ตอนที่ 11 : ไขข้อสงสัย
“แต่งกวีรึ ? ” หลินอี้มองไปที่เฉินจิ้นเป่ยและรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นมีท่าทางแปลกไป
ไม่เชื่อว่าเขาสามารถปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้ กลับคิดว่าเขาเดินอยู่ในเส้นทางของลัทธิมารงั้นรึ?
ทำไมอยู่ ๆ ถึงให้เขามาแต่งกวีระหว่างการสอบสวนได้ ?
“หาก้าจะปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมด้วยการแต่งกวีงั้นอย่างน้อยก็ต้องอยู่ขอบเขตเบิกเนตรไม่ใช่รึ ตอนนี้....เ้าคิดจะแต่งกวีอะไรออกมา”เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
ภายนอกเขาดูเยือกเย็น แต่อันที่จริงนั้น เขาตื่นเต้นอย่างมาก
หากฟางฉิงเสวี่ยพูดความจริง เช่นนั้นอีกไม่นานเขาจะได้บทกวีทะลวงแดนพร์บทใหม่
“ไม่จำเป็ บัณฑิตฟางยืนยันให้ข้าได้ ! ” หลินอี้ส่ายหน้า
ข้าเพิ่งแต่งกวีทะลวงแดนพร์ได้เมื่อวาน ตอนนี้ยังต้องมาแต่งอีกงั้นรึ ?
ต้องรู้ก่อนว่ากวีทะลวงแดนพร์นั้นสามารถส่งต่อกันได้เป็ร้อย ๆ ปีมันคือสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้
ไม่ว่าใครที่ได้อ่านก็ต้องหลงใหล
“รึว่าอาจารย์ท่านนี้ เขา...คิดว่าบทกวีของข้านั้นไม่มีค่างั้นรึ ? ”ความคิดนี้โผล่มาในหัวหลินอี้
ยิ่งเขาคิดเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกว่ามันยิ่งเป็ไปได้มากเท่านั้น
เฉินจิ้นเป่ยพูดขึ้น “บัณฑิตฟางออกจากเมืองอันหยางไปแล้ว นางไปแคว้นเจิ้นเพื่อทำการสอบ ! ”
“ไปแล้วรึ ? ” หลินอี้อึ้ง เขารู้สึกโหวง ๆ ในใจ แต่ไม่นานเขาก็เรียกสติตนกลับมาและพูดขึ้น
“ข้าสามารถแต่งกวีให้ได้ แต่หลังจากที่ข้าแต่งกวีให้แล้ว ห้ามให้ใครเขามายุ่งกับการสอบสวนในเื่โจรขโมยอาคมลัทธิเต๋าอีก! ”
“ได้ ! ” เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าตอบรับ
ซุนเหวินเยี่ยนพูขึ้น “ท่านอาจารย์เฉิน ไม่ใช่ว่า.... ”
เฉินจิ้นเป่ยชายตามองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้น “ท่านซุนควรจะดูแลเื่ที่เกี่ยวกับบัณฑิตให้ดีจะดีกว่า! ”
นี่คือคำเตือน
“ .... ” ซุนเหวินเยี่ยนหน้าแดง มือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อถึงกับสั่นระริกไปด้วย
เขาไม่เข้าใจ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น !
ทำไมหลินอี้ที่ญาติของตนสั่งให้เขาไปจับมาเมื่อคืนนี้ อยู่ ๆ ถึงได้ดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคนได้?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินอี้ก็โล่งใจขึ้นมา
อาจารย์เฉินผู้นี้....คงได้พบกับฟางฉิงเสวี่ยแล้ว
บางทีอีกฝ่ายอาจจะรู้เื่บทกวีที่เขาแต่งขึ้นมาแล้ว
‘แม้จะเป็เช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจจะแต่งมันขึ้นมาฟรีๆ ได้! ’ หลินอี้ตัดสินใจ
เขาไม่รู้ว่าเขาจดจำบทกวีได้มากมายแค่ไหน
ทั้งไม่โด่งดัง
ทั้งเป็ตำนาน
ทั้งโด่งดัง....
แต่ไม่ว่าเขาจะจดจำบทกวีได้มากแค่ไหน แต่ก็เป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะเขียนมันออกมาโดยไม่มีเหตุผลเพราะนี่คือโลกที่เขาจะต้องอยู่ต่อไป !
หลินอี้เดินไปที่โต๊ะ, หยินพู่กันจุ่มหมึก ก่อนจะเขียนตัวหนังสือลงไปบนกระดาษข้าว
“ูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทางทะเลความรู้ไร้ที่สิ้นสุด ความบากบั่นคือนาวาท่องไป ! ”
พลังปะทุออกมา แต่มันไม่มีภาพจำลองก่อตัวขึ้นมันเหมือนกับฉากตอนที่เหล่าบัณฑิตคัดลอกกวีเพื่อการบ่มเพาะทั่วไป
มันไม่ได้มีอะไรพิเศษ !
“ดี ! ” ซุนเหวินเยี่ยนอารมณ์ดีขึ้นมา ใจที่หล่นอยู่ตาตุ่มกลับมามีกำลังใจอีกครั้งเขาพึมพำออกมาในใจ “ ข้าถึงกับคิดว่าเขาจะแต่งกวีทะลวงแดนพร์ขึ้นมาได้....หากลองคิดดูแล้วมันไม่น่าจะเป็ไปได้ แม้แต่เหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษาก็ไม่อาจจะแต่งกวีเช่นนั้นออกมาได้บัณฑิตทั่วไปจะทำได้เช่นใด ? บางที...เขาอาจจะเกี่ยวข้องกับโจรขโมยอาคมลัทธิ์เต๋าจริงๆ! ”
หลินอี้เขียนเสร็จก็ก้าวออกมาสองก้าว ก่อนจะป้องมือให้ก้บเฉินจิ้นเป่ยแล้วพูดขึ้น
“ อาจารย์เฉิน เชิญ ! ”
“ .... ” เฉินจิ้นเป่ยผิดหวังนิดๆ มันไม่ใช่กวีทะลวงแดนพร์บทใหม่รึ ?
ไม่มีการทะลวงแดนพร์รึ ?
แต่เขาก็ยังโน้มตัวเข้าไปดูและอดไม่ได้ที่จะออกปากชม “เป็บทกวีที่ดี ! เ้าจะต้องเป็บัณฑิตที่โด่งดังได้แน่ ! ”
เมื่อเฉินจิ้นเป่ยได้เห็นบทกวีที่คุ้นตา ความสงสัยในใจก็มลายหายไป
กวีบทนี้เหมือนกับบทกวีที่สลักเอาไว้บนจารึกของสำนักศึกษาผิงโจวมิมีผิด
ในอีกความหมายคือ....หากสำนักศึกษาผิงโจวได้เข้าเป็ส่วนหนึ่งของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นแล้วงั้นก็ถือว่าเป็ผลงานของหลินอี้
แต่....นี่ไม่ใช่เป้าหมายของเฉินจิ้นเป่ย เขา้ากวีบทใหม่ มันคงดีหากเป็บทกวีที่สามารถทะลวงแดนพร์
มันจะช่วยเขาในการทะลวงผ่านขอบเขตตอนนี้
“ข้าขอดูหน่อย ! ”ซุนเหวินเยี่ยนเดินเข้ามามองดูบทกวีบนกระดาษข้าวก่อนจะพูดขึ้นมา“ูเาหนังสือมีเส้นทาง ความหมั่นเพียรคือหนทาง.... ”
ูเาหนังสือรึ ?
เหตุใดจึงดูคุ้นเคยเช่นนี้ ?
มันคล้ายกับที่เฉินจิ้นเป่ยพูดให้เขาฟังเมื่อวาน บอกว่าจะใช้กวีบทนี้สั่งสอนหลินอี้เพื่อให้เกิดจิตใจใฝ่วรรณกรรมแต่ตอนนี้....หลินอี้กลับเขียนมันขึ้นมาได้
ซุนเหวินเยี่ยนมองไปที่เฉินจิ้นเป่ยและพูดขึ้นมา “ ท่านอาจารย์เฉิน กวีบทนี้... ”
“มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเ้า ! ” เฉินจิ้นเป่ยค่อย ๆ ม้วนกระดาษเก็บเข้าไปในเสื้อ
แค่ก แค่ก...อาจารย์เฉินกระแอมออกมาเบาๆ และมองไปที่หลินอี้ก่อนจะพูดขึ้น “กวีบทนี้ไม่เพียงพอในการยืนยัน เ้าต้องแต่อีกบท ! ”
“ .... ” หลินอี้ไม่คิดเลยว่าอาจารย์จากสำนักศึกษาจะไร้ยางอายเช่นนี้
ไม่เพียงพอรึ ?
งั้นเ้าเก็บมันไปทำไมกัน ?
เ้าอยากได้กวีบทใหม่ฟรี ๆ รึ ?
“ตอนนี้ข้ายังไมมีแรงบันดาลใจ ข้าจึงไม่สามารถแต่งมันออกมาได้ ! ”หลินอี้ส่ายหน้าด้วยท่าทีเด็ดขาดพร้อมกับมองไปที่เฉินจิ้นเป่ยแล้วพูดขึ้น “ในเมื่อท่านอาจารย์บอกว่ามันไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันงั้นท่านเก็บมันไปทำไมกัน ? ”
“แรงบันดาลใจ ! ” เฉินจิ้นเป่ยยอมรับในพร์ของหลินอี้เขาได้ถามขึ้นมา “แล้วเ้าจะมีแรงบันดาลใจเมื่อไหร่กัน ? ”
หลินอี้ตอบกลับ “ตอนที่ข้าอารมณ์ดี ! ”
เฉินจิ้นเป่ยหายใจถี่ขึ้นมาและพูดขึ้น“แล้วเ้าจะอารมณ์ดีเมื่อไหร่กัน ? ”
หลินอี้มองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้น“บางทีหลังจากที่ยืนยันแล้วว่าข้าบริสุทธิ์ในคดีอาคมลัทธิเต๋า ข้าคงจะอารมณ์ดีขึ้น! ”
เฉินจิ้นเป่ยพยักหน้าและพูดขึ้น “ได้ ข้าจะช่วยเ้าเอง ! ”
เขานึกถึงห้าวหลานเจิ้งชี่และรีบพูดขึ้นมา “เ้าจะได้เข้าไปตรวจสอบคดีนี้ เ้าจะเริ่มตอนไหนก็ได้... ”
“ .... ” หลินอี้มองไปที่อาจารย์เฉินด้วยสีหน้าว่างเปล่า
เพื่อกวี เขากลับทำเช่นนี้เลยรึ ?
นี่มันอาจารย์จากสำนักศึกษา !
การจะเป็อาจารย์ ไม่ว่าจะเป็สำนักศึกษาไหนในต้าเหยียน อย่างน้อยต้องเป็ผู้มีคุณธรรมระดับ5
นักวรรณกรรมตัวจริง
“ท่านอาจารย์เฉิน ? นี่มันอะไรกัน ? ” เมื่อได้ยินบทสนทนาของญาติตนกับหลินอี้ซุนเหวินเยี่ยนก็ขนลุกไปตาม ตอนนี้ในหัวเขามีแต่ความสับสน
เขาไม่คิดว่าหลินอี้เป็มารร้ายรึ ?
ตอนนี้เขากลับผันตัวมาช่วยมารร้ายรึ ?
ตอนนั้นอยู่ ๆ ซุนเหวินเยี่ยนก็นึกถึงสายตาที่เฉินจิ้นเป่ยมองเขาเขาถึงกับใจสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขารู้สึกแย่ขึ้นมา
เฉินจิ้นเป่ยหันกลับไปมองซุนเหวินเยี่ยนและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้ม “อะไรรึ ? เ้าลองคิดดูดี ๆ บัณฑิตที่สามารถแต่งบทกวีที่สามารถทะลวงแดนพร์ขึ้นมาได้...เขาจะเกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋าได้เช่นใด? ”
“เขาจะขโมยอาคมลัทธิ์เต๋าจากศาลาเจิ้นโมถางได้อย่างไร ? ”
“เ้าบกพร่องในการดูแลศาลาเจิ้นโมถาง จนทำให้อาคมลัทธิเต๋าหายไปสุดท้ายเ้าก็โยนความผิดนี้ให้กับบัณฑิตสำนักศึกษาจะขอให้สถานศักดิ์สิทธิ์ตัดสินเื่นี้ เ้าเตรียมตัวเอาไว้ ! ”
ปึก....ขาของซุนเหวินเยี่ยนอ่อนแรงเขาคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งหน้าผาก
บัณฑิตที่แต่งกวีทะลวงแดนพร์ได้รึ ?
เขาคือบัณฑิตผู้นั้น ?
กวีที่สลักไว้ที่จารึกในสำนักศึกษาผิงโจวโดยนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ กลับมาจากหลินอี้ผู้นี้รึ?
‘ผู้าุโ’ที่เขาฝันอยากจะไปพบเมื่อคืนนี้ กลับเป็หลินอี้ที่ถูกเขาเนรเทศไปรึ ?
เข้าใจแล้ว !
ซุนเหวินเยี่ยนเข้าใจเื่ทั้งหมดแล้ว !
ทำไมฟางฉิงเสวี่ยถึงยอมเสียเวลาเดินไปสอบที่แคว้นเจิ้น ยอมเสียเวลาช่วยเหลือหลินอี้
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคำพูดของหลินอี้ถึงได้สั่นพ้องไปกับความถูกต้อง
ชายคนนี้....มีพร์ในด้านวรรณกรรมที่หาตัวจับยาก !
“ ท่านอาจารย์เฉินอย่า...อย่าให้สถานศักดิ์สิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวเลย ข้ายอมชดใช้ ข้ายอมชดใช้ !”
ซุนเหวินเยี่ยนรู้ผลกระทบกับการที่เฉินจิ้นเป่ยจะฟ้องร้องเื่นี้ต่อสถานศักดิ์สิทธิ์ดีไม่ใช่แค่เขาจะเสียตำแหน่งของตน แต่การจะเอาตัวรอดไปได้รึไม่นั้น ก็ยังยากแล้ว !
ยังไงซะเขาก็เกือบเนรเทศคนที่มีค่าเช่นนี้ออกไป
ในฐานะขุนนางชั้น 7 แล้วเขาจะรับบทลงโทษจากสถานศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง ?