บทที่ 6 ขึ้นเกาะด้วยกัน
ซูจงจวินซื้อผ้าเพิ่มอีก พอให้ซ่งเฉียวตัดเสื้อผ้าใส่ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนได้ จากนั้นทั้งสองก็ไปที่เคาน์เตอร์อาหาร ซื้อลูกอมแต่งงาน คูปองที่พวกเขามีไม่พอ แต่ผู้คนรอบข้างเห็นว่าเป็คู่แต่งงานใหม่ จึงยินดีแลกเงินให้คูปองเพิ่ม ซ่งเฉียวอยากซื้อลูกอมกระต่ายขาวเซี่ยงไฮ้ ซูจงจวินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตวงให้เธอเลยห้าจินในทันที
"บนเกาะไม่ค่อยมีขนมกินเล่น เธอกินประหยัด ๆ หน่อยนะ" พูดจบเขาก็ไปที่เคาน์เตอร์อีกด้านเพื่อซื้ออาหารแห้ง เตรียมไว้กินระหว่างการเดินทาง
ซ่งเฉียวมองลูกอมกระต่ายขาวที่บรรจุอยู่ในตู้กระจกสีชา ความโกรธเมื่อครู่จางหายไปเกือบหมด คนคนนี้ก็ไม่เลวนี่
เมื่อกลับมาที่ชุมชน ถุงน้อยใหญ่ในมือของทั้งสองก็ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย เมื่อเดินผ่านบ้านหวังจื้อ ซูจงจวินก็ตั้งใจแวะ แล้วเคาะประตู
คนที่เปิดประตูมาคือพ่อของหวังจื้อ
"คุณลุงครับ หวังจื้ออยู่ไหม?" ซูจงจวินถามด้วยรอยยิ้ม ราวกับว่าเมื่อวานไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างสองบ้าน และเขาก็ไม่ได้ใช้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาข่มขู่หวังจื้อ
ซ่งเฉียวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน คนคนนี้เป็จิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์ชัด ๆ
พ่อของหวังจื้อรู้สึกโกรธมาก เมื่อวานลูกชายกลับมาป่วยหนัก ตอนนี้ยังมีไข้สูงไม่ยอมลด แต่เพราะติดที่สถานะของซูจงจวิน เขาได้แต่กลืนความขมขื่นเอาไว้ในใจ
"ผมแต่งงานกับซ่งเฉียวแล้ว เชิญคุณลุงรับขนมมงคลไว้นะครับ" เขาไม่สนใจว่าหวังจื้อจะเป็อย่างไร พูดจบก็วางลูกอมหนึ่งเม็ดลงในมือพ่อของหวังจื้อ แล้วจูงมือซ่งเฉียวเดินจากไป
แค่ลูกอมหนึ่งเม็ด? นี่คือสิ่งเดียวที่เขากล้าให้
สมแล้วที่เขาว่า คนไร้ยางอายย่อมไร้เทียมทาน
ทิ้งให้พ่อของหวังจื้อโกรธจนกระทืบเท้าไว้ข้างหลัง "พวกคุณทำเกินไปแล้ว!"
ซ่งเฉียวถอนหายใจ "คุณไปยั่วเขาทำไมกัน"
ซูจงจวินเหลือบมองซ่งเฉียวแวบหนึ่ง ในดวงตามีความคิดที่ซ่งเฉียวไม่อาจเข้าใจ แต่แล้วก็หายไปในพริบตา "ผมอยากทำ"
เมื่อกลับถึงบ้าน ซ่งเฉียวจัดเก็บเสื้อผ้าสี่ชุดที่ซื้อมาวันนี้ สองชุดในนั้นเป็ชุดที่ซูจงจวินแอบซื้อให้เธอ สายตาเหลือบมองชุดมงคลสีแดงนั้น มุมปากของซ่งเฉียวก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"โอ้! ซื้อมาเยอะจังนะ?" แม่ซ่งเห็นกองเสื้อผ้าและผ้าพับมากมาย คิดในใจว่าลูกสาวเจอคนที่ดีแล้ว ในความคิดของเธอ ผู้ชายที่ยอมใช้เงินเพื่อผู้หญิงก็ถือว่าไม่เลวร้ายนัก
เมื่อแม่มาถึง ซ่งเฉียวรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอรีบหยิบผ้าสองผืนยื่นให้แม่ "นี่ซื้อมาให้แม่กับพี่สะใภ้ค่ะ"
แม่ซ่งกอดผ้าไว้แน่น รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที อีกไม่นานลูกสาวของเธอก็จะจากไปไกล ไม่รู้ว่าหนึ่งปีจะได้เจอกันสักครั้งไหม
เธอสะอื้น พยายามกลืนความเศร้าไว้ในใจ แต่น้ำตากลับยิ่งไหลออกมามากขึ้น
ซ่งเฉียวเงยหน้าขึ้นเห็นแม่น้ำตาไหลอาบหน้ามองมาที่ตัวเอง หัวใจของเธอก็สั่นไหว และรู้สึกเศร้าตามไปด้วย แม้จะมาเป็ลูกสาวตระกูลซ่งได้แค่สองวัน แต่เธอกลับได้รับความรักมากกว่าที่เคยได้รับจากครอบครัวเดิมเสียอีก
"แม่คะ หนูจะใช้ชีวิตให้ดีนะคะ แม่ไม่ต้องห่วง" ซ่งเฉียวลุกขึ้นกอดแม่ เมื่อกอดแล้วก็ไม่อยากปล่อยมือ
วันรุ่งขึ้น ซ่งเฉียวก็จัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยั้แ่ฟ้าเพิ่งสาง ซูจงจวินมารออยู่หน้าบ้านแต่เช้า ทั้งสองต้องไปสถานีรถที่หงซิงเจิน เพื่อขึ้นรถรอบแรกไปเมืองหลวงประจำมณฑล จากนั้นนั่งรถไฟขบวนธรรมดาสองวันไปเมืองปินไห่ และสุดท้ายต้องนั่งเรือไปเกาะตงซานที่ซูจงจวินประจำการอยู่
ตอนจากลา มีเพียงซ่งเจี้ยนกั๋วกับหลินเชี่ยนที่ออกมาส่งเท่านั้น เนื่องจากคู่สามีภรรยาสูงอายุทนเห็นลูกสาวจากไปไม่ได้ จึงซ่อนตัวร้องไห้อยู่ในบ้าน ส่วนซ่งเจี้ยนกั๋วและภรรยาก็มีดวงตาแดงก่ำเช่นกัน
"น้องสาว อย่าลืมเขียนจดหมายมาหาพี่หลังจากขึ้นเกาะนะ" ซ่งเจี้ยนกั๋วกลั้นน้ำตาไว้พลางกำชับ
ซ่งเฉียวเบะปากอย่างอาลัยอาวรณ์พลางพยักหน้า
ตอนขนกระเป๋าขึ้นรถ ซ่งเฉียวรู้สึกถึงห่อเล็ก ๆ ที่ถูกเย็บไว้ในเสื้อ บนรถมีคนอยู่มากเธอจึงไม่สามารถปลดกระดุมออกได้ แต่แค่ััก็รู้ว่าข้างในมีเงินอยู่หนึ่งปึก
น้ำตาของเธอไหลราวกับก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิท เธอกลัวว่าซูจงจวินจะหัวเราะเยาะ จึงหันหลังให้เขาและมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางรีบเช็ดน้ำตา
ส่วนซูจงจวินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองเห็นเงาสะท้อนของซ่งเฉียวบนกระจกหน้าต่าง ได้แต่ถอนหายใจเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าซูจงจวินฉลาดเกินไป ั้แ่รถมาถึงจุดจอดจนถึงสถานีรถไฟ เวลาถูกคำนวณไว้อย่างดี ซ่งเฉียวยังไม่ทันได้รับน้ำร้อนที่ห้องพักผู้โดยสารในสถานีรถไฟ ก็ถูกลากขึ้นรถไฟเสียแล้ว
ตามที่ซูจงจวินบอก ถ้ารอขบวนถัดไปอีกสี่ชั่วโมง พอถึงเมืองปินไห่จะต้องรอเรือโดยสารอีกสองวัน แต่ขบวนนี้จะทำให้พวกเขาทันเรือในวันเดียวกัน
"คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?" ซ่งเฉียวที่ถูกดันขึ้นรถไฟรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมาก รถไฟขบวนนี้มีแต่ที่นั่งแข็ง นั่งยังไงก็ไม่สบาย
ซูจงจวินยกกระเป๋าเดินทางของทั้งสองคนขึ้นไปวางบนชั้นวางของเหนือศีรษะ กำลังจะตอบคำพูดของซ่งเฉียว หญิงที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งอุ้มเด็กน้อยเอาไว้ ก็ขอร้องอย่างเกรง ๆ ให้ซูจงจวินช่วยยกกระเป๋าให้
หลังจัดการเสร็จ หญิงคนนั้นและลูกน้อยก็นั่งลงตรงข้ามพวกเขา
เด็กน้อยอายุราว ๆ หนึ่งขวบ ในยุคนี้ยังไม่มีแิเื่ครีมทาผิวเด็ก ใบหน้าจึงดูหยาบกร้านไปบ้าง เขาเล่นอยู่ในอ้อมกอดแม่สักพัก หลังจากเล่นจนพอใจแล้ว ก็อมนิ้วมองซ่งเฉียวกับซูจงจวิน
"แม่ พ่อ" เขาร้องเรียกทั้งสองคน
ซ่งเฉียวได้ยินแล้วรู้สึกเขินอาย แต่ก็ไม่กล้าโบกมือปฏิเสธเพราะจะดูเป็การแสร้งทำ จึงได้แต่หลับตาแกล้งหลับ ส่วนซูจงจวินที่อยู่ข้าง ๆ เห็นใบหน้าแดงระเรื่อของเธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เขากลับทำตัวใจกว้าง ยื่นมือไปเล่นกับเด็กน้อยโดยตรง เด็กน้อยหัวเราะคิกคักสองที แล้วเรียก "พ่อ" อีกครั้งด้วยเสียงใส ๆ ทำให้สายตาของผู้คนรอบข้างหันมามองที่พวกเขา
สถานการณ์ตอนนี้ช่างน่าเขินอายจริง ๆ
หญิงคนนั้นรู้สึกเกรงใจจึงกอดลูกไว้แน่น แล้วถามว่า "พวกคุณกำลังจะไปเมืองปินไห่เหรอคะ?"
ซูจงจวินพยักหน้า "คุณจะไปเหมือนกันเหรอ?"
หญิงสาวยิ้มแต่ไม่ตอบ เธอมองลูกของตัวเองด้วยความรัก
"สามีของฉันอยู่ที่เมืองปินไห่ ั้แ่ลูกเกิดมาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย"
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังมาจากตู้โดยสารอีกตู้หนึ่ง มีเสียงกรีดร้องดังแทรกมาด้วย ก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว พวกเขาก็เข้ามาถึงตู้โดยสารที่ซ่งเฉียวอยู่
เป็กลุ่มคนสวมชุดเลียนแบบทหารสีเขียว ผู้นำกลุ่มสวมชุดจงซานสีดำ ทุกคนมีปลอกแขนสีแดงที่แขนซ้าย มืออีกข้างถือสมุดปกแดง
สายตาของพวกเขาดุดัน พอเข้ามาก็กวาดตามองไปทั่วราวกับปืนกล
ซ่งเฉียวได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้น ใจนชะงัก ซูจงจวินที่อยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่น โน้มตัวเข้าใกล้เธอ ราวกับ้าปลอบประโลม
คิดไม่ถึงว่าจะมีการเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้ แม้แต่ในรถไฟทางไกลก็ไม่เว้น
หญิงสาวที่นั่งตรงข้ามรีบดึงผ้าคลุมผมสีขาวลงมาปิดหน้า กอดลูกแน่นแล้วเอนตัวพิงชายแปลกหน้าที่นั่งหลับอยู่ข้าง ๆ มองผ่าน ๆ เหมือนเป็สามีภรรยากันจริง ๆ
กลุ่มยุวชนแดงตรวจตราผู้โดยสารทุกคนอย่างจริงจัง เมื่อเดินผ่านแถวที่ซูจงจวินนั่งอยู่ เขาก็หยิบบัตรทหารของตัวเองออกมา อีกฝ่ายมองดูแวบหนึ่งแล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน พวกเขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังตู้โดยสารถัดไป
"พี่สาว คุณปลอดภัยแล้ว" ซูจงจวินพูดเรียบ ๆ
อีกฝ่ายค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนตรง สีหน้าเก้อเขิน ดูเหมือน้าจะอธิบายอะไรบางอย่างกับซูจงจวินและคนอื่น ๆ แต่พอคำพูดมาถึงปากก็กลืนกลับไป
ในตอนนั้น เด็กที่ถูกอุ้มไว้นานก็ร้องไห้งอแง หญิงคนนั้นใรีบปลอบประโลมลูกของเธอ
ตลอดทางที่เหลือ หญิงคนนั้นไม่ได้ชวนพวกเขาคุยอีก ซูจงจวินก็ไม่ได้เล่นกับเด็ก เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางอยู่
ซ่งเฉียวที่นั่งริมหน้าต่างถอนหายใจ กระแสแห่งยุคสมัยที่ถาโถมเข้ามา ไม่มีใครหลีกหนีพ้น เธอแอบมองไปทางซูจงจวิน ชายคนนี้กำลังหลับตาพักผ่อน ขนตาของเขางอนยาวยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก
ไม่รู้ว่าใน่ห้าปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับคนคนนี้บ้าง ถึงได้กล้าเสี่ยงให้ความช่วยเหลือผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง