ช่วงนี้เป็นเวลาปิดภาคเรียน สองสามีภรรยามีเวลาพักผ่อนมากขึ้น และในช่วงเย็นก็ไม่ต้องเร่งรีบเตรียมตัวไปเรียนหนังสือ เย็นวันนี้ขณะที่พวกเขายืนส่งเจียงหงปินและหลู่ซูเจินกลับบ้าน คุณลุงโจวและสองแฝดก็เดินมาหาพวกเขา
“ลุงโจว เชิญเข้ามาข้างในก่อนครับ” จางเฉินอวี้รีบเข้าไปทักทายและพาผู้อาวุโสเข้าไปในบ้าน
“คุณลุงโจวเชิญทานน้ำชาก่อนนะคะ” หลังจากนั้นหลี่เยว่ซินก็เดินไปนำของว่างมาให้ผู้อาวุโสแล้วนั่งลง
“ไม่ต้องลำบากพวกเธอหรอก วันนี้ลุงอยากมาคุยกับพวกเธอเรื่องของเฟยเทียนและเฟยหยางน่ะ” ลุงโจวเริ่มพูดเข้าเรื่อง “เด็กสองคนนี้เล่าให้ลุงฟังในสิ่งที่เธอแนะนำ ลุงแค่อยากมาฟังความเห็นจากเธออีกครั้งหนึ่งเท่านั้น”
เมื่อมองเห็นสีหน้าและท่าทางของลุงโจวไม่ได้บ่งบอกถึงความไม่พอใจ หลี่เยว่ซินจึงคลายใจลงแล้วเริ่มอธิบาย
“เฟยเทียนกับเฟยหยางเคยปรึกษากับหนูเรื่องการเรียนต่อของพวกเขาน่ะค่ะ เฟยเทียนอยากเรียนเขียนแบบ อาชีพนี้ในอนาคตถือว่าดีมากเลยนะคะ อย่างเช่นการออกแบบตกแต่งร้านของหนู ก็ได้นักเขียนแบบภายในช่วยเขียนแบบให้ค่ะ” เธอยกตัวอย่างอธิบายให้ผู้อาวุโสนึกตาม ถึงแม้ว่าการออกแบบตกแต่งร้านจะเป็นฝีมือของเธอเอง
“ส่วนเฟยหยาง เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเขาอยากเรียนอะไรต่อ เขารู้เพียงว่าเขามีความชื่นชอบในการทำอาหาร นอกจากนี้เขายังกังวลเรื่องของคุณปู่ด้วยค่ะ” เธอมองผู้อาวุโสเล็กน้อย “เขาไม่อยากให้คุณปู่อยู่คนเดียวหากเขาตัดสินใจไปเรียนไกลๆ น่ะค่ะ อีกเหตุผลหนึ่งคือเขากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของครอบครัว หนูจึงเสนอให้เขาเรียนภาคค่ำ และเปิดร้านอาหารเหมือนอย่างที่พวกหนูทำ ซึ่งหนูจะเป็นคนสอนเขาทำอาหารและแนะนำเรื่องการเปิดร้านให้เขาเอง”
“เจ้าเด็กดื้อสองคนนี้ ปู่ยังไม่แก่ถึงเพียงนั้น ยังช่วยเหลือตัวเองได้ และปู่ก็ยังมีเงินพอที่จะส่งเสียพวกเจ้าให้ได้เรียนหนังสือกันทั้งคู่” ลุงโจวพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“คุณปู่ครับ มันเป็นความต้องการของผมด้วยส่วนหนึ่งที่อยากจะเปิดร้าน ผมเห็นตัวอย่างจากพี่อวี้และพี่เยว่ซิน พี่ทั้งสองก็ดูมีความสุขดีนะครับ ส่วนเรื่องการเรียนผมก็จะไม่ทิ้งอย่างแน่นอน ผมลงเรียนภาคค่ำได้ คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะครับ” โจวเฟยหยางรีบอธิบาย เขาไม่อยากให้คุณปู่คิดว่าที่เขาตัดสินใจอย่างนี้เป็นเพราะท่าน
“เฉินอวี้ เยว่ซิน พวกเธอคงเห็นด้วยกับพวกเขาแล้วสินะ” ชายชรายิ้มทั้งที่ยังน้ำตาคลอ แล้วพูดต่อ “หากเป็นความต้องการของพวกเขา ลุงก็จะไม่ขัดขวาง ส่วนเรื่องการตกแต่งร้านและสอนทำอาหารให้พวกเขา ลุงคงต้องรบกวนพวกเธอแล้ว”
“คุณลุงไม่ต้องเกรงใจอย่างนั้นหรอกครับ เรื่องตกแต่งร้านผมจะช่วยดูให้ ช่วงนี้ปิดภาคเรียนพอดี ผมมีเวลาช่วยดูได้อย่างเต็มที่เลยครับ ผมคิดว่าก็ดีเหมือนกันหากเริ่มทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอีกแค่หนึ่งภาคเรียนพวกเขาก็จะเรียนจบแล้ว เรียนจบออกมาก็จะเริ่มเปิดร้านกันได้เลย” จางเฉินอวี้กล่าวกับผู้อาวุโส
“แล้วเรื่องขายอาหาร พวกเธอคิดว่าเขาควรจะขายอะไร จริงอยู่ว่าเขาเป็นคนทำอาหารที่บ้าน แต่ก็เป็นเพียงอาหารง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งฝีมือการทำอาหารของเขาก็ไม่ได้ดีเท่าพวกเธอ” ชายชรายังคงถามต่อ
“หนูอยากให้เขาเปิดเป็นร้านขายอาหารทานเล่นค่ะ สามารถทานได้ทุกวัย จะเรียกว่าอาหารจานด่วนก็ได้นะคะ ตัวอย่างเช่น ไก่ทอด กุ้งชุปแป้งทอด มันฝรั่งทอด มันบด ข้าวโพดคลุกเนย หรือของทานเล่น อย่างเช่น ถังหูลู่ ตังเม เกาลัดคั่วน้ำตาล อาหารพวกนี้ไม่ต้องใช้ฝีมือในการทำมากค่ะ และวัตถุดิบยังหาง่ายอีกด้วย” หลี่เยว่ซินอธิบายให้ผู้อาวุโสฟัง
“ถึงแม้รายการอาหารเหล่านี้จะฟังดูง่าย แต่พวกเธอก็ต้องเรียนรู้สัดส่วนในการปรุง และบางรายการเธอยังต้องเรียนรู้ถึงสูตรลับพิเศษที่พี่จะสอนเธอด้วย” หลี่เยว่ซินหันไปพูดกับสองแฝด
“ลุงต้องขอบใจพวกเธอทั้งสองคนเป็นอย่างมาก” ลุงโจวกล่าวขอบคุณจางเฉินอวี้และหลี่เยว่ซินอีกครั้ง แล้วหันไปพูดกับสองแฝด “พวกเธอต้องตั้งใจเรียนกับพี่เขาให้มาก หากพวกเธอตัดสินใจทำไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งใจทำให้สำเร็จ พวกเธอจะได้ไม่ต้องมานึกเสียใจในภายหลัง”
จางเฉินอวี้ติดต่อช่างชุดเดียวกับที่เข้ามาปรับปรุงร้านและทำเฟอร์นิเจอร์ให้กับร้านของเขา เพราะพวกเขาต่างก็คุ้นเคยและเห็นฝีมือการทำงานของกันมาแล้ว
ในส่วนของสองแฝด หลี่เยว่ซินต้องการสอนพวกเขาทั้งสองคนในเรื่องของการบริหารจัดการร้านและเรื่องการทำอาหาร เพราะร้านนี้เป็นของพวกเขาทั้งคู่ พวกเขาต้องเรียนรู้ด้วยกันและต้องสามารถทำแทนกันได้ เนื่องจากช่วงนี้พวกเขาอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน ช่วงกลางวันสองแฝดก็มาช่วยงานในร้านถือเป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง และในช่วงเย็นเธอสอนพวกเขาให้เรียนรู้ถึงส่วนผสมต่างๆ และวัตถุดิบแต่ละอย่างว่าพวกเขาสามารถนำมาดัดแปลงทำเป็นเมนูใดได้บ้าง
“วันนี้พี่จะสอนพวกเธอทำซอสมะเขือเทศและซอสพริก ทั้งสองอย่างนี้ใช้ทานคู่กับอาหารของพวกเธอได้หลายอย่างเลยล่ะ พี่จะเอาซอสที่พี่ทำเสร็จแล้วออกมาให้พวกเธอลองชิม” หลี่เยว่ซินบอก แล้วเดินไปหยิบซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มันฝรั่งทอด และไก่ทอดออกมาให้ทั้งสองคนได้ลองชิม
“พี่เยว่ซินอร่อยมากเลยครับ มันฝรั่งทอดกับไก่ทอดเข้ากันได้กับซอสทั้งสองแบบเลยครับ ซอสมะเขือเทศจะหวานอมเปรี้ยว” โจวเฟยหยางกล่าวอย่างประหลาดใจ
“ผมชอบซอสพริกนะครับ มีรสเผ็ดเล็กน้อย เข้ากันได้กับอาหารทั้งสองอย่างจริงๆ ครับ” โจวเฟยเทียนกล่าวสนับสนุน แล้วกินมันฝรั่งทอดกับซอสพริกไม่หยุด
“ซอสทั้งสองอย่างนี้กินได้กับอาหารอีกหลายอย่างเลยล่ะจ้ะ วันนี้พี่จะสอนให้พวกเธอทำซอสทั้งสองอย่างนี้นะ พอพวกเธอทำชำนาญแล้วพี่จะสอนให้พวกเธอทำเนย” หลี่เยว่ซินบอกกับพวกเขาและเริ่มสอนพวกเขาทีละขั้นตอน คู่แฝดทั้งสองคนตั้งใจและเรียนรู้กับเธอได้เร็วกว่าที่เธอคิด ทำให้เธอภูมิใจในตัวลูกศิษย์ทั้งสองคนนี้เป็นอย่างมาก