# บทที่ 31 — หน้ากากทองหลังประตูหิน
ประตูหินปิดลงช้ากว่าที่ควรจะเป็
ช่องว่างระหว่างบานประตูเหลือเพียงกว้างพอให้เห็นชายผู้หนึ่งยืนอยู่อีกฟาก เขาสวมชุดคลุมสีเข้มเรียบไร้ลวดลาย หน้ากากทองปิดครึ่งบนของใบหน้า และมือขวาถือกระจกดำแผ่นเล็กที่มีรอยร้าวพาดกลางเหมือนรอยฟ้าผ่า
เขาไม่รีบร้อนพุ่งเข้ามา
นั่นทำให้โม่เฉินระวังมากกว่าเดิม
คนที่มั่นใจว่าตนเหนือกว่าจะไม่จำเป็ต้องะโข่มขู่ เขาจะยืนอยู่ตรงจุดที่ทำให้อีกฝ่ายรู้เองว่าทางหนีมีน้อยเพียงใด
“หยุดมือ” ชายหน้ากากทองกล่าว น้ำเสียงจริงของเขาไม่ได้แหบเหมือนที่ผ่านกระจกดำก่อนหน้านี้ มันสงบ นุ่ม และชัดเจนอย่างน่าประหลาด “กลีบที่หกไม่ควรเปิด”
ลั่วชิงเสวี่ยไม่ละมือจากหยกกุญแจ “เหตุใดเราต้องฟังเ้า”
“เพราะเมื่อมันเปิด เส้นผนึกหกสายจะสูญเสียที่ยึด” เขาตอบ “และผู้ที่พวกเ้าคิดว่ากำลังช่วยอยู่จะตายภายในครึ่งชั่วยาม”
“เ้าพูดเหมือนเป็ห่วงพวกเขา” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว ตราเ้าสำนักลอยอยู่เหนือฝ่ามือของนาง แสงทองแผ่เป็แนวกั้นระหว่างประตูกับแท่นแกน “แต่คนที่ทำให้พวกเขากลายเป็เชื้อไฟคือเ้า”
ชายหน้ากากทองยิ้มเล็กน้อยใต้หน้ากาก “ข้าทำให้พวกเขามีประโยชน์”
คำตอบเดียวทำให้บรรยากาศเย็นลงกว่าลมหายใจของบ่อน้ำกำเนิด
สตรีชุดขาวขยับเท้าไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว รอยครึ่งดอกบัวที่ข้อมือนางกลับมีเืซึมผ่านผ้าพันแผล เส้นแสงสีดำจาง ๆ ลากจากรอยตราไปยังกระจกดำในมือของชายหน้ากากทอง
โม่เฉินเห็นมันก่อนใคร
ตราของนางไม่ได้ถูกตัดหมด มันเพียงถูกตัดจากเงาคำสั่งเส้นเดิม แต่ยังมีสายสำรองผูกอยู่กับกระจกในมือศัตรู
“อย่าขยับใกล้เขา” เขาบอก
หญิงชุดขาวชะงัก แล้วมองเส้นแสงนั้น สีหน้าของนางแข็งขึ้น “ข้าไม่เห็นมัน”
“เพราะมันซ่อนอยู่ใต้รอยตรา” ชายหน้ากากทองกล่าวอย่างอารมณ์ดี “เ้าเคยคิดจริงหรือ ว่าตัดเงาเส้นเดียวแล้วจะหลุดจากข้าได้?”
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นข้างสายตาโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิทั้งคู่หรี่แคบจนแทบเป็เส้น
“ตรวจพบเป้าหมายชะตาผิดปกติ”
เหนือศีรษะของชายหน้ากากทอง มีแสงสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนสีแดงเืจะทาบทับจนตัวเลขอ่านไม่ออก ราวกับมีบางสิ่งจงใจปิดบังค่าที่แท้จริงไว้
“คำแนะนำจากระบบ: อย่าทำท่าคิดว่าตนเองชนะ”
โม่เฉินไม่ตอบระบบ เขาไม่จำเป็ต้องให้ใครเตือนเื่นั้นอยู่แล้ว
หน้ากากทองไม่ยอมก้าวผ่านธรณีประตู แม้ตอนนี้บานหินเหลือช่องกว้างพอให้คนหนึ่งคนลอดเข้ามาได้ เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับเส้นแสงบนพื้นเป็กำแพงที่มองไม่เห็น
เขาเข้ามาไม่ได้
หรือไม่ก็ไม่กล้าเข้ามา
“ข้าจะเสนอทางเลือกง่าย ๆ” ชายหน้ากากทองพูดต่อ “หยุดเปิดกลีบ ส่งนางมาให้ข้า และออกจากที่นี่ ข้าจะให้พิษมารเย็นในกายเ้าอยู่เงียบไปอีกสามปี”
เขาหันหน้ากากมาทางโม่เฉินโดยตรง “นานพอให้เด็กไร้พร์คนหนึ่งหาวิธีอยู่รอดอย่างสงบ”
เสิ่นเยว่โหรวอยู่นอกประตู แต่โม่เฉินยังเห็นเส้นด้ายโอสถที่ข้อมือตนเองสั่นแรงขึ้น นางคงได้ยินทุกคำ
“ข้อเสนอเ้าฟังดูดีเกินจริง” โม่เฉินตอบ “คนที่ให้ของฟรีมักเตรียมเก็บราคาในที่อื่น”
“ข้าไม่ได้บอกว่าฟรี” ชายหน้ากากทองกล่าว “ข้าแค่บอกว่าราคาถูกกว่าความตาย”
“แล้วราคาคืออะไร”
“เ้าไม่ถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วหรือ”
แกนคำสั่งเต้นหนึ่งครั้ง เส้นดำในกลีบที่หกสว่างขึ้น พร้อมกับอาการปวดแปลบใต้เส้นลมปราณของโม่เฉิน ราวกับผลึกดำม่วงกำลังตอบรับคำพูดของเ้าของกระจก
มัน้าให้เขาแตะเมล็ดกลาง
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกมือขึ้นเล็กน้อย แสงทองจากตราเ้าสำนักแผ่หนาขึ้นจนช่องประตูแคบลง ชายหน้ากากทองยังไม่ถอย แต่แสงสีดำจากกระจกในมือเขาเริ่มซึมลงพื้นหินเป็เส้นบางหลายสาย
“เ้าสำนักซู” เขากล่าว “ท่านปิดประตูได้ แต่ท่านปิดเืในร่างเขาไม่ได้”
เส้นดำสายหนึ่งพุ่งผ่านร่องประตูตรงเข้าหาโม่เฉิน
ลั่วชิงเสวี่ยชักกระบี่ตัดมันทันที คมแสงสีเงินฟันขาดเป็สองท่อน แต่เส้นดำที่ขาดกลับไม่สลาย มันเปลี่ยนทิศไหลไปตามพื้นแล้วเลื้อยขึ้นแท่นดอกบัวแทน
“อย่าตัดด้วยกระบี่!” สตรีชุดขาวเตือน “มันกินแรงต้าน!”
ช้าไปครึ่งลมหายใจ เส้นดำดูดแสงกระบี่ที่ตกค้างจนกลีบที่หกสั่นแรงขึ้น ลั่วชิงเสวี่ยเซเล็กน้อย เืตรงปลายนิ้วไหลมากกว่าเดิม
โม่เฉินคว้าผ้าเช็ดแผลจากเอวนางมากดไว้ โดยไม่ปล่อยให้มือนางหลุดจากหยกกุญแจ “อย่าฝืนใช้พลังเพิ่ม”
“ข้ารู้” นางตอบ แต่เสียงเบากว่าปกติ
“ถ้ารู้ก็อย่าทำให้หมอด้านนอกต้องด่าเราเพิ่ม”
นางมองเขาแวบหนึ่ง แม้หน้าซีด แต่ยังตอบได้ “ตอนนี้เ้ายังคิดถึงเื่นั้น?”
“ข้าไม่อยากดื่มยารสขมสามเท่า”
มุมปากของลั่วชิงเสวี่ยขยับนิดเดียว ก่อนสีหน้าจะกลับมาตั้งมั่นเมื่อแกนคำสั่งเต้นอีกครั้ง
โม่เฉินก้มมองพื้น เขาไม่สนใจเส้นดำที่พุ่งตรง เพราะหน้ากากทองไม่ได้ใช้พลังโจมตีแบบที่คนแข็งแกร่งควรใช้ เขาส่งเส้นพลังให้ตัด แล้วใช้แรงตอบโต้เลี้ยงกลีบที่หก
เขาไม่ได้้าฆ่าพวกเขาในทันที
เขา้าให้พวกเขาเปิดกลีบสุดท้ายด้วยความกลัว
และการที่ชายคนนั้นยืนอยู่นอกประตูตลอด แปลว่าเขาไม่อาจทำขั้นตอนสุดท้ายเองได้
“เ้าสำนัก” โม่เฉินเรียกโดยไม่ละสายตาจากพื้น “อย่าปิดช่องประตูทั้งหมด”
ซูหวั่นเอ๋อร์หันมามอง “เ้าคิดอะไรอยู่”
“เขาใช้กระจกเป็ทางส่งคำสั่ง ถ้าปิดหมด เขาจะดึงพลังกลับไปตั้งหลักข้างนอก แต่ถ้าเหลือช่องให้สายพลังผ่าน เราเลือกได้ว่ามันจะไปไหน”
“เ้าจะให้มันเข้าใกล้แกน?”
“มันเข้าใกล้อยู่แล้ว” โม่เฉินกล่าว “เราต้องทำให้มันคิดว่าเข้าใกล้สำเร็จ”
คำตอบนั้นทำให้สตรีชุดขาวเข้าใจก่อนคนอื่น นางมองรอยตราบนข้อมือ “เ้าจะใช้สายของข้าเป็ทางย้อนกลับ”
“ข้าจะใช้สายที่มันคิดว่ายังคุมเ้าได้”
“หากพลาด มันจะลากคำสั่งเข้ามาในร่างข้าอีก”
“ข้ารู้”
“แล้วเ้าพูดเหมือนเป็เื่ง่าย?”
“ไม่ง่าย” โม่เฉินตอบ “แต่เ้าคือคนเดียวที่บอกว่าไม่อยากเป็ประตูของมันอีก”
หญิงชุดขาวนิ่งไป นางมองหน้ากากทองที่อยู่อีกฟากประตู ดวงตาสีม่วงอ่อนของนางไม่ได้มีความกลัวหายไป แต่ครั้งนี้มีความโกรธที่เลือกจะไม่หลบซ่อนอยู่ข้างใน
“ต้องทำอะไร” นางถาม
“อย่าต้านสายตรา ปล่อยให้มันเชื่อมกลับมาเพียงครึ่งหนึ่ง แล้วหยุดมันเมื่อข้าบอก”
“คำสั่งบอกให้ข้าแตะเมล็ดกลางล่ะ”
“พูดออกมา”
“ถ้าข้าพูดไม่ทัน?”
ซูหวั่นเอ๋อร์ก้าวมายืนด้านข้างนาง ตราเ้าสำนักเปลี่ยนเป็เส้นแสงสีทองพันรอบข้อมือขาวซีด “ข้าจะผนึกแขนเ้า ไม่ใช่ตัวเ้า”
สตรีชุดขาวมองตรานั้น “ท่านยอมเชื่อข้า?”
“ข้าเชื่อแผนที่มีทางหยุดเ้าได้” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบ “ต่างกัน”
คำตอบทำให้หญิงชุดขาวหัวเราะแ่เบา “เหมาะกับที่นี่ดี”
โม่เฉินหันไปหาลั่วชิงเสวี่ย “เ้ารักษาหยกไว้ที่กลีบหก แต่ห้ามเปิดจนกว่าข้าจะบอก”
“หากเ้าคิดผิด?”
“เ้าฟันสายพลังที่ย้อนมาหาข้า ไม่ใช่สายที่ไปแกน”
ลั่วชิงเสวี่ยพยักหน้าเพียงครั้งเดียว นั่นคือคำตอบที่เขา้า นางไม่ถามซ้ำเพื่อให้เขาสบายใจ และไม่รับปากว่าทำได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ด้านนอกประตู เสิ่นเยว่โหรวเคาะเข็มเงินกับหินสามครั้ง สัญญาณเดิมที่ใช้ตอนคุมพยานหมายความว่านางพร้อมแล้ว
โม่เฉินดึงเส้นด้ายโอสถที่ข้อมือให้ตึงหนึ่งครั้งตอบกลับ
“เริ่ม” เขาพูด
ซูหวั่นเอ๋อร์ลดม่านแสงตรงช่องประตูลงเพียงเล็กน้อย เส้นดำจากกระจกพุ่งเข้ามาทันที มันไม่มุ่งหาโม่เฉินในคราวนี้ แต่พุ่งตรงไปยังรอยตราบนข้อมือสตรีชุดขาว
นางตัวสั่นจนไหล่เกร็ง ดวงตาพร่าไปชั่วครู่ มือขวาค่อย ๆ ยกขึ้นตามคำสั่งที่มองไม่เห็น
“มันสั่งให้ข้าแตะเมล็ดกลาง” นางพูดเร็ว เสียงสั่นแต่ไม่ขาด “มันบอกว่า...ถ้าข้าทำ คนข้างนอกจะรอด”
“คำสั่งนี้ใช้กับคนอื่นมาก่อนหรือ” โม่เฉินถาม
“ใช้กับกู้เซวียน”
“แล้วมันโกหกเขาอย่างไร”
นางกัดริมฝีปาก “ใช้กู้หยวน”
“งั้นครั้งนี้มันกำลังใช้ใคร”
สตรีชุดขาวเงยหน้ามองหน้ากากทอง ดวงตาที่เคยพร่าเริ่มกลับมาคมชัด “ใช้ความกลัวของข้าเอง”
เส้นแสงดำจากรอยตราเริ่มขยายกลับไปยังกระจก
ชายหน้ากากทองขยับเป็ครั้งแรก เขายกกระจกขึ้นสูงกว่าเดิม “เ้ายังคิดว่าตัวเองเลือกได้?”
“ข้าเลือกแล้ว” นางตอบ
“ตอนนี้!” โม่เฉินะโ
ลั่วชิงเสวี่ยกดหยกกุญแจลง กลีบที่หกเปิดออกเพียงครึ่งเดียว ไม่ใช่เพื่อรับเส้นดำ แต่เพื่อให้แสงน้ำกำเนิดไหลย้อนตามมันกลับไป
เส้นดำที่ชายหน้ากากทองส่งเข้ามาถูกแสงเงินพันไว้ มันวิ่งกลับสู่กระจกในมือเขาเร็วกว่าที่เขาดึงกลับได้ รอยร้าวบนผิวกระจกสว่างเป็สีขาวเงิน แล้วเสียงแตกแหลมก็ดังขึ้น
หน้ากากทองสะบัดมือ กระจกดำไม่แตก แต่เส้นพลังที่ผูกกับตราของสตรีชุดขาวขาดไปหนึ่งชั้น
นางทรุดลงทันที ซูหวั่นเอ๋อร์รับไหล่ไว้ก่อนเข่าจะกระแทกพื้น แสงทองรอบข้อมือนางจางลง แต่แขนขวายังอยู่ในวงผนึกและไม่แตะเมล็ดกลาง
“สำเร็จหรือไม่” ลั่วชิงเสวี่ยถาม หอบหายใจเพราะเืที่เสียไป
“เราไม่ได้ตัดเขาออกจากทั้งหมด” โม่เฉินตอบ พลางมองกระจกในมือศัตรู “แต่เราบังคับให้เขาเสียสายสำรอง”
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นชั่วครู่ ดวงตาอีโมจิทำหน้าราวกับกำลังกลั้นคำด่า
“การเชื่อมต่อของตราครึ่งแกนลดลง: หนึ่งชั้น”
“คำเตือน: ผู้ถือครึ่งตรายังมีโอกาสถูกควบคุม หากแกนคำสั่งได้รับผู้รับสิทธิ์ใหม่”
โม่เฉินปิดหน้าต่างทันที ข้อมูลนี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาปลอดภัย เพียงบอกว่าการเสี่ยงเมื่อครู่ไม่ได้สูญเปล่า เขาหันไปดูสตรีชุดขาว นางยังหอบหนักแต่สติไม่พร่าเหมือนตอนรับคำสั่งครั้งแรก
“ได้ยินหรือไม่” เขาถาม
นางพยักหน้า “ได้ยินทุกอย่าง แต่ครั้งนี้มันเหมือนเสียงคนอยู่หลังประตู ไม่ได้อยู่ในหัวข้าแล้ว”
“แปลว่าสายที่ตัดไปสำคัญ” ซูหวั่นเอ๋อร์สรุป “อย่างน้อยเขาจะออกคำสั่งตรงผ่านตราไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเืบนปลายนิ้วตนเอง แล้วมองกลีบที่หกซึ่งยังเปิดค้าง “แต่เรายังติดอยู่กับแกนนี้ และเขารู้ว่าเรามีคนเจ็บ”
“เขารู้ั้แ่แรก” โม่เฉินตอบ “ต่างกันตรงตอนนี้เขาเสียสิ่งที่ทำให้บังคับเราเดินตามแผนได้ง่ายไปหนึ่งอย่าง”
สตรีชุดขาวหัวเราะแ่ “เ้าพูดเื่อันตรายเหมือนกำลังคิดบัญชี”
“เพราะถ้าข้าคิดว่าไม่มีทางรอด เราคงไม่มีทางรอดจริง ๆ”
ชายหน้ากากทองก้มมองรอยร้าวใหม่บนกระจกเงียบ ๆ ชั่วครู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มใต้หน้ากากหายไปแล้ว
“เด็กน้อย” เขากล่าว “เ้าคิดว่าทำให้ข้าโกรธแล้วจะได้เปรียบหรือ”
“ไม่” โม่เฉินตอบ “ข้าแค่คิดว่าคนโกรธมักเผลอทำมากกว่าที่ตั้งใจ”
เหมือนคำพูดนั้นเป็สัญญาณ ชายหน้ากากทองกำกระจกจนเืหยดจากขอบหน้ากากลงพื้นหิน เขาไม่ได้ส่งเส้นดำผ่านช่องประตูอีก แต่กดกระจกลงกับธรณีประตู
รอยอักขระสีดำปรากฏขึ้นใต้เท้าของเขา แล้วประตูหินทั้งสองบานก็ปิดลงรวดเร็วจนซูหวั่นเอ๋อร์ไม่มีเวลาขยายม่านแสง
เส้นด้ายโอสถที่ข้อมือโม่เฉินถูกดึงตึงอย่างรุนแรงจากอีกด้าน เสิ่นเยว่โหรวะโชื่อเขา แต่เสียงถูกหินหนาปิดทับจนเหลือเพียงแรงสั่นบาง ๆ
ในห้องหัวใจบัว เหลือเพียงโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย ซูหวั่นเอ๋อร์ และสตรีชุดขาว
แกนคำสั่งเต้นอีกครั้ง
ครั้งนี้ กลีบที่หกซึ่งเปิดครึ่งหนึ่งค่อย ๆ แยกออกเอง
และเหนือร่องมือข้างเมล็ดกลาง มีอักษรสีดำปรากฏขึ้นทีละคำ
**ผู้ถูกเลือกต้องตัดสินเพียงลำพัง**