ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 23 ไข่มุกวิญญาณหยินหยาง

    ด้านนอกหอสวรรค์เสินหู่มีผู้คนห้อมล้อมอยู่มากมาย เมื่อตอนเริ่มมีเพียงร้อยยี่สิบคนแต่หลังจากผ่านไปสองชั่วยามข่าวเรื่องมู่เฉินขึ้นไปยังชั้นหกและยังไม่ออกมาจากหอสวรรค์กระจายไปทั่วสำนัก มันกระตุ้นความสนใจของผู้คนมากมายทำให้ตอนนี้มีคนผู้คนที่หน้าหอสวรรค์เสินหู่จำนวนมากกว่าห้าร้อยคน “เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งก้านธูป หวังว่าเขาจะกลับมาทันเวลา” ผู้อาวุโสปี้เสี่ยวชิงกล่าวขึ้น เดิมทีปี้เสี่ยวชิงมิได้สนใจการเข้าหอสวรรค์เสินหู่ของศิษย์ใหม่ เพียงแต่ข่าวที่มู่เฉินขึ้นไปยังชั้นหกสะกิดความอยากรู้ของนาง นางจึงเดินทางมาดูด้วยตนเอง “ข้าเองก็หวังเช่นนั้น อย่าให้เกิดเรื่องอะไรกับเขาเลย” เมิ่งกู่มองปี้เสี่ยงชิงและกล่าวเสริม “เหตุใดเขาอยู่นานเช่นนี้ ในปีที่ผ่านๆมา แม้ผู้ที่ขึ้นไปถึงยังชั้นเจ็ดอย่างท่านผู้นำก็อยู่ด้านในเพียงสองชั่วยามเท่านั้น” ปี้เสี่ยวชิงขอความคิดเห็นเมิ่งกู่ในขณะที่สายตานางยังคงจับจ้องอยู่ที่หอสวรรค์ “ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดาสิ่งใด มู่เฉินเป็นบุคคลที่น่าประทับใจ ทุกการกระทำของเขาล้วนเหนือความคาดหมาย หวังว่าครั้งนี้จะเป็นเช่นเดียวกัน” เมิ่งกู่พูดอย่างแผ่วเบา เวลาหนึ่งก้านธูปสุดท้ายถูกเผาใหม้ไปกว่าครึ่ง สีหน้าผู้อาวุโสและกลุ่มของหลิงเอ๋อ หม่นหมองลงอย่างมาก ช่างแตกต่างกับสีหน้าของคู่แค้นเช่นตู๋กูหยางและมู่เสียน ใบหน้าของทั้งสองปรากฏรอยยิ้มอย่างชั่วร้าย “เห้อ...ข้ากล่าวแล้วว่าการไม่ประเมินตนจะส่งผลร้ายเช่นไร ตอนนั้นมันไม่สนใจคำเตือน หวังว่าคนอื่นๆ ในที่นี้จะจำเรื่องของมู่เฉินไว้เป็นบทเรียน” ตู๋กูหยางกล่าวขึ้น คำพูดตู๋กูหยางแม้ภายนอกจะดูเหมือนการพูดสร้างแง่คิดและหลักการให้แก่ผู้อื่น แต่กลุ่มของหลิงเอ๋อทราบดีว่าเป็นการเยาะเย้ยอย่างชัดเจน “เจ้าผายลมอันใด? ยังไม่ครบสามชั่วยาม เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดเรื่องกับพี่มู่เฉิน” หลิงเอ๋อตะโกนด้วยความโมโห “เฮอะ ข้าเพียงพูดความจริง พวกเราใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วยามในการขึ้นไปชั้นห้า การที่มันขึ้นไปยังชั้นหกเหตุใดใช้เวลานานเพียงนี้” ตู๋กูหยางกล่าวต่อ “เจ้า!!!” หลิงเอ๋อไม่สามารถหาเหตุผลมาหักล้างได้ แม้ผู้คนโดยรอบที่เฝ้าดูเหตุการณ์หวังจะให้มู่เฉินกลับออกมาอย่างปลอดภัย แต่คำพูดของตู๋กูหยางก็ดูมีเหตุผลอย่างยิ่ง จึงได้แต่ถอนหายใจถ่ายเดียว “โอ้...ดูเหมือนว่าบรรยากาศด้านนอกคึกคักยิ่งนัก” เสียงมู่เฉินลอยมาจากประตูหอสวรรค์ สายตากว่าห้าร้อยคู่พุ่งไปยังด้านหน้าหอสวรรค์ทันที มู่เฉินออกมาจากด้านในตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้ ตอนนี้สายตาของทุกคนเห็นเพียงว่าเขายืนพิงกับประตูหอสวรรค์อย่างผ่อนคลาย “พี่มู่เฉิน ท่านออกมาแล้ว” หลิงเอ๋อพุ่งเขาไปหามู่เฉินทันที ยู่เหยียน มู่หานและเชียนเชียน เดินตามหลังหลิงเอ๋อด้วยรอยยิ้ม ส่วนผู้คนที่เหลือกว่าห้าร้อยคนต่างดูเหตุการณ์อย่างสงบ “เจ้าแอบหลับอยู่ด้านในหรือไร เหตุใดออกมาช้าเช่นนี้?” ยู่เหยียนกล่าวประชด “ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วยที่ทำให้เป็นห่วง ข้าเพียงแค่เดินสำรวจรอบๆเพลินไปหน่อย” มู่เฉินอธิบาย “เดินเล่น? เจ้านี่บ้าบิ่นเกินไปแล้ว หากออกมาไม่ทันเวลาจะทำเช่นไร?” มู่หานกล่าวอย่างหัวเสีย การพูดคุยของพวกเขาสร้างความสงสัยแก่ผู้คนรอบข้างอย่างมาก แต่ทุกคนก็สะกดข่มความสงสัยลงและปล่อยให้พวกเขาพูดจากันเสียก่อน “พวกเจ้าหยุดพูดจากันก่อน ยังมีเวลาถามไถ่กันอีกมากนัก” เมิ่งกู่พูดขัดพร้อมกับเดินเข้าหามู่เฉินด้วยรอยยิ้ม “มู่เฉิน เหตุใดเจ้าไม่รีบออกมา หรือว่าการขึ้นชั้นหกมีปัญหา?” เมิ่งกู่กล่าวถาม “เรียนผู้อาวุโส ไม่มีปัญหาใด มันใช้เวลาเพียงไม่นาน” มู่เฉินตอบ คำตอบมู่เฉินกระตุ้นความสงสัยของผู้คนในทันที เขาใช้เวลาไม่นานในการขึ้นชั้นหก แล้วเวลาที่เหลือเขาทำอะไรอยู่? หรือว่าเขาขึ้นไปยังชั้นเจ็ด? “หรือว่าเจ้าขึ้นไปยังชั้นเจ็ด?” เมิ่งกู่กล่าวถามอย่างตื่นเต้น “เป็นเช่นนั้น ข้าขึ้นไปยังชั้นเจ็ดและเดินสำรวจรอบๆ จึงทำให้กลับออกมาช้า ต้องขออภัยผู้อาวุโสที่ทำให้เป็นกังวล” มู่เฉินกล่าวตอบอย่างเรียบเฉย คำตอบของมู่เฉินสร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างมาก ขึ้นไปยังชั้นเจ็ดได้สำเร็จ นอกจากนั้นยังเดินสำรวจจนกลับออกมาเกือบไม่ทันเวลา ชายหนุ่มผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดหรือไร? “ไม่เป็นไร เจ้าออกมาได้ทันเวลาก็ดีแล้ว” เมิ่งกู่ตอบกลับ “ขอบคุณผู้อาวุโส หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน” มู่เฉินกล่าวอย่างสุภาพ “เจ้าไปเถอะ ข้าไม่มีอะไรแล้ว” เมิ่งกู่ตอบกลับ “เดี๋ยวก่อน!!!” มู่เฉินกำลังจะจากไปแต่กลับมีเสียงตะโกนห้ามไว้เสียก่อน เสียงที่ตะโกนห้ามไว้เป็นเสียงของตู๋กูหยาง เขาเดินเข้ามาหามู่เฉินด้วยท่าทางมีเลศนัย “เจ้าต้องการสิ่งใด?” มู่เฉินกล่าวถาม “ข้าเพียงมีเรื่องสงสัยบางอย่าง เจ้าบอกว่าขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดแต่มันก็แค่เพียงคำพูดเท่านั้น จะให้พวกเราเชื่อได้อย่างไร?” ตู๋กูหยางกล่าว “เจ้าต้องการจะพูดสิ่งใดก็พูดมา อย่าได้อ้อมค้อม” มู่เฉินพูดเสียงแข็ง “เพื่อแสดงความจริงใจว่าเจ้าไม่ได้โกหก เจ้าควรจะนำของที่ได้มาจากชั้นเจ็ดออกมายืนยัน” ตู๋กูหยางพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ใช่ บางทีเจ้าอาจจะโกหก” “นำของออกมายืนยัน จะได้รู้ความจริง” “ข้าเห็นด้วย มู่เฉินแสดงของที่เจ้าได้รับที่ชั้นเจ็ดออกมา” ผู้คนมากมายที่ยืนชมอยู่รอบด้านส่งเสียงสนับสนุนตู๋กูหยาง พวกเขาล้วนต้องการทราบว่ามู่เฉินได้สิ่งใดออกมาเช่นกัน เมิ่งกู่มองไปที่มู่เฉินอย่างจนใจ แม้เขาทราบว่าทุกคนต้องการบีบให้มู่เฉินแสดงสิ่งของออกมาแต่ด้วยเหตุผลของตู๋กูหยางก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง การที่ขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดของหอสวรรค์เสินหู่จะทำให้ชื่อเสียงของคนผู้นั้นโด่งดังทั่วสำนัก จึงจำเป็นต้องตรวจสอบความจริงอย่างรอบคอบ “มู่เฉิน หากเจ้าขึ้นไปยังชั้นเจ็ดจริงก็แสดงสิ่งของออกมา” ตู๋กูหยางย้ำ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการเห็นมันและข้ารู้ว่าเหตุผลเจ้าดียิ่งนัก แต่ต้องขออภัยเพราะข้าไม่สนใจจะเล่นปาหี่กับเจ้า” มู่เฉินพูดอย่างเฉยเมย “งั้นก็หมายความว่าเจ้าโกหกว่าขึ้นไปยังชั้นเจ็ดได้สำเร็จ” ตู๋กูหยางพูดอย่างเหยียดหยาม คนรอบด้านเริ่มส่งเสียงพูดคุยอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบของมู่เฉิน ในตอนแรกพวกเขาแค่เพียงสนับสนุนตู๋กูหยางเพื่อต้องการดูสิ่งของล้ำค่าจากหอสวรรค์ชั้นเจ็ดเท่านั้นแต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยว่ามู่เฉินโกหกพวกเขาหรือไม่ “มู่เฉิน เจ้ามันไร้ยางอายนัก โกหกเพื่อให้ตนเองได้รับชื่อเสียง” “มู่เฉิน คนไร้ยางอาย” “ผู้อาวุโส ลงโทษมู่เฉิน ให้เขาได้รู้ว่าสำนักแห่งนี้ไม่ใช่ที่ของคนจอมปลอม” เสียงตะโกนด่าทอมากมายพุ่งตรงมาที่มู่เฉิน แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับว่าไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับเขา “เงียบ!!!” มู่เฉินตวาดกลบเสียงด่าทอจากฝูงชน ทำให้ทุกคนสงบลงและหันมามองเขาอย่างพร้อมเรียง “ข้าไม่สนใจว่าพวกเจ้าจะมองข้าอย่างไร แล้วก็ไม่สนใจชื่อเสียงจอมปลอมที่กล่าวว่าผู้ขึ้นไปยังชั้นเจ็ดคือผู้แข็งแกร่ง” “ความแข็งแกร่งที่แท้จริงอยู่ที่การฝึกตน มิใช่การได้รับสิ่งของล้ำค่าจากผู้ใด” “ข้าได้ของจากชั้นเจ็ดแล้วเป็นอย่างไร? ข้าไม่ได้ของจากชั้นเจ็ดแล้วเป็นอย่างไร? ข้ามีชื่อเสียงแล้วเป็นอย่างไร? ข้าไม่มีชื่อเสียงแล้วเป็นอย่างไร?” “เส้นทางฝึกยุทธ์คือเส้นทางแห่งความเสี่ยงที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนและฝ่าฟันด้วยสองมือสองเท้ามิใช่ลมปาก” “ข้าพูดได้เพียงเท่านี้ ข้าขอตัวก่อน” มู่เฉินพูดจบก็ประกบมือคาระวะผู้คนรอบด้านและเดินจากไปทันที ฝูงชนหลายร้อยคนจนด้วยคำพูด แม้กระทั่งตู๋กูหยางที่เป็นคนเริ่มเรื่องก็มิอาจกล่าวคำใดออกมาได้ คำพูดของมู่เฉินเปรียบดั่งฟ้าผ่าครั้งใหญ่ที่ปลุกกทุกคนตื่นจากฝันอันเลื่อนลอย ในขณะที่พวกเขาวิ่งหาชื่อเสียงที่จอมปลอม มู่เฉินกลับมุ่งหน้าเข้าหาสัจธรรมแห่งการฝึกยุทธ์ที่แท้จริง “ข้าหวังว่าทุกคนจะนำสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่กลับไปทบทวน สัจธรรมแห่งการฝึกยุทธ์เป็นดั่งที่มู่เฉินกล่าว จงใช้เวลาที่มีกับสิ่งที่ควรจะทำ วันนี้จบเพียงเท่านี้ แยกย้ายได้” เมิ่งกู่กล่าวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ชั้นสี่หอสมบัติ“ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าสนใจยิ่งนัก แม้อยู่ในสถานการณ์กดดันเช่นนั้นกลับยึดมั่นในตัวตนและแก้ไขปัญหาได้อย่างงดงาม” เมิ่งเซียวกล่าวขณะนั่งจิบชาอย่างมีความสุข “ไม่เพียงแต่ความแข็งแกร่งเชิงยุทธ์ ด้านจิตยุทธ์เขาก็โดดเด่นเช่นกัน” เนี่ยซานกล่าวเสริม “ตัวตนเขาน่าสนใจยิ่ง ในอนาคตเขาย่อมต้องกลายเป็นยอดยุทธ์อย่างแน่นอน” ฟู่จิงหลิงหลิงแสดงความเห็น “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น คนที่ท่านผู้นำให้ความสนใจย่อมไม่ใช่คนธรรมดา” เมิ่งเซียวกล่าวอย่างครุ่นคิด “ใจจริงข้าอยากรับเขาเป็นศิษย์แต่ท่านผู้นำกลับไม่ยินยอม ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด?” เมิ่งเซียวกล่าวต่อ “ข้าเองก็สงสัยเช่นกัน ไม่เพียงห้ามรับเป็นศิษย์แต่ยังไม่อธิบายที่มาของเขาอีกด้วย” เนี่ยซานส่ายหัวอย่างจนใจ “เกรงว่าผู้อยู่เบื้องหลังของเขาจะเป็นบุคคลที่เราไม่อาจล่วงเกินได้ อย่าได้คิดมากเลย หากท่านผู้นำกล่าวเช่นนั้นเขาย่อมเตรียมการเรื่องราวไว้แล้ว” ฟู่จิงหลิงพูดตัดบทพร้อมกับเดินจากไป เมิงเซียวและเนี่ยซานเองก็จนใจ พวกเขาได้แต่มองตากันแล้วส่ายหน้า ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำได้ขณะนี้ มีเพียงต้องคอยดูอยู่ห่างๆเท่านั้น ห้องพักมู่เฉินหลังจากออกจากลานประลอง มู่เฉินตรงกลับมายังที่พักทันที เขานำไข่มุกหยินหยางออกมาวางที่โต๊ะพร้อมกับใช้สัมผัสเทวะสำรวจอย่างละเอียด อาจกล่าวได้ว่าไข่มุกหยินหยางเป็นโอสถชนิดหนึ่ง มันถูกหลอมด้วยวัตถุธาตุหยินและหยางเข้มข้น แม้จะไม่สามารถส่งเสริมด้านพลังยุทธ์มากนักแต่มันต้องช่วยปรับสมดุลพลังงานหยินหยางในร่างกายได้มากมายอย่างแน่นอน การปรับสมดุลธาตุหยินหยางจะทำให้ปราณในร่างมีความเสถียร ส่งผลให้ผู้ฝึกยุทธ์ใช้ปราณได้อย่างคล่องตัวอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงธาตุไฟแตกซ่านตอนฝ่าทะลวงพลังอีกด้วย มู่เฉินนั่งสมาธิและปรับสมดุลปราณในร่างจากนั้นกลืนไข่มุกหยินหยางเข้าไปทันที การที่มู่เฉินเป็นผู้ชายในร่างเขาย่อมเต็มไปด้วยพลังงานธาตุหยาง เมื่อไข่มุกหยินหยางถูกกลืนเข้าไปทำให้ความสมดุลสองขั้วของมันหายไปทันที พลังงานหยินสุดขั้วในไข่มุกรับรู้ถึงธาตุหยางในร่างมู่เฉิน มันพุ่งออกมาราวกับต้องการต่อต้านพลังงานหยางอย่างเต็มกำลัง ทำให้เกิดความหนาวเย็นแผ่ซ่านออกมาจนมู่เฉินต้องกัดฟันแน่น ด้วยความบริสุทธิ์ของธาตุหยินสุดขั้วที่ปล่อยออกมาทำให้เกิดน้ำแข็งเกาะทั่วร่างของมู่เฉิน ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนว่าจมอยู่ใต้ธารน้ำแข็งที่หนาวเหน็บจนไม่อาจขยับร่างกายได้ เวลาผ่านไปไม่นานพลังงานหยางในร่างกายมู่เฉินถูกกำจัดจนหมดสิ้น พลังงานหยินสุดขั้วแหวกว่ายในร่างกายเขาราวกับปลาที่ได้น้ำ ทำให้ตอนนี้ร่างกายมู่เฉินเกิดความหนาวเย็นจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว ไม่เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ปราณทมิฬที่ใหลเวียนตามร่างกายก็เริ่มจับตัวเช่นกัน ในเวลานี้เองพลังงานหยางสุดขั้วในไข่มุกที่นิ่งสงบตลอดมาเริ่มเกิดอาการพุ่งพล่าน พลังงานหยางสุดขั้วราวกับสัมผัสได้ถึงศัตรูคู่แค้น มันพุ่งออกมาจากไข่มุกอย่างบ้าคลั่ง ร่างที่เป็นก้อนน้ำแข็งของมู่เฉินเริ่มหลอมละลาย ผิวหนังที่ขาวซีดเริ่มร้อนระอุจนกลายเป็นสีแดงเพลิง ความร้อนของธาตุหยางสุดขั้วปะทะไอเย็นจากธาตุหยินสุดขั้วเกิดเป็นกลุ่มหมอกลอยฟุ้งทั่วห้องพัก หากตอนนี้มีคนเห็นเหตุการณ์ต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากแน่นอน ร่างที่เป็นสีแดงเพลิงถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวขุ่นช่างเป็นภาพที่ชวนให้หวาดหวั่นยิ่งนัก หลังจากการต่อสู้ระหว่างธาตุหยินสุดขั้วและธาตุหยางสุดขั้วผ่านไปราวสองก้านธูปมันก็เริ่มสงบลง หมอกเริ่มจางลงทำให้ปรากฏเห็นร่างของมู่เฉินที่บัดนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว คิ้วที่ขมวดแน่นเริ่มคลายออกอย่างช้าๆ พลังงานหยินสุดขั้วและหยางสุดขั้วเริ่มหยุดการปะทุและหมุนเวียนอยู่ภายในอย่างสงบ ปราณทมิฬคลายจากการถูกสะกด ราวกับว่ามันถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จึงกำเนิดพลังงานมากมายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัง!!! จุดตันเถียนเกิดการสั่นสะเทือนแสดงถึงการฝ่าทะลวงขั้นไปเป็นกำเนิดขั้นแปดได้สำเร็จ “เห้อ...มันรุนแรงยิ่งนัก แต่กลับฝ่าทะลวงได้เพียงขั้นเดียว” มู่เฉินพูดพร้อมกับถอนหายใจ ‘เจ้ารอดมาได้ก็ควรจะขอบคุณสวรรค์แล้ว’ หยินเยว่กล่าวขึ้น ‘เจ้าหมายถึงสิ่งใด?’ มู่เฉินกล่าวถามอย่างสงสัย ‘มีแต่คนโง่งมเช่นเจ้าจึงกล้าดูดซับพลังงานหยินหยางสุดขั้วเข้าไปโดยไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คอยปรับสมดุลภายนอกให้’ นางกล่าวอย่างหัวเสีย เป็นดั่งที่นางกล่าว โดยทั่วไปการกลืนกินพลังงานหยินหยางสุดขั้วเข้าไปต้องมีผู้ฝึกยุทธ์สองถึงสามคนคอยปรับสมดุลธาตุภายนอกเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ‘ข้าไม่เข้าใจ...ช่างมันเถอะ ข้าทำสำเร็จแล้วเรื่องอื่นอย่าได้พูดถึงเลย’ มู่เฉินกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน ‘เฮอะ...หากยังมุทะลุเช่นนี้ สักวันเจ้าจะได้เจอกับความตายจริงๆ’ นางกล่าวประชดแล้วเงียบหายไป มู่เฉินจนด้วยคำพูด ที่ผ่านมาเขากระทำสิ่งที่เสี่ยงตายมาหลายครั้งเพราะความวู่วามและไม่ยั้งคิด นั่นจึงทำให้เขาไม่อาจคัดค้านคำพูดของหลินเยว่ได้เลย