บทที่4
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้เขาก็มาอยู่โลกนี้ครบสองอาทิตย์แล้ว และวันนี้ก็เป็วันที่ครบกำหนดหนึ่งเดือนที่เขาและจื้อจงได้วันหยุดในการกลับไปเยี่ยมบ้าน
“เ้าเตรียมของเรียบร้อยแล้วรึ”
“ใช่ เรารีบไปรับเงินที่ลุงเฉินกัน จะได้รีบไป”
จื้อจงกล่าวเมื่อพวกเขาเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยกันหมดแล้ว
“อืม”
พวกเขารีบไปรับเงินที่ลุงเฉินและออกจากจวนกันทันที เพราะพวกเขาจะมีเวลาอยู่ที่บ้านแค่สองวันเท่านั้น จากนั้นก็ต้องรีบกลับมาทำงานต่อเช่นเคย
จวนตระกูลเฟิ่งและบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ใช้เวลาเดินเท้าราวๆ ครึ่งชั่วยามก็ถึง
“ท่านแม่ ท่านน้า พวกข้ากลับมาแล้วขอรับ”
หนิงเหอมองสำรวจรอบบ้าน เป็บ้านติดๆ กันหลายหลังชั้นเดียว ถ้าเป็โลกก่อนก็เหมือนบ้านเช่าทั่วไปตามชุมชน เขาเข้าไปในบ้านไม้ไม่เก่าไม่ใหม่ขนาดเล็กแต่ก็พอให้อยู่ได้สามสี่คนแบบพอดีๆ ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่พอสมควรกับการมาเจอครอบครัวของร่างนี้ครั้งแรก
“กลับมากันแล้วรึ อาจื้อ อาเหอ รีบเข้ามาเร็ว พวกข้าเตรียมของโปรดพวกเ้าไว้เสียเยอะเชียว”
หญิงสาวมีอายุแต่ยังดูสวยนางเดินออกมาพร้อมกับบอกกล่าวด้วยรอยยิ้มยินดีเมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองที่กำลังเตรียมตัวจะเดินเข้าไปภายในบ้าน
“ท่านแม่!!! คิดถึงจังเลย”
จื้อจงพอเห็นมารดาของตนเดินออกมารับก็รีบวิ่งเข้าไปกอดทันที
“อาเหอ แม่เ้าอยู่ในครัวกำลังเร่งทำของโปรดเ้าอยู่ เข้าไปหานางสิ”
เจียวมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียใจดี หนิงเหอที่ตอนแรกรู้สึกเกร็งๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ขอรับท่านป้า”
“มาเถอะอาจื้อ รีบไปเก็บข้าวของจะได้เตรียมมากินข้าวกัน”
“เดี๋ยวข้าเอาของไปเก็บเอง เ้าไปหาท่านน้าก่อนก็ได้อาเหอ”
จื้อจงหันมามองเขา พร้อมกับพยักหน้าให้เขาเดินไปตรงทางที่ท่านป้าเพิ่งออกมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ห้องครัว ส่วนตัวเองก็เกาะมารดาของตนเดินไปอีกทางซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ห้องนอน อย่างที่บอกว่าบ้านไม่ได้เล็กไม่ได้ใหญ่ พอเดินเข้ามาในตัวบ้านก็จะเห็นห้องหับได้ทันที มันมีแยกเป็สองห้อง ส่วนกลางบ้านก็เป็โต๊ะพร้อมเก้าอี้สี่ตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะไว้ใช้กินข้าวและรับแขก เขามองตรงไปทางที่ท่านป้าเพิ่งเดินออกมาในตอนแรก ก็คาดว่าน่าจะเป็ห้องครัว ซึ่งก็น่าจะเป็พื้นที่หลังบ้านด้วยนั่นแหละ
เมื่อเขาเดินมาถึงพื้นที่ของห้องครัวก็เห็นหญิงสาวร่างบอบบางกำลังยืนขมักเขม่นอยู่กับการทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าเตา
“ท่านแม่”
หนิงเหอเอ่ยเรียกคนตรงหน้าเสียงเบาหวิว ทว่าซูเซียนผู้เป็มารดาก็ได้ยินชัดเจนจึงรีบหันมาดู
“อาเหอ มาไม่ให้สุ้มเสียงแม่ใหมด นึกว่าเ้าจะไปเก็บข้าวของก่อนเสียอีก”
“….!!!”
เมื่อซูเซียนหันมาคนที่ใยิ่งกว่ากลับเป็หนิงเหอเสียเอง หญิงสาวใบหน้างดงามทั้งยังอ่อนเยาว์หากบอกว่าไม่เกินสามสิบเขาก็เชื่อ แต่จากที่จื้อจงบอกตอนนี้ซูเซียนอายุ33ปีแล้ว และที่เขาใไม่ใช่แค่เพราะความเยาว์วัยและความสวยงามของนาง แต่เพราะใบหน้าของซูเซียนนั้น เหมือนกันกับแม่ของเขาในโลกก่อนราวกับเป็คนเดียวกัน ต่างกันก็เพียงแม่ของเขาในโลกเก่านั้นดูมีอายุกว่านี้เท่านั้น!
หนิงเหอรู้สึกพูดไม่ออกเหมือนมีบางอย่างมาจุกอยู่ที่คอ ก้อนสะอึกลูกใหญ่มาพร้อมกับความร้อนรอบดวงตา เขาอดกลั้นความรู้สึกอยากร้องไห้ จนรู้สึกได้ว่าดวงตาของเขาน่าจะแดงก่ำจนเห็นได้ชัดเป็แน่
“อาเหอ!?”
ซูเซียนเห็นอาการของลูกก็รู้สึกใไม่น้อย
“ขะ…ขอโทษขอรับ”
หนิงเหอกล่าวขอโทษอย่างติดขัดเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก
“อาเหอ….รอแม่เดี๋ยวลูก”
ซูเซียนรีบหันไปหยิบจับนั่นนี่เพียงครู่จนเสร็จก่อนจะรีบเดินมาหาลูกชายตนเองที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับสวมกอดทันทีด้วยความรักและเป็ห่วง
“เป็อะไรลูก”
ขนาดนิสัยและท่าทางก็ยังเหมือนกับแม่ของเขาเลย แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขารู้สึกได้อย่างไร…
“มะ…ไม่ขอรับ ข้าไม่เป็อะไร”
หนิงเหอพยายามปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ด้วยความรู้สึกจุกในอก
“มีอะไร ไหนบอกแม่”
ซูเซียนก้มลงหอมหัวลูกตัวเองและถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เหมือน….เหมือนกระทั่งการถามคำถามพร้อมกับหอมเขาเบาๆ หนึ่งครั้ง เหมือนเป็การแสดงความห่วงใยและให้ความรักไปพร้อมๆ กัน เช่นนี้แล้วเขาจะอดกลั้นต่อไปได้อย่างไรกัน
“ท่านแม่….ฮึก ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ฮือ”
หนิงเหอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่ปิดบังพร้อมกับสวมกอดซูเซียนไว้แน่น ราวกับกลัวว่าแม่คนนี้จะจากเขาไปอีกครั้ง
“แม่ก็คิดถึงเ้าลูกรัก”
ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของหนิงเหอตอบกลับมา
หากมีโอกาสที่จะได้พบกับคนที่เรารักมากที่สุดอีกครั้ง เราจะรีบคว้าโอกาสนั้นไว้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็หนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งนาที แน่นอนว่าเขาจะรีบคว้ามันเอาไว้ให้มั่น เขาเคยถามคำถามตัวเองซ้ำๆ อยู่หลายครั้งหลายหน ว่ามันจะมีปาฏิหาริย์แบบนั้นหรือไม่ ให้แลกกับอะไรเขาก็ยอม ขอแค่ได้เจอกับแม่ที่จากเขาไปแล้วอีกครั้ง…แค่นั้นจริงๆ ที่เขา้า แล้วตอนนี้เขาก็ได้โอกาสนั้นมาไว้ในมือแล้วจริงๆ
“ข้ารักท่าน…ท่านแม่”
หนิงเหอพูดในสิ่งที่เขา้าที่สุดเมื่อได้พบกับใบหน้าที่รักและคุ้นเคยอีกครั้ง
ถึงแม้ซูเซียนจะไม่ใช่แม่ในโลกใบเก่าของเขา…แต่อย่างไรนางก็คือแม่ของร่างที่เขาอยู่ในตอนนี้ และความรู้สึกของเขามันก็บอกว่านางคือแม่ของเขาจริงๆ แค่นั้นก็เป็เหตุผลที่เพียงพอแล้ว
หนิงเหอใช้เวลาในการพูดคุยอยู่กับผู้เป็มารดาอยู่อีกพักใหญ่ก่อนที่เจียวมิ่งมารดาของจื้อจงจะเข้ามาในห้องครัวเพื่อเตรียมนำอาหารออกไปตั้งโต๊ะ
“เ้าพาอาเหอไปล้างหน้าล้างตาเถอะเซียนเอ๋อ เดี๋ยวข้ากับอาจื้อจัดการตั้งโต๊ะเอง เด็กๆ คงหิวกันแล้ว”
พอเจียวมิ่งพูดจบ ท้องของหนิงเหอก็คำรามออกมาทันที
โครกกกกกก~
“….”
เหตุใดต้องประจานกันเช่นนี้ด้วยเ้าท้องไส้เอ๋ย…! แค่นี้ยังน่าอายไม่พอรึไง ร้องไห้เป็เด็กขี้แยแล้วยังจะตะกละอีก!
“ไปเถอะอาเหอวันนี้แม่ทำของโปรดเ้าไว้เยอะเชียว”
ซูเซียนยิ้มขำด้วยความเอ็นดูลูกชายก่อนจะพาไปล้างหน้าล้างตา ที่บัดนี้ไม่รู้แล้วว่าอันไหนเป็น้ำตาอันไหนเป็น้ำมูก…
ผ่านมื้ออาหารไปด้วยความเปี่ยมสุขสำหรับครอบครัวเล็กๆ
อ่อ ต้องบอกก่อนว่าเขาไม่รู้จักหนิงเหอผู้นี้ในนิยายเลยแม้แต่น้อย ขุดความทรงจำทั้งหมดแล้วก็ไม่เคยผ่านหัวเลยสักนิด ไม่ใช่แค่ หนิงเหอไม่ว่าจะจื้อจงหรือท่านแม่และท่านป้า ก็ไม่มีชื่อเหล่านี้อยู่ในหน้านิยายเลยสักคน
เรียกว่าพวกเขาไม่ใช่แม้แต่ตัวประกอบในนิยายเื่นั้นที่เขาอ่านเลย แต่หลังจากที่เขาใช้ชีวิตผ่านมาจนถึงตอนนี้ เขาก็พอจะรู้ได้ว่านิสัยของตัวเขาและ หนิงเหอตัวจริงนั้น คงจะเหมือนกันเอามากๆ ทั้งของกินของที่ชอบ กระทั่งลักษณะนิสัยก็ยังคล้ายกันหลายส่วน เขาสังเกตจากคำที่จื้อจงชอบพูดกับเขาว่า เ้าทำแบบนี้อีกแล้วนะ เ้าเป็แบบนี้อีกแล้วนะ เ้าแกล้งข้าอีกแล้ว หรืออีกกรณีหนึ่งเลยก็คือโดนกล่าวหาว่าแกล้งป่วย แกล้งหลงลืม จื้อจงพูดกับเขาว่า
‘แม้เ้าจะชอบถามหลายๆ เื่เหมือนคนไม่รู้จริงๆ แต่ทำไมนิสัยของเ้าไม่เปลี่ยนไปด้วย...นี่เ้าหลงลืมจริงๆ หรือแกล้งหลงลืมกันแน่ บอกข้ามาตรงๆ เดี๋ยวนี้นะ!’
ส่วนนิสัยที่ชอบอ้อนมารดา อันนี้ก็เหมือนกัน เพราะซูเซียนดูจะชินกับการที่เขาชอบไปออดอ้อน ทั้งยังมีคำพูดที่เหมือนว่าเขาชอบทำอะไรพวกนี้อยู่เป็ประจำเช่น เ้านี่มันขี้อ้อนไม่เปลี่ยนเลยนะอาเหอ หรือ แม่ลูบหัวให้เช่นนี้ทุกครั้งเ้าไม่อายบ้างรึโตขนาดนี้แล้วแท้ๆ
พอรู้แบบนี้แล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกเบาใจและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น เช่นนี้คงไม่มีใครมาสนใจในตัวตนของเขา ว่าทำไมนิสัยเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน หรือมีอะไรมาเข้าสิงเขาหรือเปล่าอะไรทำนองนั้น…เฮ้อ ดีจริงๆ
“ท่านแม่ท่านป้านี่เงินของเดือนนี้ขอรับ”
หนิงเหอหยิบเอาเงินส่วนของเขาและของจื้อจงที่รวมกันไว้ออกมายื่นให้กับซูเซียนและเจียวมิ่ง มารดาทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะดันกลับมาทางพวกเขาเช่นเดิม
“ตอนนี้เงินที่พวกเ้าให้มายังพอใช้จ่ายอยู่ได้ ทั้งยังมีรายได้จากการรับผ้ามาทำอยู่อีก” ซูเซียน
“เงินพวกนี้พวกเ้าเก็บเอาไว้ไปใช้ซื้อของที่ตนเอง้ากันบ้างเถิด” เจียวมิ่ง
“แต่ว่าเงินเก็บพวกข้าก็ยังพอมีใช้กัน พวกข้าใช้ส่วนนั้นกันได้”
จื้อจงกับเขามองหน้ากันก่อนที่จื้อจงจะเป็คนพูดออกมา พวกเขาไม่อยากให้มารดาทั้งสองลำบากทำงานหนัก จึงพยายามหาเงินพวกนี้มาทดแทนให้พวกท่านรับงานเย็บผ้าน้อยลง แต่ดูเหมือนพวกท่านก็จะไม่ได้ลดงานลงเลย ดีไม่ดีคงรับมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เจี้ยวมิ่งเองก็มาช่วยรับงานเย็บผ้าเช่นเดียว กับซูเซียนแล้ว
“เช่นนั้นก็เอาส่วนนี้ไปเก็บเพิ่มเถิด หากพวกข้าเดือดร้อนข้าจะบอกพวกเ้า แต่ตอนนี้เรายังพอมีและคงไม่ติดขัดไปอีกสักพัก พวกข้าอยากให้พวกเ้าได้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ บ้าง”
เจียวมิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พวกนางอยากให้เด็กทั้งสองได้มีโอกาสใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นบ้าง ทั้งสองเป็เด็กดีทำงานช่วยงานพวกนางตลอด วันหยุดกลับมาก็เอาแต่อยู่ช่วยงานที่บ้านแทบจะไม่เคยเห็นออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย
“พวกเ้าเอาแต่ทำงานหาเงินมาช่วยที่บ้าน จนพวกข้ารู้สึกผิดไปหมดแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ กันเสียบ้าง อ่อ จริงสิ ก่อนหน้านี้เถ้าแก่ร้านผ้า ให้ผ้าที่เหลือๆ ไม่ได้ใช้แล้วมา เลยพอตัดชุดให้พวกเ้าได้คนละชุด เดี๋ยวข้าไปเอามาให้พวกเ้าเปลี่ยนก่อนออกไปข้างนอกกัน เอ๊ะ! แต่ข้าเอาไปเก็บไว้ที่ไหนนะ พี่สาวมาช่วยข้าหาที”
“อ่อ ได้สิๆ”
ซูเซียนพูดจบโดยไม่ฟังเด็กทั้งสอง ก่อนจะชวนเจียวมิ่งให้ไปจากตรงนี้ด้วยกัน ปล่อยให้หนิงเหอและจื้อจงหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกอ่อนใจ
“เหตุใดมารดาของพวกเราถึงได้ดื้อกันเช่นนี้นะ”
“หึ นั่นสิ”
เขาส่ายหัวให้มารดาที่เดินหายเข้าไปในห้องของพวกนาง อย่างที่บอกว่าบ้านหลังนี้มีสองห้อง หนึ่งคือห้องของพวกนางสองคน ส่วนอีกห้องคือห้องของเขากับจื้อจง
“อาจื้อ เ้าบอกว่าเรามีเงินเก็บกัน เรามีมันกันอยู่เท่าใดรึ”
“ข้าก็จำไม่ได้ ทำไมรึ”
“ข้าคิดว่าอยากจะลงทุนทำอะไรสักอย่างน่ะ ข้าไม่อยากทำงานและกลับบ้านได้แค่เดือนละสองครั้งไปตลอดชีวิต ข้าอยากอยู่กับท่านแม่ให้มากกว่านี้”
“อืม…ข้าก็เช่นกัน เช่นนั้นเ้าจะลงทุนทำอะไรล่ะ อีกอย่างการลงทุนก็ใช้เงินเยอะมากนะ เท่าที่มีตอนนี่ต่อให้รวมเงินมาทั้งบ้านข้าว่าอย่างไรก็ไม่พอ”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น งั้นเื่เงินเอาไว้ก่อน ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ดีว่าต้องใช้เงินมากน้อยขนาดไหน เช่นนั้นวันนี้เราออกไปดูในตลาดกันตามที่ท่านแม่บอกดีกว่าจะได้รู้ว่ามีอะไรน่าสนใจ”
พวกเขาเห็นพ้องก่อนจะรีบไปเตรียมตัวทั้งยังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดที่มารดาเย็บให้ใหม่กันทั้งคู่ พอมองดูชุดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็เศษผ้าที่เหลือ มันเป็ผ้าเนื้อดีกว่าที่พวกเขาใส่กันอยู่บ่อยๆ แม้จะไม่ดีมากขนาดที่พวกคุณหนูคุณชายใส่กัน แต่เพราะการตัดเย็บที่ประณีตและลวดลายอีกเล็กน้อย มันก็ทำให้พวกเขาดูไม่เหมือนเด็กรับใช้ทั่วไปอยู่ดี
พอออกมาจากบ้านได้ เขาทั้งสองลอบมองกันอีกครั้งอย่างพิจารณา
“เ้าว่านี่มันเป็เศษผ้าที่เหลือๆ จริงรึ”
“หึ ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่ ข้าว่าท่านแม่กับท่านป้าขอซื้อมาในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด อันนี้ยังน่าเชื่อถือกว่าที่จะบอกว่าเถ้าแก่ให้มาเพราะเป็แค่เศษผ้าเสียอีก”
เขาบอกตามความคิดเขา
“อืม ข้าก็ว่างั้น”
“ช่างเถอะ ดูนางทั้งสองจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำดี ข้าว่าตอนนี้ก็อย่าไปขัดใจพวกนางเลย”
“อืม แล้วเราจะเริ่มจากที่ใดก่อนล่ะ”
จื้อจงถามหาจุดหมายที่พวกเขาจะเริ่มสำรวจกัน
“ก็ต้องเป็กลางตลาดสิ ผู้คนพลุกพล่านจะได้ดูทิศทางว่าคนชอบไปที่ไหนหรือมีอะไรกำลังเป็ที่นิยม เราจะสำรวจตลาดกันก่อน”
พอตกลงกันได้พวกเขาก็มุ่งหน้าไปในตัวตลาดทันที
______________
นิสัยเดิม ช่วยแรกก็ลงถี่หน่อย555+
ช่วยหลังก็เหมือนเดิม
ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจนะคะ
ขอบคุนมากกกกกก
รักและคิดถึงคนอ่านเช่นเคยจ้า ^^ จุฟๆ