ผ่านไปสองวัน ในยามเฉิน (7.00-9.00)
“วันนี้แล้วสินะ” เหม่ยเซียนนั่งมองตนเองในกระจก นางสวมชุดสีขาวปักลายดอกอิงฮวา (ดอกซากุระ) เกล้าผมครึ่งศรีษะปักปิ่นเพียงหนึ่งอันที่ท่านพ่อมอบให้นาง สายคาดเอวมีพู่หยกสองอันห้อยอยู่เป็นประจำทุกวัน ใบหน้าแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนๆ
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวถงตอบกลับอย่างเข้าใจในคำถาม
“คุณหนูตู้มารึยัง” เมื่อวานนางให้คนไปแจ้งแก่คุณหนูตู้ฟางซิน ว่าวันนี้ขอเชิญไปอารามซงกวนพร้อมกัน คุณหนูตู้ฟางซินตอบตกลงและฝากมาบอกว่าจะมารับนางใกล้ๆ ยามซื่อ
“ยังเจ้าค่ะ..คงอีกสักครู่”
“เราออกไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเถอะ”
ร่างระหงเดินนำสาวใช้ทั้งสามไปตามทางเดินเพื่อไปยังเรือนใหญ่ บรรยากาศในวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆบดบัง เหมาะแก่การออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกจริงๆ น่าเสียดายที่วันนี้นางมีกิจธุระที่จะต้องไปทำ
“เหม่ยเอ๋อร์คาราวะท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ” สองบุพการียิ้มรับ
“มานั่งใกล้ๆ แม่ เหม่ยเอ๋อร์” เหม่ยเซียนเดินไปนั่งลงด้านข้างและกอดแขนท่านแม่ไว้
“ท่านแม่จะไปอารามซงกวนกับลูกใช่หรือไม่เจ้าคะ??”
“ไปสิ..นานๆ ทีแม่จะออกจากจวนและวันนี้..ไปทำบุญขอพรด้วยกันกับลูกดีที่สุดแล้ว”
“เจ้าค่ะ” หันมองท่านพ่อ “ท่านพ่อคงไม่ว่างใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“พ่อต้องเข้าวังหลวง ก่อนยามซื่อ (9.00) เพื่อไปดูการประหาร" มองหน้าบุตรสาว
“เจ้าค่ะ" ทำหน้ากังวล
“เป็นอันใดเล่า เหตุใดถึงทำหน้าเช่นนั้น?” เสนาบดีจูถาม
“สองวันนี้นางคงจะสาปแช่งลูกอยู่ตลอดเวลามิได้ว่างเว้น…ลูกต้องสวดขอพรให้รอดพ้นเคราะห์กรรมที่นางสาปแช่งที่อารามซงกวนเยอะๆ แล้วเจ้าค่ะ!!" ทำสีหน้ามุ่งมั่น
“ที่ไปอารามซงกวนนี่เพราะกลัวคำสาปแช่ง??” ท่านเสนาบดีกล่าว
“ส่วนหนึ่งเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ…แต่อีกส่วนหนึ่งก็สงสารพวกที่ไม่เกี่ยวข้อง ลูกไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกเขาด้วยคงจะดี” เฮ่ออ..นางถอนหายใจแล้วนั่งจิบชา
“ช่างเถอะๆๆ ..รับสำรับเช้ากันก่อนแล้วค่อยแยกย้ายกันเจ้าค่ะ” ฮูหยินบอกคนทั้งคู่
ยามซื่อ (9.00-11.00)
บนรถม้าคันใหญ่ของสกุลตู้ ด้านในประกอบไปด้วยเกาฮูหยิน จูเหม่ยเซียน ตู้ฟางซิน รถม้าคันเล็กด้านหลังเป็นสาวรับใช้สามคนยกเว้น ลี่หง อี้หง ที่ขอขี่ม้าไปด้วยตนเองเพื่อคอยคุ้มกัน แม้รอบๆ จะมีองครักษ์เงาเฝ้าอยู่แล้วก็ตามที
ระหว่างทางทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่บนรถม้า สองข้างทางที่ผ่านบ้านเรือนของผู้คนในวันนี้ช่างเงียบเหงา เป็นเพราะพวกเขาไปรวมตัวกันอยู่ที่วังหลวงรอชมการประหารคนสกุลไป่กระมัง
สองเค่อผ่านไปรถม้าก็ได้จอดลงตรงทางเข้าอาราม ลี่หงลงจากหลังม้ามารอรับฮูหยินและคุณหนูทั้งสองริมรถม้า เหม่ยเซียนมองไปรอบๆ อารามอย่างสนใจ บ้านเรือนผู้คนอยู่ไม่ห่างจากอารามมากนัก ต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มจนทั่วบริเวณทางเข้าให้ความร่มรื่นสบายใจจนนางเผลอกางแขนขึ้นสองข้างเงยหน้าหลับตาพริ้มสูดอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอด
“อากาศดีจังเลยยยย” หลับตายิ้ม
“ทำท่าอันใดของเจ้าน่ะเหม่ยเซียน…55” ตู้ฟางซินทำหน้าแปลกใจและหัวเราะ
“ดูบุตรสาวข้าสิ..หมดความเป็นคุณหนูในห้องหอเสียแล้ว” หันไปคุยกับแม่นม
“มันเย็นสบายดีน่ะ…แค่อยู่หน้าอารามยังทำให้ข้าสบายใจได้ขนาดนี้หากเข้าไปด้านในจะเป็นเช่นไร??" ยิ้มสวยตอบทุกคน
“เช่นนั้นเราขึ้นไปด้านบนกันเถิด” ฮูหยินเอ่ยบอกทั้งหมด
อารามซงกวนเป็นอารามที่ตั้งอยู่บนเนินประมาณตึกสองชั้นมีบันไดทางขึ้นไปสู่ประตูทางเข้าด้านบน ป้ายหินขนาดใหญ่ติดชื่อเป็นภาษาจีนอ่านตรงตัวว่า 'อารามซงกวน' ลี่หงเดินนำไปเปิดประตูและมองเข้าด้านในอย่างสำรวจ ก่อนจะเปิดประตูกว้างเพื่อเชิญฮูหยิน และคุณหนูทั้งสองคนตามด้วยสาวใช้เข้าไป ด้านในมีไต้ซือ เณรน้อยรวมเกือบยี่สิบคน ช่วยกันทำความสะอาดรอบๆ บริเวณ ตรงกลางมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ ด้านหน้าเป็นกระถางสำหรับปักธูปเทียน มีกล่องคล้ายๆ เซียมซีอยู่ด้านข้างและมีช่องใส่คำทำนายเป็นช่องๆ ตามหมายเลย ตัวหนังสือบนกล่องใส่คำทำนายเขียนไว้ว่า..'เชิญตรวจสอบดวงชะตา'
เหม่ยเซียนเดินดูบริเวณรอบๆ อาราม ‘กว้างขวางและร่มรื่นดีจัง’ ยามนี้ในอารามมีชาวบ้านมาทำบุญ มาขอพรไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุทั้งสิ้น มองหาท่านแม่ก็เห็นนางกำลังพูดคุยกับแม่ชีท่านหนึ่งอายุประมาณหกสิบกว่าๆ กำลังกวาดใบไม้อยู่ในบริเวณส่วนของที่พักสำหรับสตรีที่เข้ามาบวชเพื่อใช้ธรรมมะเป็นที่พึ่งทางจิตใจ แม่ชีท่านนั้นมองเหม่ยเซียนนิ่งๆ และกวักมือเรียก ซึ่งนางยังคงเดินเข้าไปหาท่านด้วยรอยยิ้ม
“บุตรสาวเจ้างดงามยิ่งนักเกาฮูหยิน” ท่านยายเอ่ยชมเมื่อเหม่ยเซียนเดินมาถึง