เอมมาลินหมุนตัวไปมาหน้ากระจกเธอเห็นตัวเองในชุดเสื้อผ้าแบบชุดกระโปรงยาวลากพื้นและสวมเสื้อคลุมทับอีกชั้นอย่างเช่นสตรีจีนยุคนี้นิยมสวมใส่กันยิ่งเป็การยืนยันว่าเธอหลุดเข้ามาอยู่ในยุคจีนโบราณแล้วจริงๆ
หญิงสาวอมยิ้มพอใจกับชุดที่ช่างเข้ากับรูปร่างแถมสีสันยังเหมาะสมกับวัยไม่ถึงยี่สิบปีเช่นเธอเป็อย่างมากต้องขอบคุณป้าซื่ออิงผู้เป็แม่ของจิ่นเอ๋อร์กับจื่อหลงที่ยกเสื้อผ้าเหล่านี้ให้แก่เธอ ทั้งยังช่วยสอนวิธีการสวมใส่ที่ดูช่างยากเย็นไหนจะฝีมือขมวดผมผสมผสานถักเปียเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะเป็ทรงสวย
ป้าซื่ออิงใช้ปิ่นไม้แกะสลักรูปดอกบัวปักไว้ที่เกล้ามวยผมของหญิงสาวเป็ขั้นตอนสุดท้ายปล่อยให้ผมส่วนที่เหลือทอดตัวยาวลงจนถึงกลางหลัง
เอมมาลินทึ่งในวิธีขมวดผมอย่างชำนิชำนาญของป้าซื่ออิงดูช่างมหัศจรรย์ใกล้เคียงกับ‘ไอเดียทำผมให้สวยปัง!’ตามแบบที่เผยแพร่กันในช่องยูทูปเลยทีเดียวนี่ถ้าป้าซื่ออิงเป็คนยุคเดียวกับเธอ จะต้องเป็ช่างทำผมมือหนึ่งแน่นอน
ส่วนซื่ออิงได้แต่นึกสงสัยอยู่ในใจ‘ดูท่าทางของหญิงสาวผู้นี้ไม่คุ้นเคยกับข้าวของเครื่องใช้ใดๆเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ธรรมดาก็สวมใส่ไม่เป็’ เห็นเช่นนี้แล้วซื่ออิงอดไม่ได้ต้องช่วยแต่งตัวให้แก่หญิงสาวแปลกหน้าั้แ่ต้นจนจบ
“เ้าเป็คนชนเผ่าไหนกันแน่นะเหม่ยหลิน เหตุใดจึงไม่รู้จักการแต่งกายง่ายๆเช่นนี้”ซื่ออิงบ่นพึมพำในขณะที่เพ่งพินิจร่างอรชรหญิงสาวผู้นี้ช่างงดงามยิ่งนักเมื่อได้แต่งตัวเสียใหม่ในชุดเฉกเช่นเดียวกับสตรีทั่วไปส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่ติดกายมาช่างดูขัดหูขัดตาเสียจริง ไม่คิดว่าผ้าเนื้อบางเช่นนั้นจะทำให้ผู้สวมใส่ทนต่ออากาศหนาวได้อย่างไร
เอมมาลินได้ยินป้าซื่ออิงเรียกชื่อเธอว่า‘เหม่ยหลิน’ ก็ยิ่งให้สะท้อนใจ ‘มันคงไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วสินะ...ต่อไปนี้ฉันต้องใช้ชีวิตด้วยชื่อเหม่ยหลินไปจนกว่าจะรู้เหตุผลที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ที่นี่’
“ที่ที่ข้าจากมาอยู่ไกลมาก เมืองที่ข้าอยู่ก็เป็เมืองร้อนแม้ว่าจะเป็ฤดูหนาวก็ไม่ถึงกับหนาวจนทนไม่ได้ เพราะเมืองของเราไม่เคยมีหิมะตก เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงไม่ใคร่รัดกุมแต่เป็แบบบางสบายแตกต่างกับที่นี่มากมายนัก”
เอมมาลินหรือเหม่ยหลินอธิบายภาพรวมของเมืองที่เธอจากมา เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะบอกชื่อประเทศหรือชื่อเมืองให้ผู้ใดได้ยินในเวลานี้
“บ้านของเ้าไกลถึงเพียงนั้นเชียวหรืออยู่ทิศทางใดกันเล่า”
“บ้านของข้าอยู่ไกลออกไปทางทิศใต้เ้าค่ะ” พอพูดคำว่าบ้าน น้ำเสียงสั่นเครือโดยไม่รู้ตัว
ป้าซื่ออิงบรรจงหวีผมดำขลับของเหม่ยหลินอย่างเบามือมันยิ่งทำให้นึกถึงยายและแม่
“ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะกลับบ้านได้อย่างไร” อยู่ๆน้ำตาก็คลอเบ้าเสียอย่างนั้น
ซื่ออิงมองดวงหน้าที่ดูเศร้าสร้อยของเหม่ยหลินแล้วอดสงสารไม่ได้แววตาของนางดูไม่ใช่คนโกหก หากไล่ให้นางไปอยู่ที่อื่นก็เกรงว่านางคงต้องใช้ชีวิตตกระกำลำบากเป็แน่
“เอาล่ะๆ ถ้าหากเ้ายังไม่ที่ไป ข้าจะขอร้องท่านหมอหลิวอนุญาตให้เ้าอาศัยอยู่ด้วยก็แล้วกันบ้านของท่านหมอพื้นที่กว้างขวางที่สุดในหมู่บ้าน เ้าคงอยู่ได้อย่างไม่อึดอัด” ซื่ออิงตบไหล่เหม่ยหลินเบาๆ เป็การปลอบขวัญ
ซื่ออิงก้าวออกจากห้องของเหม่ยหลินแล้วเดินตรงลิ่วไปยังห้องทำงานของหมอหลิว
นางเปิดเื่สนทนาในสิ่งที่นางอยากขอความเห็นจากท่านหมอเป็อย่างแรก
“ท่านคิดเห็นเช่นไร เหตุใดจึงพบคนแปลกหน้าที่ใต้ต้นกุ้ยอีกครั้ง”
ท่านหมอหลิวซูเหยียนละสายตาจากตำรายาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม สะดุดคำว่า ‘อีกครั้ง’ ที่ซื่ออิงกล่าวเมื่อครู่
“ซื่ออิง...เ้าคงหมายถึงครั้งก่อน ที่เราก็พบท่านแม่ทัพหวางชุนเทียนใต้ต้นกุ้ยสินะ”
ซื่ออิงพยักหน้าเป็การตอบรับ
“ใช่... และนี่เป็ครั้งที่สอง ที่เราได้พบกับเหม่ยหลิน คนทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันหรือเป็เื่บังเอิญกันแน่ท่านไม่แปลกใจบ้างหรือ”
คนแปลกหน้าคนแรกที่หมอหลิวกล่าวถึงคือแม่ทัพหนุ่มหวางชุนเทียน ผู้ได้รับาเ็สาหัสนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ใต้ต้นกุ้ยสถานที่เดียวกันกับครั้งนี้ที่พบเจอเหม่ยหลินใต้ต้นกุ้ยต้นเดิม
หมอหลิวซูเหยียนนึกย้อนไปเมื่อสามเดือนก่อน....เ
ช้าตรู่วันหนึ่งระหว่างทางที่ท่านหมอหลิวซูเหยียนออกเดินทางพร้อมกับเค่อหยวนสามีของซื่ออิง เพื่อขึ้นเขาเพื่อเก็บยาสมุนไพรกลับได้พบเจอชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะนักรบนอนหมดสติอยู่ใต้ต้นกุ้ย ร่างกายาเ็สาหัสจนไม่คิดว่าจะมีชีวิตรอด
หมอหลิวพยายามลำดับเหตุการณ์ของคนทั้งสองแต่ก็คิดไม่ตกว่าจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
จนกระทั่งมานึกถึงคำพูดของหวามชุนเทียนเมื่อเขาฟื้นคืนสติจากอาการาเ็
“ท่านหมอ ตอนที่ท่านได้พบข้าที่ใต้ต้นกุ้ย...ท่านได้เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งแต่งตัวแปลกประหลาดอยู่ข้างกายข้าหรือไม่”
เสียงของชายผู้มีสีหน้าอิดโรยจากการเสียเืมากเอ่ยถามทั้งที่ตนเองยังนอนหมดเรี่ยวแรงศีรษะและร่างกายบางส่วนของเขาถูกแปะยาสมุนไพรพันทับด้วยผ้าขาว
“หญิงสาวที่ไหนกัน ข้าพบท่านนอนาเ็อยู่เพียงผู้เดียว” หมอชราวางมือจากการทำแผลที่ต้นขาชายหนุ่ม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถามหาหญิงสาวที่ไม่มีที่ไปที่มา
“อยู่ๆนางก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับหายตัวได้ นางเข้าใจที่ข้าพูด แต่ภาษาที่นางพูดกลับเป็อย่างอื่น”
คำบอกเล่าของหวางชุนเทียนเกี่ยวกับสตรีที่ปรากฏตัวเหนือธรรมชาติเช่นนั้นไม่อาจทำให้หมอหลิวซูเหยียนเชื่อได้ว่าเื่ที่เล่ามานั้นจะเป็จริง
“ท่านคงเ็ปจากาแมากจนเกินไปหญิงสาวที่ท่านเห็นอาจเป็แค่ภาพหลอน” คำสันนิษฐานของหมอหลิวมีความเป็ไปได้แต่หวางชุนเทียนไม่คิดเช่นนั้น เขาจดจำดวงหน้าและน้ำเสียงของหญิงผู้นั้นได้นางมีตัวตนอย่างแน่นอน...
หลังจากการรักษาอย่างต่อเนื่องทำให้แม่ทัพหนุ่มอาการดีขึ้นในเวลาไม่ถึงเดือน
จนกระทั่งวันหนึ่งในระหว่างที่พักฟื้นอยู่บ้านท่านหมอก็มีทหารหลายนายควบม้าเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อตามหาแม่ทัพหนุ่มดูเหมือนหนึ่งในม้าหลายตัวนั้นมีม้าสีนิลเดินกุบกับร่วมขบวนมาด้วยหวางชุนเทียนรู้ได้ทันทีว่าคือเ้าม้าสีนิลตัวโปรดของเขา มันถูกฝึกให้วิ่งกลับไปที่จวนทุกครั้งที่เกิดภัยเมื่อทหารเห็นม้ากลับมาโดยไร้เ้านายของมัน ทหารจะรู้ได้ทันทีว่ามันจะพาทหารวิ่งไปสู่สถานที่สุดท้ายที่มันจากมาเพื่อตามหาเ้านายของมันอีกครั้ง
“ม้าสีนิลของท่านช่างแสนรู้นัก มันสามารถจดจำหนทางที่เคยพาท่านมาได้” หมอหลิวชื่นชมเ้าสัตว์แสนรู้ตัวนี้ คงเป็เ้าตัวนี้สินะที่พาเ้านายของมันมาหลบภัยที่ใต้ต้นกุ้ย
“ใช่...มันคือม้าคู่ใจของข้า เราฝึกให้มันมีสัญชาติญาณเมื่อมีภัยมาถึงตัว” แม่ทัพหนุ่มลูบหัวเ้าม้าเพื่อนยากเบาๆ
หมอหลิวรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจช่วยเหลือไม่ผิดคนด้วยในยามนี้เกิดศึการะหว่างแคว้นหากผู้าเ็ในชุดนักรบที่หมอหลิวช่วยไว้เป็คนของข้าศึกศัตรูการทำความดีครั้งนี้อาจไม่เกิดประโยชน์ใดกับบ้านเมืองเลยก็เป็ได้
ท่านหมอหลิวยืนอยู่ข้างหน้าต่างทอดสายตามองกรงซี่ไม้ไผ่ทรงกลมที่แขวนอยู่เหนือชานระเบียงทางเดินเ้านกพิราบสีขาวยืนเกาะท่อนไม้ที่พาดอยู่ภายในกรงอย่างสงบเสงี่ยมมันคือนกพิราบที่แม่ทัพหวางสั่งให้ทหารนำมามอบแก่หมอหลิวเพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในยามที่้าแจ้งข่าวหรือ้าความช่วยเหลือ
“ซื่ออิง...หากเ้าไม่ได้พูดขึ้นมา ข้าเกือบลืมที่แม่ทัพหวางเคยบอกเล่าไว้เกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้นเสียแล้ว” หมอหลิวหันไปเอ่ยกับซื่ออิง
“หญิงสาวผู้นี้มีที่ไปที่มาไม่ชัดเจน กิริยาอาการตื่นตระหนกคล้ายไม่เคยพบเจอผู้คนมาก่อนหรือว่านางคือหญิงสาวที่แม่ทัพหวางพบเจอ” ซื่ออิงคาดเดาเื่ราวอย่างต่อเนื่อง
“อีกอย่างนางผู้นี้ไม่มีความทรงจำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเหม่ยหลินเลยก็จริงแต่ปานที่แขนของนางอาจไม่ใช่เื่บังเอิญเพราะนางก็บอกเองว่าปานที่แขนของนางเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อนางมาถึงที่นี่...”
สิ่งหนึ่งที่หาคำตอบไม่ได้คือปานรูปดอกไม้ของหญิงสาวที่มีชื่อเหมือนกับลูกสาวคนเดียวของท่านหมอหลิวเหม่ยหลินคือลูกสาวที่ภรรยาสุดที่รักของหมอหลิวได้สั่งเสียไว้ให้ดูแลอย่างดีก่อนที่นางจะสิ้นลมหายใจไปหลังจากคลอดบุตรแต่เหตุใดโชคชะตาจึงไม่เข้าข้างสามีและพ่อผู้อาภัพคนนี้... พอเหม่ยหลินอายุได้เพียงแปดปีก็ต้องมาตายด้วยโรคระบาดฉับพลันที่ยังไม่มียารักษาในเวลานั้น
หลิวซูเหยียนได้แต่เฝ้าโทษตัวเองที่ไม่อาจรักษาลูกสาวให้หายจากโรคได้เขาฝักใฝ่ในการพัฒนาตัวยาหลายปีเพื่อเอาชนะโรคระบาดรวมทั้งโรคที่รักษายากอื่นๆจนกระทั่งกลายเป็หมอรักษาโรคที่เชี่ยวชาญ
ท่านหมอได้รับการเชื้อเชิญจากราชสำนักให้เข้าร่วมเป็หนึ่งในหมอหลวง แต่ท่านหมอหลิวก็ปฏิเสธไปเขาอ้างว่า้าอยู่นอกวังมากกว่าเพื่อคิดค้นตัวยาใหม่ให้ได้มากที่สุดโดยรับปากว่าจะเป็ผู้จัดส่งตัวยาสมุนไพรชั้นเลิศส่งเข้าสู่ราชสำนักไม่ขาด
เมื่อมีเสียงเคาะประตูก๊อกๆ ทำให้เื่ราวมากมายในอดีตที่หมอหลิวหวนนึกถึงอยู่รวมทั้งบทสนทนาของทั้งสองต้องยุติลงทันที
ซื่ออิงดูเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าเป็ผู้ใดจึงเดินไปเปิดประตู
ที่แท้คือจิ่นเอ๋อร์กับจื่อหลงสองพี่น้องที่เดินจูงมือพาเหม่ยหลินมาที่ห้องทำงานของหมอหลิวตามคำสั่งของซื่ออิ่งผู้เป็แม่ เหม่ยหลินยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตูท่าทางกล้าๆกลัวๆ
“พวกเ้าจะยืนอยู่ทำไม เข้ามาเถิด”เมื่อหมอหลิวเป็คนพูดอนุญาตเสียเอง ทำให้เหม่ยหลินมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ั้แ่มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เธอมีความกังวลหลายประการเสียจนจะเป็บ้าอยู่แล้ว
จิ่นเอ๋อร์และจื่อหลงต่างจับมือเหม่ยหลินคนละข้างคะยั้นคะยอให้หญิงสาวเข้ามาเผชิญหน้ากับเ้าของบ้าน
“ท่านหมอหลิว ได้โปรดรับพี่เหม่ยหลินไว้ด้วย พี่เหม่ยหลินไม่มีบ้าน”จื่อหลงพูดตามประสาเด็กน้อย
เหม่ยหลินเองก็ทำสายตาเชิงอ้อนวอนรู้สึกว่าตนเองเป็ภาระและปากหนักเกินกว่าจะเป็ผู้พูดขอร้องท่านหมอ ทำให้ต้องตกเป็ภาระของเด็กทั้งสองให้ช่วยพูดขอร้องแทน
“ข้าขอออกความเห็นได้หรือไม่” ซื่ออิงกล่าวขึ้น “หากว่าเป็เพราะฟ้าดินกำหนดมาให้ท่านได้ช่วยชีวิตท่านแม่ทัพหวางในตอนนี้อาจเป็อีกครั้งที่กำหนดให้ท่านได้พบกับเหม่ยหลิน ส่วนตัวข้าเองก็ยังจำวันที่ได้รับความกรุณาจากท่านหมอหลิวที่อนุญาตให้ข้าและครอบครัวได้อาศัยอยู่ที่บ้านของท่านได้เช่นกัน”
ซื่ออิงหวนนึกถึงวันที่สามีพานางหนีภัยาจากหมู่บ้านห่างไกลที่ถูกยึดครองโดยกองทัพทหารต่างแคว้นจนได้มาพบท่านหมอหลิว ในขณะนั้นทั้งจิ่นเอ๋อร์และจื่อหลงยังเล็กอยู่มากทำให้ท่านหมอเกิดความสงสารรับทั้งสี่ไว้ให้อยู่ในบ้านหลังนี้ซึ่งถือเป็บ้านหลังใหญ่ที่ทางการปลูกสร้างไว้ให้แก่หมอหลิว
เค่อหยวนสามีของซื่ออิงทำหน้าที่ออกหาสมุนไพรตามที่หมอหลิวสอนไว้ส่วนซื่ออิงทำหน้าที่ดูแลบ้านและเป็ผู้ช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั้งสองต่างตอบแทนความมีน้ำใจของท่านหมออย่างเต็มที่
“ซื่ออิง...ข้าต้องขอบใจเ้ากับเค่อหยวนมากกว่า หลายปีมานี้เ้าสองคนช่วยงานข้าตั้งมากมาย”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ท่านหมอจะกรุณารับเหม่ยหลินคนนี้ไว้ด้วยได้หรือไม่”ซื่ออิงพูดเข้าเื่ทันที
“ข้ากับจื่อหลงจะเป็คนช่วยดูแลพี่เหม่ยหลินเอง” จิ่นเอ๋อร์ก็พูดขอร้องเช่นกัน“นะๆ พี่เหม่ยหลินรีบพูดขอร้องท่านหมอเร็วเข้า”
“เอ่อ..ขะ..ข้าไม่มีที่ไปจริงๆ ท่านหมอโปรดเมตตารับข้าไว้ด้วยเถิดข้าจะช่วยเหลืองานของท่านหมอและช่วยแบ่งเบางานของป้าซื่ออิงจะไม่ทำสิ่งใดให้ท่านลำบากใจแน่นอนเ้าค่ะ”หญิงสาวพูดตะกุกตะกักเชิงขอร้อง
หลังจากได้ฟังเื่ราวเกี่ยวกับซื่ออิงและครอบครัวที่ต่างก็เป็ผู้พักอาศัยในบ้านหลังนี้เช่นกันแสดงให้เห็นว่าท่านหมอหลิวผู้นี้มีจิตใจเมตตา ทำให้เหม่ยหลินใจชื้นขึ้นมาได้จึงกล้าพูดขอเป็ผู้อาศัยอีกคนหนึ่ง
“ในเมื่อพวกเ้าร่วมใจกันขอร้องถึงขนาดนี้ ข้าคงไม่อาจปฏิเสธได้”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ” เหม่ยหลินยิ้มดีใจ จนเผลอโน้มตัวยกมือไหว้หมอหลิวแต่เมื่อเห็นทุกคนมองหน้าสลับกันไปมาด้วยความสงสัยในท่ายกมือไหว้ของเธอ เหม่ยหลินก็รีบเปลี่ยนท่าทางมือขวาหุ้มกำปั้นซ้ายแล้วโค้งคำนับแสดงความเคารพตามอย่างที่เคยเห็นในซีรีย์จีนแทน