วจะเจอกี่โมง ชาติหน้าตอนบ่ายๆรึไง ” มาวินโวย น้ำเสียงส่อแววหงุดหงิด
เด็กสาวจนปัญญา เพราะตัวเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปหาน้าชายตัวดีได้ที่ไหน ขณะที่กำลังขบคิด โสตประสาทก็แว่วเสียงประหลาด
“ ครืด……ตื้ด…… ”
“ เสียงอะไรน่ะ คล้ายเสียงเครื่องจักรเลย ” เด็กสาวนิ่งคิด พลางตั้งใจฟัง เพื่อจับที่มาให้ชัดเจน
“ ครืด…..ติ้ด….ตื้ด…. ”
เสียงเครื่องจักรเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวสงบใจจนจับได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากใน“แท็งค์น้ำ” ทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์แปรเปลี่ยนเป็มึนงง
“ เฮ้ ยัยจันเป็อะไร ” เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กสาว มาวินก็ไถ่ถาม
“ ชู่ว เงียบๆ แล้วเดินมาทางนี้ ” เด็กสาวร้องเรียกเบาๆอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ากระแสดังกล่าวจะหายไป ถ้าเผลอส่งเสียงดัง
พอมาวินเห็นสีหน้าของเพื่อนสาว เขาก็รู้ด้วยสัญชาตญาณว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล จึงลุกขึ้นไปหาจัน พร้อมเอ่ยถามแ่เบา
“ มีอะไรเหรอ ยัยจัน ”
“ นายลองเงี่ยหูฟังที่แท็งค์น้ำดูสิ มีเสียงอะไรก็ไม่รู้ดังมาจากข้างใน ” เด็กสาวกระซิบเบาๆ มาวินจึงลองทำตาม
“ ครืด……ตื้ด……”
“ เฮ้ย นี่มันเสียงอะไรวะ ” มาวินถอยหลังหนี พร้อมหันไปมองเด็กสาว สีหน้าฉายแววฉงน
“ไม่รู้สิ แต่มันคล้ายเสียงเครื่องจักร น่าจะมีอะไรซ่อนอยู่”เด็กสาวนิ่งคิด ดวงตาส่อแววสงสัยไม่ต่างจากเด็กหนุ่ม
“เฮือก แล้วเราจะทำยังไง”มาวินกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่
“ลองเคาะดูก่อนแล้วกัน ” เด็กสาวเสนอแผนการ
“เฮ้ย อย่าเพิ่งเคาะ คิดให้ดีก่อนสิ ยัยจัน”เด็กหนุ่มหัวเขียวห้ามปราม แต่ไม่ทันกาล จันตรงเข้าไปทุบแท็งค์น้ำเป็ที่เรียบร้อย
“ปัง ”
“ใครอยู่ข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้”เด็กสาวร้องะโ โดยหวังว่าอะไรที่อยู่ข้างใน จะเข้าใจคำพูดของเธอ
“เบาๆดิ เรายังไม่รู้เลยว่าอะไรอยู่ข้างใน ” เด็กหนุ่มสะกิดไหล่ พลางกระซิบที่ข้างหู
“จะเบาทำไม ก็ให้รู้กันไปเลยว่ามันคืออะไร นายอย่าปอดแหกน่า”เด็กสาวหันกลับมาเถียง
“ใครปอดฟะ แค่ให้คิดก่อนลุย รู้จักวางแผนมั้ย ยัยทอมบอยบ้าพลัง ” มาวินเริ่มยั้วขึ้นมาบ้าง เพราะถูกหาว่าปอดแหก
“ไม่ต้องวางให้มันยุ่งยากแล้ว ลุยไปเลย”เด็กสาวโวยดัง
ระหว่างที่วัยรุ่นทั้งสองกำลังโต้เถียง แท็งค์น้ำทรงสี่เหลี่ยมก็เปล่งแสงประหลาด วินาทีต่อมา ผนังด้านหน้าของภาชนะเก็บน้ำรุ่นลายครามก็เลื่อนขึ้นมาช้าๆ ไม่ต่างจากประตูอัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อ
“ฟรืด…….. ”
“เฮ้ย ” วัยรุ่นทั้งสองร้องเสียงหลง พร้อมถอยหนี อันเป็การระวังภัยตามสัญชาตญาณ
ทันทีที่ผนังเลื่อนขึ้นจนสุด ก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมา เขาสวมแว่นทรงกลม ซึ่งปกปิดดวงตาที่ดูไม่เป็มิตร ผมยาวยุ่งเหยิงเป็กระเซิง แถมยังแอบหงอกขาวเป็หย่อมๆ ร่างผอมบางถูกซ่อนอยู่ในชุดกราวด์ ส่วนเชิ้ตและสแล็คที่สวมใส่ ก็ดูรุ่มร่ามและหลุดลุ่ย
ชายวัยกลางคนเหลือบมองสองวัยรุ่นผู้มาเยือน ทันใดนั้นเอง ใบหน้าหงิกๆแบบโรคจิตก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ พร้อมเสียงร้องทักที่ค่อนข้างดัง
“ว่าไง ไอ้หลานตัวแสบทั้งสอง”
“น้าเดช ” จันและมาวินขนานนามบุรุษที่เพิ่งปรากฏกายอย่างพร้อมเพรียง
หลังการทักทาย น้าเดชรีบกวักมือเรียกหลานทั้งสองให้ตามเข้ามาในตัวถัง
“รีบเข้ามาเร็วๆ ไอ้ตัวแสบ”
สองหนุ่มสาวมองหน้ากันเอง คล้ายจะปรึกษากันด้วยสายตา วินาทีต่อมา ทั้งคู่ก็ตกลงตามน้าชายสติเฟื่อง
ทันทีที่เข้ามา วัยรุ่นก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง เพราะภายในนั้นถูกบุด้วยผนังสีขาวสะอาดตา ตรงพื้นปูกระเบื้องสีเดียวกัน มีโต๊ะทำงานจัดวางอยู่สองชุด บนนั้นปรากฏคอมพิวเตอร์ที่ดูทันสมัยอยู่สามเครื่อง ข้างๆมีอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆวางอยู่หลายชิ้น บนเพดานมีหลอดไฟทรงกลมติดอยู่เพียงหนึ่งเดียว ทว่าแสงสว่างที่ส่องออกมา กลับเจิดจ้ากว่าปกติ ราวกับมีพระอาทิตย์ซัก100 ดวงสถิตอยู่ข้างใน
“ว้าว…… นี่มันอะไรกันเนี่ย ” มาวินมองไปรอบๆ
“ห้องทดลองลับไง เอ็งสองคนมันเก่งสมกับเป็หลานรักของข้าเลย สามารถหาที่นี่เจอด้วยตัวเอง เห็นทีน้าต้องบุผนังด้วยวัสดุเก็บเสียงแล้วล่ะมั้ง เพราะเสียงเครื่องคอมในนี้มันดังเกินไป”น้าเดชกล่าวไปเรื่อย จากนั้นก็เอื้อมมือไปกดแป้นพิมพ์ เพื่อสั่งให้ผนังแท็งค์น้ำเลื่อนปิดลงมา
“ทดลองอะไรอยู่เหรอ น้า ”เด็กสาวมองซ้ายมองขวา ท่าทางตื่นตระหนก ดูเหมือนว่าเธอยังฉงนกับสิ่งที่ประสบ
“ฮะๆ ถ้าพวกเอ็งอยากรู้ ก็เข้ามาใกล้ๆ เพราะนี่คือความลับสุดยอด”น้าชายสติเฟื่องเริ่มลดเสียงลง และกวักมือเรียก
“อืม เื่อะไร”วัยรุ่นทั้งสองล้อมวงเข้ามา เพื่อรับฟังสิ่งที่น้าสติเฟื่องกำลังจะเล่า หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็ส่ำ
“น้ากำลังสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่จะพลิกโฉมโลกนี้ไปตลอดกาล ”น้าเดชบอกหลานรักด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง ส่งผลให้สองหนุ่มสาวะโขึ้นมาพร้อมกัน
“ฮ้า น้าเป็บ้าอีกแล้ว”
“เฮ้ย เบาๆหน่อย จะะโทำไมฟะ นี่คือความลับสุดยอดนะโว้ย และอีกอย่างน้าไม่ได้บ้า พวกเอ็งอยากดูสิ่งประดิษฐ์นี้มั้ย ”น้าเดชรีบร้องห้าม เพราะไม่้าให้วัยรุ่นทั้งสองส่งเสียง สีหน้าของเขาบ่งบอกว่าตื่นเต้นสุดเดช กิริยาคล้ายเด็กน้อยที่อยากโชว์ของเล่นใหม่
“แฮะๆ เอาไงดีอ่ะ”วัยรุ่นทั้งสองมองหน้ากันเอง ประสบการณ์แสนแย่จากสิ่งประดิษฐ์พิลึกพิลั่นชิ้นก่อนๆยังคงจารึกอยู่ในความทรงจำอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย
“ น้าแน่ใจนะว่าครั้งนี้ มันจะไม่เกิดอะไรที่ตื่นเต้นเหมือนคราวก่อน ”เด็กสาวร่างสูงร้องถาม ดวงตาดูสับสน
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีก ปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ เช้านี้น้าก็เพิ่งทดลองกับอาสาสมัครคนหนึ่ง เอางี้ เรามาทดลองร่วมกันเลยเป็ไง”นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องรับรองเป็มั่นเป็เหมาะ ใบหน้าที่ขมุกขมัว ราวกันคนเสียสติ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
วัยรุ่นทั้งสองแอบสบตากัน ทั้งคู่รู้ทันทีว่าอาสาสมัครที่น้าชายพูดถึง คงเป็“พี่โอม” นั่นจึงทำให้มาวินรีบส่ายหัวเป็เชิงปฏิเสธ ทว่าเด็กสาวกลับนิ่งตรึกตรอง
“ถ้าปฏิเสธสิ่งประดิษฐ์ของน้าเดช แล้วเราจะเกลี้ยกล่อมให้เขาหายบ้าได้ยังไง”
วินาทีต่อมา เด็กสาวจึงตัดสินใจในสิ่งที่มาวินไม่้า นั่นก็คือพยักหน้ารับ
“โอเค ส่งไอ้สิ่งประดิษฐ์ที่ว่าเจ๋งของน้าออกมาเลย พวกหนูพร้อมลุยแล้ว”
“เยี่ยมมาก อย่างนี้ถึงจะสมกับเป็หลานรักของข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ”คุณน้าจอมเพี้ยนขยับร่างผอมๆไปยังโต๊ะยาวตรงมุมห้อง จากนั้นก็ควานหาบางสิ่งที่อยู่ในลิ้นชัก
“เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวถึงกับคอตก เขารู้สึกละเหี่ยใจที่ต้องทดลองบ้าบอกับน้าชายที่ไม่ค่อยเต็มเต็ง
น้าเดชค้นหาไม่นาน ก็หยิบสิ่งประดิษฐ์วิเศษขึ้นมาโชว์ มันมีหน้าตาคล้ายกล้องวีอาร์แบบครอบหัว ด้านข้างมีปุ่มสีสันสวยงามประดับอยู่ ที่สำคัญ เ้าสิ่งนี้มีอยู่สามชิ้น อันเท่ากับจำนวนคนที่ร่วมทดลอง
“โชคดีที่น้าทำเผื่อไว้สามอัน ”น้าเดชพูด พลางกดโน่นกดนี่บนแป้นพิมพ์ เพื่อทำการเซ็ตระบบ
วัยรุ่นทั้งสองหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะไม่รู้ว่าพวกตนจะต้องเจอกับอะไร ในที่สุด มาวินก็ทนแรงกดดันไม่ไหว เลยเอ่ยถามรัวเร็ว
“ตกลง ไอ้กล้องประหลาดนี่คืออะไร มันเป็แว่นตาที่ใช้ถ้ำมองสาวๆเหรอ ”
“เฮ้ย ไอ้บ้านี่”เด็กสาวตวาดใส่ พร้อมบิดเนื้อที่แขนจนทำให้เด็กหนุ่มหน้าเบ้ เหตุที่ทำเช่นนี้เพราะเธอรู้ดีว่าน้าชายไม่สมประกอบ ค่อนข้างเซ้นซิทีฟกับสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง ดังนั้นการไปดูถูกสมบัติอันล้ำค่า (ในความคิดของน้าเดชคนเดียว)ย่อมไม่ต่างอะไรจากการเหยียบหน้า
“ไม่ใช่ว่ะ หลานวิน ไอ้นี่มันเจ๋งกว่านั้นอีก แต่ตอนนี้น้ายังไม่บอกหรอก อีกเดี๋ยวพวกเอ็งจะได้รู้ซึ้งถึงพลังของมัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ไม่เพียงน้าเดชจะไม่โกรธ แต่เขากลับหัวเราะชอบใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมา ดูตื่นเต้นกว่าปกติ
“เอ้า ดูให้ดี”น้าเดชเปิดไฟล์ MP 4 ที่อยู่ในคอม ทันใดนั้น บนหน้าจอก็ฉายบรรยากาศในงานลีลาศ ชายและหญิงนับสิบต่างพากันสวมอาภรณ์ที่งามสง่า หลายคนโชว์สเต็ปใส่กันอย่างสวยงาม โดยมีเพลง“ชื่นชีวิต” ของสุนทราพรดังคลอ
“น้า ผมจะหลับแล้วนะ มาเปิดอะไรให้ดูเนี่ย ฮ้าว….. ” มาวินเปิดปากหาว เขารู้สึกง่วงขึ้นมาจริงๆ
“เหอ เหอ เหอนี่แค่โหมโรงเฟ้ย ยังไม่ถึงคิวของพระเอกตัวจริง เอาล่ะ ถ้าทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเอ็งใส่แว่นวิเศษของน้าได้ ”น้าเดชเริ่มเสียบ USB กับพอรต์ที่อยู่ใต้แว่นวิเศษ จากนั้นก็ทำการเชื่อมสายเข้ากับพอรต์ของคอมพิวเตอร์ที่กำลังเล่นคลิปงานเต้นลีลาศ
“ฮะๆ ” มาวินใส่ไปก็หัวเราะไป ประมาณว่าเริ่มเซ็งที่ให้เขามาทำอะไรบ้าบอ ส่วนเด็กสาวสวมแว่นวิเศษด้วยท่าทางเงียบขรึม
ทันทีที่ทุกคนสวมสิ่งประดิษฐ์ใหม่เป็ที่เรียบร้อย มาวินและจันก็ประจักษ์ว่าแว่นนี้ใช้เลนส์สามมิติทั่วไป ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกผิดหวัง
“ น้า นี่มันก็แค่แว่นเล่นเกมวีอาร์ธรรมดาไม่ใช่เหรอ”
“ก็จริง ตอนนี้มันเป็แค่นั้น แต่ไอ้หลานเอย ลองกดปุ่มสีแดงที่อยู่ด้านล่างสุดตรงแถบซ้ายสิ แล้วเอ็งจะรู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่แว่นสามมิติธรรมดาอย่างที่เข้าใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”น้าเดชหัวเราะแปร่งๆ
“เชอะ จะมีอะไร ไร้สาระชะมัด”เด็กหนุ่มสบถเบาๆ ท่าทางไม่ใส่ใจ แต่ภายในกลับรู้สึกตื่นตระหนกจนหัวใจแทบเต้นเป็จังหวะรุมบ้า
“เฮือก ”เด็กสาวร่างสูงกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ จากนั้นก็หันไปสบตากับเด็กหนุ่ม เหมือนจะส่งกระแสจิตบอกให้ “กดพร้อมกัน” พอทั้งคู่พยักหน้า มาวินก็กลั้นใจ กดปุ่มแดง
………………….
“ปี้บ….. ”
เสียงสุดท้ายที่มาวินได้ยินก็คือสัญญาณบอกเวลาบนนาฬิกาข้อมือ สิ่งที่ััในกาลต่อมาคือความว่างเปล่า ราวกับเด็กหนุ่มไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ เขาจึงร้องะโจนสุดเสียง
“เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังหวาดกลัว เขารู้สึกว่าตนได้มานั่งอยู่ที่เชิงบันไดของคฤหาสน์หรู มีบรรดาไฮโซชายหญิงในชุดราตรีจับคู่เต้นลีลาศตรงลานกว้างเบื้องหน้าอย่างสนุกสนาน แน่นอนบทเพลงที่บรรเลงก็คือ “ชื่นชีวิต”
“เอ๊ะ เดี๋ยว มันคุ้นๆนะ นี่มันฉากงานเต้นรำในคลิปวิดิโอนี่หว่า แล้วดูตัวเราดิว้าว….เท่วุ้ย ” เด็กหนุ่มงงอยู่ชั่วขณะ แต่พอหันไปมองตัวเอง ก็พบว่าตอนนี้ เขาอยู่ในชุดสากลสีเขียวที่ดูเลิศหรู ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏเสียงเด็กสาวร่างสูงดังมาจากด้านหลัง
“เฮ้.....นายวิน ”
พอมาวินหันไปมอง เด็กหนุ่มก็แทบลืมหายใจ เพราะสิ่งที่ประสบคือจันในชุดราตรีแดง ซึ่งยาวถึงตาตุ่ม เสื้อที่สวมใส่เป็แบบเปิดหัวไหล่ เผยให้เห็นเนื้อนวลขาวผ่อง ผมที่เคยปรกหน้า ถูกจัดมวยและรวบไว้ด้านหลังด้วยปิ่นทอง ดวงตาคมเข้มถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ทำให้หวานซึ้ง น่าค้นหาและชวนมอง จมูกโด่ง ริมฝีปากก็รับกับใบหน้ารูปไข่อย่างเหมาะเจาะ เมื่อนำมาผสมกับร่างสูงเพรียวได้สัดส่วน ยิ่งทำให้งามสง่า ราวกับเ้าหญิงผู้สูงศักดิ์
“ฮะแฮ่ม จ้องพอรึยัง นายวิน”จันแกล้งกระแอมเบาๆ เพื่อให้มาวินรู้สึกตัว ใบหน้าของเด็กสาวแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
“เอ๊ะ อ้อ พอแล้ว ตกลงนี่คือจัน จริงๆใช่มั้ย”มาวินเริ่มรู้ตัว ในใจนึกทึ่งกับภาพตรงหน้า ทั้งที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาั้แ่เด็ก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าญาติห่างๆของตนจะสวยถึงเพียงนี้
“ก็ใช่อ่ะสิ จะมีใครอีกเล่า ตาบ้า เลิกจ้องชั้นได้แล้ว”จันตอบกลับ ท่าทางยังคงเขินอายอยู่
“ฮ่าๆ เป็ไงหลานรักทั้งสอง แว่นวิเศษของน้าเจ๋งมั้ยล่ะ นี่แหละคือความสำเร็จขั้นสุดยอด ”วินาทีนั้นเอง น้าชายสติเฟื่องก็ปรากฏตัวที่ด้านหลัง พร้อมโถมเข้ามากอดสองหนุ่มสาว ปากก็เริ่มคุยโวถึงความสำเร็จด้วยท่าทางที่ดีใจสุดกู่
“เออ ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในคลิปที่น้าเปิดให้ดู ใช่มั้ย”เด็กสาวรีบถาม สีหน้าฉายแววตื่นเต้น
“แม่นแล้ว หลานเอย”น้าเดชดูภูมิใจ เขาซ่อนร่างผอมบางในชุดสากลสีแดงที่แสนแสบสัน
“น้าทำได้ไง สุดยอดไปเลย”เด็กหนุ่มหัวเขียวถามไถ่ ในใจรู้สึกทึ่ง
“น้าสามารถคิดค้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณสมบัติยักย้ายถ่ายเทจิติญญาของมนุษย์เข้าสู่ระบบดิจิตอล ผลที่ได้ก็คือเราสามารถพาตัวเองเข้าไปท่องเที่ยวในไฟล์ดิจิตอลได้ทุกประเภท” น้าเดชแจงระบบการทำงานแบบคร่าวๆให้หลานฟัง
“ สุดยอดไปเลย ” วัยรุ่นทั้งสองอุทานพร้อมกัน
“เหอๆ ฮี่ๆ ฮ่าๆ ก้ากๆ วุ้ยๆ ข้าคือสุดยอดนักประดิษฐ์ เราจะดัง เราจะรวย ฮ่าๆ”น้าเดชเริ่มหัวเราะ โดยมีสองหลานร่วมดีใจด้วย แต่พอคุณน้าจอมเพี้ยนเริ่มเต้นรำ ร้องเพลง ทั้งคู่ก็รีบถอยฉาก ปล่อยให้ชายวัยกลางคนสติเฟื่องสนุกสนานกับตัวเองตามลำพัง ส่วนสาเหตุที่ทำเช่นนั้น เพราะรู้สึกอายผู้คนที่กำลังเหลียวมอง
วัยรุ่นทั้งสองหนีมายืนตรงมุมห้อง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจางๆ เพราะดีใจกับความสำเร็จของน้าชาย แต่ไม่ได้พูดคำใดออกมา พวกเขาได้แต่ยืนมองงานเต้นรำ เวลาต่อมา ท่าทางก็แปรเปลี่ยนเป็กระอักกระอ่วน สับสน วุ่นวายจนบอกไม่ถูก ระหว่างนั้นเอง มาวินก็แกล้งพูดออกมาดังๆ เพื่อทำลายบรรยากาศที่แสนอึดอัด
“เฮ้อ หิวน้ำแล้ว ยัยจันเอาอะไรรึเปล่า”
“ไม่ล่ะ นายไปเถอะ”เด็กสาวพูดเรียบๆ ใบหน้างามก้มลงมองพื้น เด็กหนุ่มจึงรีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ พอเจอบาร์เทนเดอร์ ก็สั่งเครื่องดื่มทันที
“ไวตามิลค์เพียวๆแก้วนึง ”
“ครับ ” บาร์เทนเดอร์หัวล้านร่างใหญ่ตอบยิ้มๆ แน่ล่ะ ั้แ่เปิดบาร์มา คงมีเพียงมาวินล่ะมั้งที่สั่งไวตามิลค์มารับประทาน
เด็กหนุ่มนั่งซดเครื่องดื่มถึงสามแก้วรวด เพื่อย้อมใจให้เกิดความกล้า
“โธ่เว้ย...จะชวนดีมั้ยวะ ”
พอมาวินสับสนอยู่พักใหญ่ เขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ภายในนึกตัดสินใจ
“เป็ไงเป็กันฟะ ”
เด็กหนุ่มรีบเดินกลับมาหาจัน ทันทีที่ถึงจุดหมาย เขาก็เหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจแตกสลาย
มันคือภาพของหนุ่มรูปงาม ประมาณเ้าชายในนิยาย ดวงตาบนใบหน้าคมเข้มจับจ้องไปที่จัน ซึ่งกำลังยืนสง่า ราวกับหงส์ จากนั้นชายหนุ่มก็ค่อยๆค้อมร่างสูงสมส่วนลง พร้อมกล่าวเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล
“กรุณาเต้นรำกับผมซักเพลงเถอะครับ ”
เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ มาวินก็รีบหนีทันที ความเ็ปรวดร้าวเริ่มทวีความรุนแรง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเดินผ่านใครบ้างและกำลังจะไปไหน รู้ตัวอีกที ก็มายืนอยู่ตรงระเบียงรับลมแล้ว
มาวินทรุดกายลงนั่งริมระเบียง ใบหน้าหมอง ดวงตาฉายแววโศก น้ำน้อยๆเริ่มเอ่อล้นที่ขอบตา ในใจนึกด่าตัวเอง ทำไมถึงไม่ตัดสินใจให้เร็วกว่านี้ บางครั้งก็โกรธเกรี้ยวจนอยากเอาหัวโขกราวกั้น โทษฐานที่ขี้ขลาดเกินไป แต่สุดท้าย เด็กหนุ่มก็ได้คิดและฉีกยิ้มเศร้าๆ
“ฮะๆ แบบนี้แหละดีแล้ว เขาทั้งคู่เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก ส่วนเราล่ะ ดูยังไง ก็ตัวประกอบชัดๆ ไม่คู่ควรกับเธอหรอก”
ดวงตาของมาวินเอ่อล้นไปด้วยน้ำใสๆ เขาเอนหลังพิงราวระเบียง พร้อมปล่อยจิตให้ล่องลอย ไม่สนใจเสียงหัวเราะของหนุ่มสาวที่มาร่วมงาน ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเพลงที่บรรเลง ทันใดนั้นเอง หูก็พลันผึ่ง เมื่อได้ยินเสียงกระแอมเบาๆของสาวคนหนึ่งที่ด้านหลัง
“ฮะแฮ่ม มานั่งบื้ออะไรตรงนี้”
เด็กหนุ่มหัวเขียวเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นแทบทำให้เขาไม่เชื่อสายตา เพราะนั่นคือสาวสวยในชุดราตรีแดง ผู้มีนามว่า“จัน”
“จัน ทะ…เธอไม่ได้ไป….กับหนุ่มคนนั้นเหรอ ” มาวินถามเสียงสั่น
“อ้อ ชั้นปฏิเสธหนุ่มคนนั้นไปน่ะ น่าเสียดายนะ เพราะเขาโคตรหล่อเลย แต่ช่างเถอะ ชั้นกำลังรอคนที่ใช่ ”เด็กสาวตอบหน้าตาเฉย เหมือนกับเธอไม่รู้สึกเสียดายจริงๆ
“เอ่อ แล้วคนที่ใช่ของเธอคือใครล่ะ”เด็กหนุ่มแกล้งถามเบาๆ ดวงตาเสไปมองทางอื่น แต่ในใจแอบลุ้นอยู่ลึกๆ
“อยากรู้จริงๆเหรอ ” จันตอบกลับด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า
“อืม ”เด็กหนุ่มรับคำ พลางกลืนน้ำลายลงคอ
“อืม คนนั้นก็คือ….”เด็กสาวลากเสียง ใบหน้างามยิ้มละไม
“คือ…… ” มาวินลุ้นตัวโก่ง ดวงตาของทั้งสองสบกันอย่างมีความหมาย
“ไม่บอก ฮะๆ”เด็กสาวเฉลยแบบหักมุม พร้อมหัวเราะเสียงดัง
“หน็อย ยัยจัน แกล้งกันได้ คนอุตส่าห์ลุ้น”มาวินเริ่มฉุนที่ถูกล้อ แต่เด็กสาวกลับหัวเราะร่าเริง จากนั้นก็ก้มหน้าลงต่ำจนแทบจะแนบชิดกับเด็กหนุ่ม ปากก็ร้องถามเสียงใส
“ลุ้นอะไร หือ…..”
การกระทำของจัน ทำให้มาวินต้องเบือนหน้าหนี เพื่อเลี่ยงการสบตา แม้เขาจะดูเคอะเขิน แต่ก็ไม่วายปากเสีย
“เชอะ ก็ลุ้นให้เธอไม่ต้องขึ้นคานทองยังไงเล่า”
“ฮะๆ นายนี่มันจริงๆเลย ”เด็กสาวหัวเราะร่วน คราวนี้เธอไม่ถือสา เพราะคุ้นเคยกับความเกรียนที่มาวินแสดงให้เห็นเป็ประจำ
ทั้งสองนิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะ เด็กสาวก็เอ่ยถามเสียงหวาน พร้อมยื่นมือมาให้มาวินที่นั่งเท้าคาง
“ระหว่างที่ชั้นรอคนที่ใช่ นายสนใจจะมาเต้นรำ เพื่อคั่นเวลามั้ย”
“เอ่อ….” เด็กหนุ่มถึงกับเหวอจนทำอะไรไม่ถูก
“เอ้า เร็ว เดี๋ยวเพลงก็จบซะก่อน เป็ผู้ชายแท้ๆทำอะไรให้มันเด็ดขาดหน่อยสิ”เด็กสาวเร่งเร้า น้ำเสียงของเธอดูแข็งขึ้นมาทันที
“อะ…..อืม ”เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำแบบงงๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปจับมือบางที่แข็งแรงของจันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ทั้งคู่หยุดยืนอยู่กลางระเบียงที่มีแสงจันทร์สาดสว่างอยู่อ่อนๆ เพลงที่บรรเลงในขณะนั้นคือ“หัวใจช้ำๆ” ซึ่งถูกดัดแปลงเป็ทำนองกึ่งช้ากึ่งเร็ว เพื่อให้เหมาะกับการเต้นลีลาศ
“แล้วจะเต้นยังไงเนี่ย ” เด็กสาวหันไปถามคู่เต้น ท่าทางมึนงง เพราะนี่คือครั้งแรกของเธอ
“ชวนเต้นรำ ทั้งที่ตัวเองไม่เคยนี่นะ เธอมันบ้าชะมัด”เด็กหนุ่มสบถ แต่ใบหน้ากลับแดงก่ำ
“แล้วนายเต้นเป็รึไง ” จันเริ่มฉุนนิดๆ ซึ่งก็ควรจะเป็แบบนั้น เพราะมาวินมีสกิลปากเสียในระดับสูง
“เอ่อ….เต้นไม่เป็เหมือนกัน ” มาวินยิ้มแหยๆ
“งั้นเอางี้ ลองนึกทบทวนจากความจำที่เคยเห็นในหนัง แล้วค่อยเต้นตาม”เด็กสาวตัดสินใจ
“อืม ตามนั้นแหละ”เด็กหนุ่มรับคำ
วัยรุ่นทั้งสองพยายามทำตามตัวอย่างที่เคยเห็นในหนัง แรกๆก็ดูเก้ๆกังๆจนมองไม่ออกว่านี่คือลีลาศ แต่ด้วยความที่เป็คนหัวไวและมีสมรรถภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม จึงทำให้สามารถเต้นได้ในเวลาอันสั้น ทั้งคู่โอบเอวและหัวไหล่ พร้อมขยับเท้าตามจังหวะอย่างสนุกสนาน
“ก็ง่ายๆนี่นะ ไม่เห็นยากเลย ”เด็กหนุ่มย่ามใจ
“นั่นน่ะซิ แต่จริงๆไอ้เต้นแบบนี้ก็สนุกดีเหมือนกัน วันหลังน่าจะไปซ้อมกันอีก”จันร้องบอก ใบหน้าสวยใสเริ่มแย้มยิ้ม
“โอ๊ย ไม่เอาหรอก ที่ผ่านมา เธอเหยียบเท้าชั้นไปตั้งเจ็ดทีแล้วล่ะมั้ง ”มาวินปฏิเสธ เพราะเข็ดรองเท้าส้นสูงของเด็กสาว
“ทำอย่างกับตัวเองไม่เคยพลาด นายน่ะย่ำฝ่าเท้าของชั้นไปตั้งแปดครั้งแล้วมั้ง ”เด็กสาวเถียง
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเต้นไปทะเลาะไป ก็ได้ยินเสียงะโของชายวัยกลางคน พวกเขารู้ทันทีว่านั่นคือเสียงของน้าชาย
“เฮ้ย ที่นี่เป็งานเต้นรำนะ ชั้นโชว์สเต็ปของชั้น มันผิดตรงไหนฟะ ปล่อยนะโว้ยปล่อยช้านนนน...... ให้ตายสิ นี่ชั้นต้องโดนลากออกจากงานอีกแล้วเหรอเนี่ย”
ไม่ต้องเห็นภาพ พวกเขาก็นึกออก น้าเดชน่าจะกำลังโดนสองการ์ดร่างั์ในชุดทักซิโด้ประกบข้าง พร้อมหิ้วปีกออกจากงาน
“ฮะๆ น้าแกพูดว่าโดนอีกแล้ว สงสัยว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรก”จันพูดไป ก็หัวเราะไป
“ก็แกดันเต้นและร้องเพลงประหลาดอยู่คนเดียว มันก็ไปป่วนงานเขาน่ะสิ โดนเชิญออก ก็ไม่แปลก ตาแก่นี่เพี้ยนชะมัด”มาวินเซ็งในความบ้าบอของน้าตัวเอง
“แต่ยังไงก็ถือว่าแกสุดยอด ไม่งั้น พวกเราคงไม่ได้มางานเต้นรำเลิศหรูอลังการแบบนี้”เด็กสาวชื่นชมในความสามารถอันล้ำเลิศของผู้เป็น้า
“อืม…… ” มาวินรับคำเบาๆ เพราะรู้สึกอายดวงตาคมซึ้งที่คอยสบเป็ระยะ
ดนตรีบรรเลงไปได้ซักพัก ก็มาถึงบทเพลงสุดท้าย นั่นก็คือ “คนพิเศษ” ทุกคนเริ่มแนบชิดกันมากขึ้น ทันใดนั้นเอง มาวินก็เกิดอาการเกร็งจนขยับไม่ได้ ทว่าเด็กสาวกลับส่งสายตาหวานซึ้งให้ พร้อมยิ้มเล็กน้อย มือเรียวแต่แกร่งเอื้อมมาจับมือของเด็กหนุ่ม จากนั้นก็ดึงมาโอบเอวบางของตนเอง พร้อมยื่นริมฝีปากไปกระซิบที่ซอกหู
“ทำตามคู่อื่น เอามือมาโอบเอวชั้นไว้ เข้าใจมั้ย”
มาวินก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบคำใด แต่เขาเองก็ไม่ได้ขัดขืนเช่นกัน เท่านี้ก็ถือว่าเป็สัญญาณตอบรับแล้ว
ทั้งคู่เต้นรำด้วยการโอบกอดเบาๆ โดยมีเพลงซึ้งคลอเคลียรอบกาย เบื้องบนมีแสงจันทร์ส่องสว่างกลางท้องนภาที่มืดมิด นับเป็บรรยากาศที่แสนคลาสสิก
“เธอเท่านั้น เธอคือคนพิเศษ เสกให้ใจของชั้นโบกปีกบินสู่ฟ้า คอย ยังคอยให้เธอมาประคองแล้วพูดว่า เมื่อเธอหลับตาก็ยังคิดถึงกัน”
เด็กหนุ่มพยายามเบือนหน้าหนี แต่ในจังหวะหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงของเด็กสาว กระแสนั้นหวานซึ้งกินใจ ผิดกับที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
“นายวิน ”
มาวินหันหน้าไปมอง ตั้งใจจะถามว่าเรียกทำไม เลยทำให้พบกับดวงตาสวยคมของเด็กสาว แถมเรือนกายของทั้งสองก็แนบชิดติดกัน ทำให้เขาลืมทุกคำที่อยู่ในใจ
“ดวงตาของจันสวยจัง นี่เราฝันไปหรือเปล่า ”
ฝ่ายจันก็เหมือนไม่เป็ตัวของตัวเองเช่นกัน เธอประสานดวงตากับมาวินอยู่ตลอด มุมปากมีรอยยิ้มน้อยๆประดับอยู่ อันบ่งบอกถึงความสุขล้นที่ท่วมท้นดวงใจ
พอบทเพลงจบลง จันก็ซบศีรษะบนหัวไหล่ของมาวินอย่างนิ่มนวล แขนเล็กบางของเด็กหนุ่มขยับเข้ามาประคองร่างสูงสมส่วนอย่างแ่เบา เรือนกายแนบชิดเป็เนื้อเดียวกัน เพื่อััถึงหัวใจของอีกฝ่าย
……………………..
สองหนุ่มสาวหลับตาพริ้ม เพื่อรับรู้ถึงความอบอุ่นที่มอบให้แก่กัน โดยไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่าตอนนี้ได้มานั่งสงบอยู่ในแท็งค์น้ำไฮเทค พอจิตหลุดจากภวังค์ พวกเขาก็ค่อยๆแกะแว่นวิเศษออกด้วยท่าทีที่ดูเขินอาย
ระหว่างที่ทั้งคู่วางตัวไม่ถูก น้าชายสติเฟื่องก็ะโเข้ามากอดคอหลานรักทั้งสอง พร้อมคุยโม้เสียงดัง โดยไม่ยอมพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
“เจ๋งมั้ย ไอ้หลานทั้งสอง เฮ้ย พวกเอ็งเป็ไรวะ หน้าแดงพิกล ป่วยรึไง”
“เออ ไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวหนูไปบอกพ่อกับแม่ก่อนว่าน้ายังไม่เพี้ยน และกำลังประดิษฐ์บางสิ่งที่สุดยอด”จันพูดเร็วปรื้อ จุดประสงค์คือ้าหนีไปจากที่นี่ให้ไวที่สุด
“แล้วไปบอกด้วยนะ คืนนี้น้าจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน เพื่อฉลองที่หลานรักทั้งสองกลับมาเยี่ยม และฉลองที่คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
”ชายวัยกลางคนสติเฟื่องตอบกลับเสียงดัง อันเกิดจากความดีใจที่เก็บไว้ไม่อยู่
“จ้ะ น้า หนูไปก่อนนะ”เด็กสาวกล่าวจบ ก็รีบจากไปทันที
“เออ แล้วเจอกันคืนนี้ หลานจัน”น้าเดชยิ้มส่ง
หลังจากจันออกไปแล้ว น้าชายสติเฟื่องก็เริ่มอธิบายถึงสรรพคุณของแว่นวิเศษและสิ่งประดิษฐ์อื่นๆให้เด็กหนุ่มรับฟังอย่างไม่มีวันเบื่อหน่าย
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
